ตอนที่ 2000 คำขอโทษตั้งแต่ยุคโบราณ
ตอนที่ 2000 คำขอโทษตั้งแต่ยุคโบราณ
ข่าวการทำลายวังหลวงและการตายของจักรพรรดิเทพไม่ได้กระจายออกไปเพราะจิ่วตี้ได้ระงับข่าวเอาไว้ ซากปรักหักพังกลับคืนสู่ปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ข่าวได้บอกว่าจักรพรรดิเทพปิดด่านบ่มเพาะอีกครั้ง
จักรพรรดิเทพเหลียนต้าวเจินในรุ่นปัจจุบันมักจะปิดด่านบ่มเพาะและมีช่วงเวลาไม่แน่นอน ทั้งเผ่าเทพจึงไม่คิดถามไถ่อะไรมากนัก
หวู่เฟิงกลับสู่แผ่นดินทิศเหนือและปิดผนึกตัวเองอยู่ในธารน้ำแข็งทันที เขาขับไล่คำสาปบรรพชนในร่างกายอย่างเงียบๆ
หลังจากได้รับคำสาปบรรพชน เขาก็ไม่เคยใช้พลังโจมตีออกไป ดังนั้นเขาจึง มีเวลาจัดการกับคำสาปได้ง่ายมากกว่าต้าวยี่และจิ่วตี้ นอกจากนี้เขายังได้ส่วนหู ของบรรพชนเทพ เมื่อเขาขับไล่คำสาปออกไปได้และหลอมหูทั้งสองข้าง ระดับบ่มเพาะจะเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล
ด้านต้าวยี่ฝืนลากสังขารตัวเองกลับไปสำนักต้าวยี่พร้อมกับอดทนต่อความเจ็บปวดที่รุนแรงและระงับความอับอายในใจเอาไว้ เขาเข้าไปปิดด่านบ่มเพาะในทันที
ทว่าคำสาปบรรพชนได้ปะทุขึ้นอย่างเต็มที่ในร่างจนเขาไม่สามารถขับไล่คำสาปออกไปได้ง่ายๆ ทว่าต้าวยี่คือ มหาชั้นฟ้าและไม่ใช่คนธรรมดา แม้แต่มหาชั้นฟ้าชวงจื่อยังเรียกเขาว่า “เจ้าคนหลอกลวง!”
เพื่อขับไล่คำสาปบรรพชนโดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระดับบ่มเพาะในภายหลัง เขาจึงรวบรวมผู้สูงส่งชั้นฟ้าและผู้สูงส่งชั้นเทวะอีกหลายคน รวมถึงเรียกเหล่าผู้สูงส่งชั้นทองจำนวนมากเพื่อบังคับให้คำสาปแผ่กระจายสู่ทุกคน!
คำสาปบรรพชนรุนแรงมาก ดังนั้นผู้สูงส่งชั้นทองจึงตายทันทีเพียงแค่สัมผัส! แม้แต่ผู้สูงส่งชั้นฟ้ายังส่งเสียงร้องโหยหวนพร้อมกับร่างกายเริ่มเน่าเปื่อย ถึงจะอยู่ได้นานกว่าเล็กน้อย ผลสุดท้ายก็ยังตาย!
มีเพียงผู้สูงส่งชั้นเทวะเท่านั้นที่สามารถเอาชีวิตรอดได้ด้วยระดับบ่มเพาะ อันแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่เสียไปก็ยังมหาศาล
นอกจากใช้ผู้สูงส่งชั้นฟ้าและชั้นเทวะที่อยู่ใต้อำนาจมหาชั้นฟ้าต้าวยี่เข้าช่วย แบกรับคำสาป ต้าวยี่ยังค้นหาเซียนขั้นที่สามอย่างบ้าคลั่ง แม้จะช่วยเขาแบกรับ คำสาปไปเพียงแค่เศษเสี้ยวก็ยังเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างยิ่ง
วิธีโหดเหี้ยมในการแบ่งปันคำสาปบรรพชนเช่นนี้ได้ทำให้สำนักต้าวยี่ แทบกลายเป็นสำนักไร้ชีวิต…
จิ่วตี้พาไฮ่จื่อกลับไปยังภูเขาจักรพรรดิและปิดด่านบ่มเพาะทันที เขาทรงพลังมากดังนั้นจึงสามารถสลายคำสาปด้วยตัวเองอย่างช้าๆ อีกทั้งการมีไฮ่จื่อช่วยเหลือ พลังคำสาปบรรพชนจะค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา
มีเพียงมหาชั้นฟ้าชวงจื่อเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากคำสาปเพราะนางไม่ใช่คนโลภมาก สองสาวน้อยพอกลับไปถึงจึงปิดด่านบ่มเพาะเพื่อผสานเข้ากับ ดวงตาบรรพชน เมื่อออกมาอีกครั้งคงจะสามารถกลบจุดด้อยที่เกิดจากอุบัติเหตุในระหว่างการเกิดใหม่ได้
เผ่าเทพยังมีมหาชั้นฟ้าทั้งห้าคน แต่คนที่ห้าเพียงแค่หลับใหลอยู่ในมิติที่อยู่ใต้วังหลวง เขาเปลี่ยนกลายเป็นภูเขาสีทองและจองจำวิญญาณ 72 ดวงของทั้ง 72 แคว้น
ข้างใต้ภูเขาแห่งนี้ เหลียนต้าวเฟยยังคงหลับไหลราวกับรอคอยให้หวังหลินมาถึงในครั้งหน้า
ครึ่งปีต่อมา
ณ แคว้นกระทิงสวรรค์ แผ่นดินทิศตะวันออกของเผ่าเทพ
แคว้นกระทิงสวรรค์ที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยภูเขากลับสูญหายไปจำนวนมากเนื่องจากสงครามระหว่างแคว้นมารเขียว ทำให้ภูมิทัศน์ของแคว้นแห่งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตามโครงสร้างด้านพลังอำนาจไม่ได้เปลี่ยนมากนัก สำนักมหาวิญญาณและสำนักกุ้ยยี่ยังคงเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดและมีสำนักเล็กๆ ยิบย่อยอยู่ ใต้การปกครอง
เหล่าศิษย์ที่ได้ส่งไปยังเมืองหลวงกลับมาถึงสำนักของตัวเอง ทุกคนได้โชควาสนาตามแบบฉบับของตัวเองและอาจได้กลายเป็นอนาคตของสำนัก
ณ สำนักมหาวิญญาณ
หลังจากหวังหลินออกไป บรรพชนกระทิงสวรรค์จึงปิดด่านบ่มเพาะไม่สนใจเรื่องราวของโลกภายนอก เรื่องเกี่ยวกับสำนักจึงทิ้งไว้ให้กับผู้อาวุโสแต่เขาก็ตั้งกฎเอาไว้ ภูเขาที่มอบให้หวังหลินจะถูกเก็บรักษาไว้และกลายเป็นสถานที่ต้องห้ามไม่ให้คนอื่นได้เข้าไป
หลายคนต่างก็สงสัยเรื่องนี้ พอหวังหลินกลายเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังใน บททดสอบชั้นฟ้าและข่าวลือเรื่องผู้สูงส่งชั้นเทวะผมขาวแพร่กระจายออกไป ผู้คนของสำนักมหาวิญญาณต่างก็สับสน หลายคนค่อยๆ คาดเดาเบาแสหลายอย่างว่า หวังหลินแท้จริงแล้วคือ ผู้สูงส่งชั้นฟ้าผมขาว จากนั้นจึงเข้าใจความหมายที่ บรรพชนกระทิงสวรรค์ต้องการ
หยานหลวน ในอดีตเป็นผู้อาวุโส ตอนนี้นางมีตำแหน่งสูงส่งในสำนักและสามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญได้บางเรื่อง นางสามารถย้ายออกจากภูเขาของตัวเองเข้าไปในส่วนลึกของสำนักเพื่อหาถ้ำที่ดีกว่าเดิมได้
แต่นางก็ไม่จากไปไหน เพราะนางสามารถมองเห็นภูเขาของหวังหลินได้ในระยะสายตาจากบนยอดเขาของตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่นางนึกถึงเรื่องอดีต นางก็จะยืนอยู่บนยอดเขา มองไปทางภูเขาของหวังหลินพลางขบคิดเงียบๆ
ฟ่านชานเมิ่งและฟ่านชานลิ่วยังคงเป็นศิษย์ของนาง ความขัดข้องใจที่มีต่อ หวังหลินได้หมดสิ้นแล้ว พอหลายปีผ่านไปก็ลืมไปหมดสิ้น
ในสำนักมหาวิญญาณมีผู้อาวุโสเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน เขาคือตู้ฉิง ร่างกายไม่ได้สร้างขึ้นมาจากเลือดเนื้อแต่เป็นเศษไม้ หลังจากวิญญาณดั้งเดิมของเขาควบแน่น อยู่ในไม้ จึงทำให้กลายเป็นร่างกายขึ้นมา
เขาถูกบรรพชนกระทิงสวรรค์แต่งตั้งให้เป็นผู้อาวุโสโดยไม่สนระดับบ่มเพาะ ชีวิตเขาจึงสะดวกสบายยิ่งกว่าก่อนนี้มากมาย
กาลเวลาผ่านไป ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกหลายครั้ง สำนักมหาวิญญาณดูเหมือนไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักเช่นเดียวกับแคว้นกระทิงสวรรค์ ภูเขายังคงเป็นภูเขาเดิม ตำหนักต่างๆ ก็ยังคงเหมือนเดิมเช่นก่อนหน้านี้
หวังหลินยืนอยู่นอกสำนักมหาวิญญาณและมองสำนักอันคุ้นเคย ตอนที่เขามาถึงที่นี่ครั้งแรก เขาเข้าใจสำนักมหาวิญญาณได้อย่างผิวเผิน จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เข้าใจมากขึ้นจนออกจากสำนักไปและเจอกับเรื่องราวหลายอย่าง ท้ายที่สุด ณ วังหลวง ซึ่งห่างจากสำนักมหาวิญญาณไกลแสนไกล เขาได้ค้นพบความสัมพันธ์ของที่นั่น กับสำนักมหาวิญญาณจนกระทั่งในตอนนี้เขาก็ยังมีบางอย่างที่ไม่รู้เกี่ยวกับ สำนักมหาวิญญาณ
‘เผ่าพันธุ์ต้าวหวัง…อัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้…บรรพชนของสำนักมหาวิญญาณผู้นี้ บางทีเขาอาจจะตายไปแล้วหรืออาจจะไม่ตาย…แต่แผนการของเขาวางไว้นานหลายปีและทำนายเหตุการณ์ได้ถึงเหตุการณ์ของวันนี้ เขาวางแผนหลอกทุกคน ในสายตานั้นทุกคนเป็นเพียงตัวหมาก…’
‘ท้ายที่สุดแผนการในการปลดปล่อยผนึกของเผ่าพันธุ์และทำให้สายโลหิต บรรพชนเทพหายไปก็ทำได้สำเร็จ เพื่อให้คนในเผ่าที่เหลืออยู่คนสุดท้ายได้รับอิสระภาพ…’
หวังหลินมองสำนักมหาวิญญาณด้วยท่าทีที่ซับซ้อน หวังหลินมาถึงแผ่นดินเซียนดาราได้นานแล้วแต่ตอนนี้เพิ่งจะรู้ว่าแคว้นกระทิงสวรรค์อันห่างไกลที่ผู้คนดูถูกกลับ ซ่อนความลับสืบต่อกันมาหลายรุ่น
หวังหลินถอนหายใจพลางก้าวเข้าสู่สำนักมหาวิญญาณ
ระดับบ่มเพาะในตอนนี้ของหวังหลินเหนือกว่าบรรพชนกระทิงเขียวและ ศิษย์สำนักมหาวิญญาณทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตการมาถึงของเขาได้
ภายในสำนักมหาวิญญาณ หวังหลินเห็นตู้ฉิงและหยานหลวนที่กำลังยืนอยู่บนภูเขาด้วยชุดราตรีสีแดงเพลิง หวังหลินยังเห็นฟ่านชานเมิ่งและฟ่านชานลิ่วด้วย
หวังหลินก้าวเข้าสู่ส่วนลึกของสำนักมหาวิญญาณโดยไม่หยุดพัก มุ่งหน้าเข้าตำหนักสลักวิญญาณที่เขาเคยเข้าไปเมื่อคราวก่อน!
ตำหนักสลักวิญญาณ ที่ตอนนั้นต้องเปิดด้วยพลังของบรรพชนกระทิงเขียว แต่ตอนนี้เพียงหวังหลินก้าวเท้าก็มายืนอยู่นอกตำหนักสลักวิญญาณได้แล้ว
ตำหนักเจ็ดชั้นปกคลุมด้วยหมอกบางๆ ด้านนอกมีรูปปั้นอสูรขนาดใหญ่สองตัวคล้ายกับมีชีวิต
ประตูของตำหนักปิดสนิทและเงียบงัน มีตัวอักษรขนาดใหญ่อยู่เหนือประตู
ตำหนักสลักวิญญาณ!
ตำหนักแห่งนี้ดูเหมือนมีเจ็ดชั้นแต่ความจริงมันมีชั้นที่แปด เก้า…และชั้นที่สิบ! บรรพชนกระทิงสวรรค์พูดเอาไว้ว่าแม้แต่เขาก็ไม่สามารถเข้าไปชั้นที่สิบได้ ที่นั่น มีบรรพชนรุ่นก่อนๆของสำนักมหาวิญญาณนอนพักผ่อนอย่างสงบ
หวังหลินมองไปบนยอดตำหนักด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เขามาเพื่อค้นหาคำตอบว่าอัจฉริยะของเผ่าต้าวหวังทิ้งอะไรเอาไว้ให้
หวังหลินเปิดประตูก้าวเข้าไป เขาคุ้นเคยกับที่นี่และก้าวขึ้นบนบันไดอย่างมั่นคง
ภายในตำหนักอันเงียบสงัดเกิดเสียงแตกร้าวดังสนั่น หวังหลินก้าวไปบนชั้นที่สอง สาม…จนกระทั่งถึงชั้นที่แปดซึ่งเขาเคยมาถึงชั้นนี้แล้ว
หวังหลินไม่จำเป็นต้องทะลวงเขตอาคมที่นี่ เพียงแค่เขาเดินผ่าน เขตอาคมก็ แตกกระจาย
หวังหลินก้าวเดินขึ้นสู่บันไดชั้นที่เก้าอย่างช้าๆ ในชั้นนี้มีหินหยกเพียงไม่กี่ก้อนลอยอยู่ พวกมันมีสุดยอดวิชาของสำนักมหาวิญญาณ
วิชาภาพมายาทับซ้อนฉบับสมบูรณ์ที่หวังหลินต้องการอยู่ที่นี่
เขากวาดสายตาผ่านหินหยกไปทีละก้อน หวังหลินมองเห็นทุกอย่างข้างในและจากนั้นเดินไปยังบันไดเก่าๆ ห่างออกไปไม่ไกลนัก
บันไดขึ้นสู่ชั้นที่สิบ!
ขั้นบันไดทั้งหมดมีสิบสามขั้น หวังหลินยกเท้าเหยียบขึ้นไปทีละก้าวจนมาถึง ยอดตำหนักสลักวิญญาณชั้นที่สิบ
วินาทีที่เขาเข้ามาชั้นที่สิบได้ หวังหลินเห็นบางอย่างที่ทำให้เขาต้องขบคิดอยู่นาน เขามองข้างในด้วยความรู้สึกซับซ้อนสักพักก่อนจะถอนหายใจ
‘แสดงว่านี่คือ สิ่งที่เจ้าทิ้งไว้ให้ข้า…และสิ่งที่เจ้าต้องทำให้ข้ามาถึงที่นี่… อัจฉริยะของเผ่าต้าวหวัง…เรื่องที่เจ้าหลอกใช้ข้าก็เหมือนที่ข้าบอกไฮ่จื่อ!’ หวังหลินไม่ได้มองไปรอบชั้นที่สิบแต่หันตัวกลับและจากไป
ภายหลังหวังหลินจากไป ภาพเหตุการณ์ที่สมบูรณ์ของชั้นที่สิบจึงเผยออกมา
ชั้นที่สิบไม่ได้ใหญ่นัก มีขนาดเพียงร้อยฟุตเท่านั้น ภายในมีรูปปั้นและ โครงกระดูกอยู่หนึ่งร่าง
รูปปั้นเป็นรูปร่างของชายคนหนึ่ง เขายืนอยู่และใช้สายตามองลงมาดุจมีพลังอำนาจใจการทำลายโลก เปล่งแรงกดดันที่ไม่ได้โกรธเกรี้ยวและจ้องมองโครงกระดูกเบื้องหน้าอย่างเย็นชา
โครงกระดูกกำลังคุกเข่าเบื้องหน้ารูปปั้นด้วยท่าทีเจ็บปวดและอ้อนวอน บนศีรษะมีรอยแตกร้าวแต่ไม่มีสมอง…ภายในหน้าอกมีหลุมแต่กลับไร้หัวใจอยู่ข้างใน…
สองมือยกขึ้นเหนือศีรษะ แขนซ้ายถือสมองที่เหี่ยวแห้ง ส่วนแขนขวาถือหัวใจ ไร้สัญญาณชีพ เขามองดูรูปปั้นราวกับกำลังขอให้ยกโทษและคุกเข่าอยู่ที่นี่มานานหลายปีตั้งแต่อดีต…
นี่ไม่ใช่โครงกระดูกธรรมดาแต่เป็นพันธนาการวิญญาณ วิญญาณดวงที่อ้อนวอนให้ยกโทษ
รูปปั้นตรงหน้าคือ รูปปั้นหวังหลิน
โครงกระดูกนั้นคือ บรรพชนสำนักมหาวิญญาณ อัจฉริยะของเผ่าพันธุ์ต้าวหวัง!
Comments for chapter "ตอนที่ 2000 คำขอโทษตั้งแต่ยุคโบราณ"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com