บทที่ 1229 ภาพมายาแฝงซึ่งความจริง
มีชีวิต ไร้ซึ่งประตูให้เข้า
ตาย ไม่มีทางให้ออก
จะจากไป ไร้ซึ่งวิธี
จะมา ไร้ซึ่งวิชา
นี่ก็คือเทพเจ้าแห่งความทุกข์ทนในตอนนี้
องค์ท่านถูกแช่แข็งอยู่ในโลงน้ำแข็ง ถูกผนึกไว้ในกาลเวลาด้วยนาฬิกาทรายแห่งกาลอวกาศ และถูกทั้งสวรรค์นอกพิภพรวบรวมผลกรรมเวรเอาไว้
ติดอยู่ระหว่างการกลับมาและการจากไป กลายเป็นหินวิญญาณพิเศษที่ปล่อยพลังงานต้นกำเนิดออกมาอยู่ทุกชั่วขณะก้อนหนึ่ง
ทำได้เพียงจมอยู่ในความทุกข์ทรมานจากการเผาไหม้ของกายเนื้อ จมในวัฏสงสารที่วิญญาณถูกฉีกทึ้ง จมอยู่ในห้วงความทรมานที่ตำแหน่งเทพและพลังงานต้นกำเนิดถูกดูดซับไปอย่างช้าๆ
ในห้วงท้องฟ้าดารา สวี่ชิงจ้องมองโลงน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้า สายตาเย็นชา
ความโกรธของเขาตอนนี้ค่อยๆ ถูกกดลงไปแล้ว บทสรุปของเทพแท้จริงองค์นี้ในตอนนี้ เป็นการทรมานที่ดีที่สุดสำหรับองค์ท่านแล้ว
ในเมื่อชอบความเจ็บปวดนัก เช่นนั้นก็ไปลิ้มรสด้วยตัวเอง
“น่าเสียดายที่ข้าไม่มีอำนาจเทพเล่าเรื่องเหมือนอวี้หลิวเฉิน…”
สวี่ชิงพึมพำในใจ
หากเขามีอำนาจเทพอย่างอวี้หลิวเฉิน เช่นนั้นตอนนี้เขาก็สำแดงออกมา แต่งเรื่องที่ทำให้เทพแท้จริงองค์ท่านเจ็บปวดเรื่องแล้วเรื่องเล่า ทำให้องค์ท่านที่อยู่ในสภาวะถูกแช่แข็ง จมอยู่กับเรื่องแต่ง เผชิญกับความทรมานทางจิตใจให้มากขึ้น
ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้เทพแท้จริงนี้เจ็บปวดยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถใช้เรื่องราวเรื่องแล้วเรื่องเล่าเหล่านั้น ทำให้องค์ท่านปล่อยพลังงานต้นกำเนิดออกมามากขึ้นและเข้มข้นขึ้น
“แต่ก็ไม่รีบร้อน”
สวี่ชิงดึงสายตากลับ ร่างของเขาก้าวออกไป นั่งขัดสมาธิบนโลงน้ำแข็ง ดวงตาทั้ง 2 ข้างค่อยๆ ปิดลง จมูกหายใจเข้าปากพ่นลมหายใจ รูขุมขนทั่วร่างกายต่างเปิดออก
ดูดซับพลังงานต้นกำเนิดที่ปล่อยออกมาจากโลงน้ำแข็ง
พลังงานต้นกำเนิดนี้ไม่เพียงแต่เข้มข้น แต่ยิ่งกว่านั้นคือบริสุทธิ์ ขณะที่สวี่ชิงหายใจเข้าออก ก็ไหลไปทั่วร่างกายและหลอมรวม
และหลังจากนั้นก็อยู่ในร่างผสานรวมเป็นหนึ่งกับตัวอ่อนเซียน เกิดเป็นการหล่อเลี้ยง
เสี้ยวพริบตาต่อมา ตัวอ่อนเซียนของสวี่ชิงก็เปล่งแสงอ่อนๆ ออกมา ทำให้สวรรค์นอกพิภพที่มืดมิดแห่งนี้สว่างขึ้น ทำให้จักรวาลนับไม่ถ้วน ดาราจักรนับไม่ถ้วน และดวงดาวนับไม่ถ้วนในสวรรค์นอกพิภพแห่งนี้ ไม่มืดมิดเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ
ส่วนตัวอ่อนเซียนของสวี่ชิง ท่ามกลางระลอกคลื่นประกายแสงนี้ก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น รากฐานเซียนที่แปรเปลี่ยนมาจากวังเซียนภายในก็เช่นกัน
เช่นนี้เอง เวลาผ่านไป
1 เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สวี่ชิงลืมตาขึ้น
ในดวงตาของเขามีแสงเย็นเยือกฉายวูบ ครู่หนึ่งก็ก้มลง มองดูโลงน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในห้วงท้องฟ้าดาราที่เขานั่งอยู่ใบนั้น
โลงน้ำแข็งในตอนแรก พลังงานต้นกำเนิดที่ปล่อยออกมาเข้มข้นเป็นอย่างมาก แต่ก็ค่อยๆ ลดลง จากที่เคยทะลักไหลบ่า ก็กลายเป็นเพียงสายธารไหลเอื่อย
นี่ก็เป็นเรื่องปกติ
หินพลังงานต้นกำเนิดของเทพเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นประเภทนี้ ประสิทธิภาพของมันส่วนใหญ่คืออยู่ได้นาน และปล่อยพลังออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ไม่ใช่การปะทุพลังออกมาในคราวเดียว
ดังนั้น การค่อยๆ ดูดซับทีละน้อย สำหรับสวี่ชิงแล้วเป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้
และการหายใจเข้าออกในเวลา 1 เดือนนี้ การยกระดับที่นำมาให้เขาก็ไม่ธรรมดาเลย ตัวอ่อนเซียนของเขาเปลี่ยนมาหนาแน่นยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังกดดันหรือกลิ่นอาย ล้วนเหนือกว่าที่เคยเป็นมา
โดยเฉพาะวังเซียนที่นำมาเป็นรากฐานเซียน การเสริมพลังที่ส่งออกมา รวมกับฐานะนายแห่งสวรรค์นอกพิภพ ทำให้กลิ่นอายของสวี่ชิงในตอนนี้ยิ่งใกล้เคียงกับเซียนมากขึ้น
ในแง่ของขอบเขต ก็ห่างจากขั้นสูงสุดของระดับเตรียมเซียนช่วงต้นไม่ไกลแล้ว
ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ หากอยู่ข้างนอก ก็มากพอที่จะทำให้ผู้คนอิจฉาได้แล้ว ถือว่ารวดเร็วอย่างยิ่ง
ในเมื่อ ขอบเขตเตรียมเซียนคือกระบวนการที่ตัวอ่อนเซียนแปรเปลี่ยนเป็นมนุษย์เซียน กระบวนการนี้ต้องใช้ปริมาณพลังงานต้นกำเนิดที่เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวนัก
และมนุษย์เซียน…ก็คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของเซียนชั้นล่างระดับนี้!
แต่ว่าสำหรับเรื่องนี้สวี่ชิงก็ยังคงรู้สึกว่าช้าไป
“หินพลังงานต้นกำเนิดเทพแท้จริงแบบนี้ หากมีเพิ่มขึ้นมาอีกสัก 2-3 ก้อน…”
สวี่ชิงเลียริมฝีปาก ยืนขึ้นจากโลงน้ำแข็ง ขณะที่ทอดสายตามองไปยังที่ไกลๆ สมองของเขาก็หวนนึกถึงภาพลวงตาที่เขาเคยจมอยู่ในนั้นเมื่อก่อนหน้านี้
“ภาพลวงตานั้น ถ้ามองจากตอนนี้ ก็ยังคงแปลกประหลาดอยู่นิดๆ…”
ในดวงตาของสวี่ชิงมีประกายแสงเย็นฉายวาบ
เขาจำได้ว่าในห้วงมายานั้น เขาได้ปิดด่านที่นี่เป็นเวลา 10 ปี พลังบำเพ็ญถึงระดับเตรียมเซียนขั้นสูงสุด แม้ว่าในความทรงจำจะไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ความรู้สึกในเสี้ยวขณะที่บรรลุระดับเตรียมเซียนขั้นสูงสุดนั้น สวี่ชิงยังคงจำได้
โดยเฉพาะ…
“หากข้าเลือกที่จะปิดด่านที่นี่เป็นเวลา 10 ปีจริงๆ ตามปริมาณพลังงานต้นกำเนิดที่ปล่อยออกมาจากโลงน้ำแข็งใบนี้ บำเพ็ญของข้าจะยกระดับพลังไปถึงเตรียมเซียนขั้นสูงสุดได้หรือไม่ ก็ยังไม่แน่นอน แต่ถึงระดับช่วงปลาย ก็น่าจะทำได้”
“ดังนั้น ห้วงมายานี้มีตรรกะอยู่ในตัว ไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า…”
หลังจากที่ความคิดนี้ผุดขึ้น ในใจสวี่ชิงก็มีความมืดมนก็ก่อตัวขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้
เขาไม่อยากเดินไปในเส้นทางนี้ตามสัญชาตญาณ ไม่อยากเลือกที่จะปิดด่านอยู่ที่นี่
ในแง่หนึ่ง คือเขาไม่อยากที่จะเป็นเหมือนกับในห้วงมายา อีกแง่หนึ่งคือเขารู้สึกว่าปิดด่านเช่นนี้ ความเร็วในฝึกบำเพ็ญก็ยังคงช้าเกินไป
และยังมีอีกเหตุผลหนึ่งคือ สวี่ชิงรู้ดีว่าคิดจะทะลวงระดับเตรียมเซียนและเข้าสู่เซียนชั้นล่างนั้น ไม่เพียงแต่ต้องใช้พลังงานต้นกำเนิดเพื่อให้ตัวอ่อนเซียนกลายเป็นมนุษย์เซียนเท่านั้น
แต่เขายังต้องยกระดับธรรมนูญของตัวเองให้ถึงระดับที่สูงขึ้นด้วย!
“นั่นก็คือวิถีสูงสุดที่ 10 ของข้า!”
สำหรับวิถีสูงสุดที่ 10 สวี่ชิงจนถึงวันนี้ก็ยังคงไม่มีทิศทางเลย แม้ในห้วงมายาก็ยังไม่พบเบาะแส…
สวี่ชิงครุ่นคิด ยกมือขึ้นสะกดโลงน้ำแข็งข้างล่างกายลงไปในหลุมดำของสวรรค์นอกพิภพ ใช้การดูดซับของหลุมดำ ดูดซับพลังงานต้นกำเนิดตลอดเวลา และเก็บสะสมเอาไว้
จากนั้นก็จะออกจากผืนฟ้าแห่งนี้ไปพร้อมกับความคิด
แต่ในเสี้ยวขณะที่เขายกเท้าขึ้นและจะเหยียบย่างลงไป ร่างสวี่ชิงก็พลันหยุดชะงัก
ในดวงตาของเขาพลันฉายประกายแสงแปลกประหลาดออกมาทันที
“ไม่ถูก!”
“ข้าในห้วงมายาเหมือนว่าจะหาเบาะแสเกี่ยวกับวิถีสูงสุดที่ 10 ได้แล้ว เพราะข้าที่กลับไปยังแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ในห้วงมายา พลังบบำเพ็ญที่สำแดงออกมา ดูเหมือนจะ…ไม่ใช่ระดับเตรียมเซียน”
“ส่วนที่เฉพาะเจาะจง ข้าไม่มีรายละเอียด”
สวี่ชิงขมวดคิ้ว สำหรับห้วงมายาเมื่อก่อนหน้านี้ ความสงสัยในใจยิ่งลึกซึ้งขึ้น
แต่ขาดข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้ สวี่ชิงจึงทำได้เพียงแค่สะกดความสงสัยทั้งหมดลงไปอีกครั้ง ก้าวลงไป และเดินออกไปจากผืนฟ้านภาคราม
……
ขณะเดียวกัน นอกผืนฟ้านภาคราม จิตเซียนซ่อนเร้นที่มาถึงเหล่านั้น ก็ได้สลายไปในเสี้ยวนี้ ก่อนที่จะจากไป ในดวงตาของพวกเขาต่างมีความหมายที่แตกต่างกัน จ้องมองสวี่ชิงที่เดินออกมาจากผืนฟ้านภาคราม
พวกเขาจำสวี่ชิงได้แล้ว
และไม่อาจไม่จดจำ
นายแห่งสวรรค์นอกพิภพแสงเรืองรอง พลังบำเพ็ญระดับเตรียมเซียนแต่กลับมีกำลังรบที่ใกล้เคียงกับเซียน ยิ่งกำราบเทพแท้จริงที่อยู่ในสภาวะฟื้นคืนกลับมาองค์หนึ่งได้
ผลงานที่โดดเด่นนี้ มากเพียงพอที่จะทำให้ทุกคนต้องหันมามอง
จากนั้นพวกเขาก็จากไปทีละคน
และในสวรรค์นอกพิภพนภา 9 ฝั่ง ภายในวังเซียน เงาร่างบนเจดีย์เซียนที่สูงที่สุด ในตอนนี้ก็พยักหน้าเล็กน้อยเช่นกัน
“ทั้งคว้าโอกาสนี้ไว้ได้…และยังทำภารกิจรวบรวมได้สำเร็จด้วย เช่นนั้น…”
“การอยู่ที่ระบบดาวนี้ต่อไป ก็ไม่มีความหมายมากนัก”
“ถ่ายทอดคำสั่งไปยังกรมรวบรวมทรัพยากร ให้กลุ่มของผู้โบยบินสู่สวรรค์กลุ่มนี้ ไปเข้าร่วมกับกลุ่มขนส่ง ร่วมกับกลุ่มอื่นๆ นำทรัพยากรที่รวบรวมได้ ส่งไปยังสนามรบด้วยตัวเอง”
“ไม่ต้องกลับมา ให้เดินทางไปยังค่ายกลผนึกเทพของระบบดาวทันที”
ทันทีที่เสียงของผู้นำเซียนจิ่วอั้นดังออกไป เจดีย์สูงที่เขาอยู่ก็สั่นเล็กน้อย จากนั้นโองการของเขาก็แพร่ไปทั่วสวรรค์นอกพิภพนภา 9 ฝั่งทันที ส่วนราชาพิษภายที่อยู่ในกรมรวบรวมทรัพพยากรกำลังนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่
ในเสี้ยวพริบตา ดวงตาทั้ง 2 ของเขาลืมขึ้น และสัมผัสรับรู้ถึงโองการจากผู้นำเซียนจิ่วอั้นในทันที
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เงยหน้าขึ้นมองไปยังที่ไกลๆ จากนั้นก็เงียบไปนาน สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ก็ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้โชคดี หรือโชคร้ายกันแน่…”
ราชาพิษส่ายหน้า แม้ในใจจะไม่ยอมจำนน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับโองการของผู้นำเซียนจิ่วอั้น เขาย่อมไม่กล้าที่จะไม่ทำตาม
ทำได้เพียงขณะที่ถอนหายใจ ก็สั่งการเรื่องนี้ลงไป
ขณะเดียวกัน เงาร่างของสวี่ชิงก็ออกจากผืนฟ้านภาคราม ในยามที่ปรากฏตัวก็อยู่บนนภาไร้แถบที่จากไปเมื่อก่อนหน้านี้แล้ว
เรือนจำที่นี่หายไปแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้คุมเรือนจำหรือพัศดี หรือจะเป็นพวกซิงหวนจื่อล้วนไม่เคยจากไป ต่างกำลังรอผลลัพธ์อยู่ที่นี่
แม้ว่าจากเวลา 1 เดือนที่ผ่านไป ในใจของพวกเขาส่วนใหญ่จะสงบลงแล้ว แต่จะอย่างไร เรื่องการกลับมาของเทพแท้จริง หลังจากที่เปิดเผยออกมาเช่นนี้ จะอย่างไรก็ไม่มีทางยืดไปนาน 1 เดือนได้
แต่ในเสี้ยวพริบตาที่เห็นสวี่ชิง พวกเขาก็รู้สึกโล่งใจ
โดยเฉพาะหลังจากที่สัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของสวี่ชิงแข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด โจวเจิ้งลี่ก็รีบก้าวไปข้างหน้าโค้งตัวคารวะ
“ขอแสดงความยินดีกับนายท่านที่สยบเทพแท้จริงได้ ความดียิ่งใหญ่เหลือประมาณ!”
คนทั้งหลายเมื่อได้ยินดังนั้น ต่างก็โค้งคารวะ
ในใจของพวกเขาต่างมีระลอกคลื่นอารมณ์ที่แตกต่างกันไป
พวกเขาได้เห็นสวี่ชิงก้าวเข้าสู่ระดับเตรียมเซียน สัมผัสถึงตัวอ่อนเซียนอันกว้างใหญ่ไพศาล และยังเป็นนายแห่งสวรรค์นอกพิภพอีกด้วย ด้วยตาของตัวเอง
และยังสัมผัสได้ถึงพลังที่ใกล้เคียงกับเซียนชั้นล่าง
ขณะเดียวกันก็ยังได้เห็นสวี่ชิงส่งข้ามเทพแท้จริงด้วยกำลังคนเพียงคนเดียว และตอนนี้ก็กลับมาอย่างปลอดภัย
ความรู้สึกที่ได้เห็นอีกฝ่ายเติบโตอย่างรวดเร็วทีละขั้น…ทีละขั้น จนถึงระดับที่สูงเช่นนี้ จะไม่ทำให้อัจฉริยะเหล่านี้คิดมากได้อย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งซิงหวนจื่อ เขามองสวี่ชิงเงียบๆ ถอนหายใจในใจ
ความห่างชั้นเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
แต่ความคิดนี้ไม่ได้อยู่ในใจนานนัก ก็กลายเป็นแรงผลักดันของเขา
ส่วนสวี่ชิง เมื่อมองดูทุกคนข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าผู้คุมเรือนจำและพัศดียังคงอยู่ ในใจเขาก็สงบลง
สุดท้ายแตกต่างจากห้วงมายา
ในห้วงมายา หลังจากที่เขาออกมาแล้ว ผู้คุมเรือนจำและพัศดีไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
แต่ความคิดนี้แทบจะในทันที่ผุดขึ้นมาในหัวของสวี่ชิง และสำหรับการโค้วคารวะของทุกคน ก็ยังไม่ทันที่สวี่ชิงจะตอบกลับไป
เสี้ยวพริบตาต่อมา…
ป้ายฐานะของผู้โบยบินสู่สวรรค์ทั้งหมดก็สั่น โองการที่มาจากกรมรวบรวมทรัพยากรของสวรรค์นอกพิภพนภา 9 ฝั่ง ก็ดังก้องขึ้นในใจของผู้โบยบินสู่สวรรค์ทุกคนในทันที
“สงครามในระบบดาวมีการเปลี่ยนแปลง ต้องการพลังงานต้นกำเนิดอย่างเร่งด่วน จึงมีคำสั่งให้กลุ่มรวบรวมทรัพยากรทั้งหมดทำการขนพลังงานต้นกำเนิดไปยังแนวหน้าทันที ห้ามล่าช้า!”
เสียงของโองการนี้มีความน่าเกรงขาม ทำให้สีหน้าของผู้โบยบินสู่สวรรค์ทุกคนเปลี่ยนไป
“ขนส่งด้วยตัวเอง มุ่งหน้าไปยังสนามรบหรือ”
เชียนจวินและปี้อี้สั่นไปทั้งตัว ในใจของพี่น้องคู่นี้เกิดพายุขึ้น
หย่วนซานซู่ขมวดคิ้ว หลี่เมิ่งถู่สีหน้าเปลี่ยนไป และเสียหลิงจื่อก็รูม่านตาหดเล็กลงเช่นกัน
ผู้โบยบินสู่สวรรค์คนอื่นๆ ต่างสีหน้าเปลี่ยนไปในระดับที่แตกต่างกัน
เป็นเพราะสนามรบ สำหรับพวกเขาทุกคนแล้ว เดิมคิดว่าห่างไกลตัว
แต่ไม่คิดเลยว่า ในตอนนี้…กลับอยู่ใกล้ขนาดนี้!
โดยเฉพาะด้วยพลังบำเพ็ญของพวกเขาเมื่ออยู่บนสนามรบ ก็เหมือนเม็ดทรายในมหาสมุทร ความตายและชีวิตสามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา เคราะห์ภัยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อีกทั้งศัตรูที่ต้องเผชิญหน้าก็มีพลังบำเพ็ญที่ไม่แน่นอน
อาจจะเจอระดับพลังเพลิงเทวะ หรืออาจจะเจอระดับแท่นเทวะ และอาจจะเจอเทพแท้จริงที่มาเยือนอย่างกะทันหันได้เช่นกัน!
และจากความเข้าใจของทุกคนก่อนหน้านี้ สงครามกับระบบดาวที่ 4 คือการสู้รบอย่างเต็มรูปแบบของระดับจอมเทพและจอมเซียน
นั่นคือสงครามระหว่างเทพและเซียน เป็นสงครามขั้วอำนาจ และยิ่งเป็นสงครามทำลายล้างเผ่าพันธุ์!
โจวเจิ้งลี่สีหน้าเคร่งขรึม มองไปยังสวี่ชิง
ซิงหวนจื่อก็รู้สึกในใจหนักอึ้งเช่นกัน สายตาจับจ้องไปที่สวี่ชิง
ผู้บำเพ็ญคนอื่นๆ ก็เช่นกัน
แต่สวี่ชิงที่ถูกสายตาของทุกคนจับจ้อง ในตอนนี้กลับเหม่อลอยเล็กน้อย
เขาคิดถึงห้วงมายาที่เทพแท้จริงองค์นั้นแสดงให้เห็นอีกครั้ง
ในห้วงมายา เขาก็ไปยังสนามรบเช่นกัน!
แต่ที่แตกต่างกันคือ ในห้วงมายา เวลาที่ไปสนามรบคือ 10 ปีหลังจากนี้
ส่วนตอนนี้ คือวันนี้
เร็วกว่ากำหนด 10 ปี
“ห้วงมายาของเทพแท้จริงองค์นั้น เกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่”
“เป็นความบังเอิญหรือ…”
ดวงตาของสวี่ชิงมืดหม่น
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)
