Skip to content

Outside Of Time 1260


บทที่ 1260 ดินแดนที่ไม่คุ้นเคยในระบบดาว

[ภาคที่ 14 แรกเริ่มวสันต์]

ท้องฟ้า เหมือนกับม่านสีเทาผืนหนึ่ง กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต

มองไม่เห็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ราวกับว่าที่นี่ไม่มีการแบ่งกลางวันและกลางคืน มีเพียงรัศมีแสงสีมรกต 360 วงลอยอยู่บนท้องฟ้า ราวกับกำไล ปล่อยแสงที่อ่อนโยนนุ่มนวลออกมา

นี่คือดวงดาวดวงหนึ่งในจักรวาลที่ไม่รู้จัก

มีทะเล มีพื้นดิน มีภูเขา มีเกาะ

เพียงแต่ทะเลนั่นคือทะเลไฟเรืองแสงที่เป็นของเหลว

พื้นดินคือผืนดินซากดวงดาวที่เกิดจากฝุ่นจักรวาล

ภูเขาคือไอพลังประหลาดที่เป็นรูปธรรมที่เกิดจากผลึกสีม่วง

ส่วนเกาะนั่นไม่ได้อยู่ในทะเล แต่อยู่นอกหน้าผาเทือกเขาผลึกสีม่วงมากมายเหล่านั้น

นั่นคือเกาะลอยฟ้าที่ถักทอขึ้นจากเถาวัลย์กินแสงแต่ละเส้น…แต่ละเส้น ที่บริเวณขอบหน้าผา

พืชกึ่งโปร่งแสงเหล่านี้ รากของมันดูเหมือนจะแทงทะลุผ่านสุญญากาศ ดูดซึมสารอาหารจากสิ่งที่มองไม่เห็น ดังนั้นจึงดูเหมือนปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า

เหมือนกับในขณะนี้ บนเกาะแห่งหนึ่งในนั้น มีเงาร่างที่ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า

ชุดนักพรตขาดรุ่งริ่ง ผมยาวยุ่งเหยิง ใบหน้าเปื้อนเลือด กลิ่นอายที่อ่อนแอ พลันปรากฏขึ้นมาในสภาวะที่กึ่งหมดสติ ก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ตกลงมาบนเกาะที่ถักทอขึ้นจากเถาวัลย์

ทันทีที่สัมผัสลงไป ก็มีลมจากกาลอวกาศที่แตกต่างกันกระจายออกมาจากรอบๆ ร่างนั้น ทำให้เกาะเถาวัลย์สั่นไหวอย่างรุนแรง ผุกร่อนอย่างสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า

สุดท้ายก็ไม่สามารถทานทนได้ ร่างนั้นทะลุผ่านไป

จนกระทั่งเสียงตูมดังขึ้น ร่างนี้ก็ทะลุผ่านเกาะ ตกลงไปยังป่าที่อยู่ใต้หน้าผา

ป่านี้กว้างใหญ่มาก แต่สถานที่ที่ร่างนั้นตกลงมา ไม่รู้ทำไม ต้นไม้ทั้งหมดในบริเวณ 100 จั้ง กลับพังทลายลงทันที กลายเป็นผงฝุ่นแสงดาราระยิบระยับ พุ่งขึ้นสูง และท่วมกลืนร่างที่ตกลงมาไปในนั้น

ในผงฝุ่น จะเห็นรางๆ ว่าร่างนี้ไม่ใช่คนเดียว ในมือของเขา…ยังบีบคอคนคนหนึ่งเอาไว้ด้วย

ถึงแม้จะหมดสติ มือของเขาก็ยังคงออกแรงเป็นพิเศษ บีบเอาไว้แน่น ทำให้คนที่ถูกบีบ ตกอยู่ในอาการหมดสติเช่นกัน

และไม่นานนัก ทุกสิ่งรอบๆ ตัวก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

ผงฝุ่นที่ถูกพัดขึ้นค่อยๆ ร่วงลงมา รวมตัวกันอีกครั้ง เติมเต็มพื้นที่ว่างเปล่า 100 จั้ง ทำให้ป่ากลับมาสมบูรณ์

พืชพรรณในป่านี้ไม่ได้มีอยู่จริง แต่เกิดจากการรวมตัวกันของผงฝุ่น!

พวกมันได้หายใจเอาแสงดาวที่มาจากจักรวาล ล่องลอยอยู่ในฟ้าดิน ราวกับปฏิบัติตามกฎโบราณบางอย่าง ดูดซับความทรงจำในแสงดาวเหล่านี้ และฉายภาพที่บันทึกไว้ในแสงดาวไปในป่าที่จับกลุ่มขึ้นมา

เวลาค่อยๆ ผ่านไป

บนท้องฟ้า ค่อยๆ มีฝนตกลงมา

เพียงแต่ว่าน้ำฝนไม่ใช่นิยามตามปกติ นั่นเป็นไฟเรืองแสงนับล้านล้านที่ก่อตัวขึ้นในบรรยากาศที่เบาบางของดวงดาวดวงนี้ ล่องลอยและตกลงมา

มองมาไกล ราวกับมีเทพเจ้าอยู่ในความว่างเปล่า ฉีกคัมภีร์ให้กลายเป็นเศษกระดาษเป็นแผ่น

เศษกระดาษเหล่านี้ลุกไหม้อยู่ในฟ้าดิน เปล่งแสงที่เหนือกว่าผืนนภาออกมา สะท้อนเป็นเสียงเทพพึมพำเป็นระลอกๆ

“ฮุยจู๋…ฮุยจู๋…”

จากเสียงพึมพำที่ดังออกมา ในแสงเจิดจ้าที่เกิดจากการเผาไหม้ของเศษกระดาษ ก็หลอมรวมเป็นเงาร่างรางเลือนมากมาย ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมา

รูปร่างหน้าตาของร่างเหล่านี้เหมือนกันทั้งหมด

ร่างกายหลอมรวมขึ้นจากแสง ไม่มีการแบ่งเพศ ทั่วทั้งร่างถักทอขึ้นจากแสง และยิ่งมีปีกแสง 12 ปีกที่กางออกด้านหลัง เป็นคลื่นวนสายรุ้ง

เหล่าองค์ท่านก่อตัวขึ้นจากนภา และเดินไปทั่วทุกทิศทาง พึมพำไปด้วย เดินไปด้วย

ทุกที่ที่ผ่าน ฝุ่นบนพื้นดินก็ลอยขึ้น กลายเป็นลมที่กำลังคร่ำครวญ เกิดเป็นระลอกคลื่นเพื่อเหล่าองค์ท่าน

เทือกเขาผลึกสีม่วงแต่ละลูก…แต่ละลูก ต่างสั่นไหว และส่งเสียงหึ่งๆ เก่าแก่คล้ายกับขลุ่ยเชียงบรรเลงเพลงเพื่อต้อนรับเหล่าองค์ท่าน

ทะเลไฟเรืองแสงที่เป็นของเหลวก็มีเสาแสงคล้ายวุ้นนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้น รวมตัวกันเป็นบันไดที่ไหลเวียน ร่ายระบำแด่เหล่าองค์ท่าน

แม้แต่เกาะที่ประกอบขึ้นจากเถาวัลย์ พืชพรรณเหล่านั้นตอนนี้ก็ปล่อยน้ำสีทองออกมา แข็งตัวเป็นผลึกหกเหลี่ยมที่ดูเหมือนจะบันทึกกฎแห่งจักรวาลเอาไว้ จากนั้นผลึกเหล่านี้ก็ลอยขึ้นไปในอากาศ ราวกับกำลังถวายเครื่องบรรณาการ

ส่วนป่าที่อยู่ใต้เกาะ ในเสี้ยวขณะนี้ก็พังทลายลงไปทั้งผืนเช่นกัน กลายเป็นพายุทราย ขณะที่หมุนวนก็หมอบคารวะเหล่าองค์ท่าน

และในพายุทรายนี้ มีเพียงคนที่ตกลงมานั่น นอนอยู่ตรงนั้นอย่างไม่ไหวติง

แต่ไม่นานนัก…ผู้หญิงที่คนผู้นี้บีบคออยู่ ขนตาก็ขยับ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น

หลังจากมองเห็นทุกสิ่งที่อยู่รอบๆ ชัดเจนแล้ว องค์ท่านงงงันก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นดวงตาก็ฉายความประหลาดใจต่อมาสายตาก็จับจ้องไปบนร่างของคนที่อยู่ข้างๆ อย่างรวดเร็ว คล้ายว่าลังเลและหวาดระแวงเล็กน้อย

ดังนั้นองค์ท่านไม่ได้ทำการบุ่มบ่าม แต่อ้าปากไปทางเงาแสงที่อยู่ไกลๆ บนท้องฟ้าเหล่านั้น ราวกับจะส่งเสียงเทพออกไป

องค์ท่านถูกผนึกไว้ จิตเทพไม่อาจส่งออกไปได้ แต่ขอเพียงแค่องค์ท่านส่งเสียงเทพออกไปตอนนี้ องค์ท่านมีความมั่นใจว่าสามารถเรียกวิญญาณเทพเหล่านั้นมาได้

แต่ในเสี้ยวพริบตาที่เสียงในปากองค์ท่านกำลังจะดังออกมา…มือที่บีบคอขององค์ท่านไว้ ก็พลันออกแรงขึ้นมา แรงมหาศาลกลุ่มหนึ่งไหลทะลักอยู่ข้างใน รัดคอขององค์ท่านไว้แน่น ทำให้เสียงขององค์ท่านไม่สามารถเปล่งออกมาได้แม้แต่น้อย

ร่างของธิดาเทพสะท้านเฮือก หางตาเห็นสวี่ชิงที่อยู่ข้างๆ ตอนนี้ลืมตาขึ้นมาแล้ว

องค์ท่านไม่กล้าที่จะดิ้นรน นิ่งไม่ไหวติง

สวี่ชิงสีหน้าไร้อารมณ์ นิ่งไม่ไหวติงเช่นกัน

จนกระทั่งเงาแสงเหล่านั้นบนท้องฟ้าจากไปไกลอย่างสมบูรณ์ จากทุกสิ่งรอบๆ กลับมาเป็นปกติ เขาถึงได้มองไปยังธิดาเทพ จากนั้นก็ดูดอย่างรุนแรง

ธิดาเทพสิ้นหวัง แรงดูดน่ากลัวอาละวาดในร่างขององค์ท่าน เพียงเสี้ยวพริบตา พลังงานต้นกำเนิดที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในร่างขององค์ท่าน ก็ถูกดูดไปจนหมดสิ้น ร่างอ่อนยวบไปกับพื้น

จากนั้นก็ถูกสวี่ชิงในขณะที่ยกมือขึ้น ผนึกเสียงเอาไว้ และยังเสริมการผนึกอื่นๆ จนสุดท้ายก็ถูกมัดอย่างแน่นหนา และถูกเก็บลงไป

หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ จิตเทพของสวี่ชิงก็แผ่ออกไปอย่างระมัดระวัง สำรวจรอบๆ

สีหน้าของเขาค่อยๆ เคร่งขรึมลงเล็กน้อย เงียบไปครู่หนึ่ง ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ “ขอบคุณ”

“นายน้อยไม่ต้องขอบคุณข้าหรอกเจ้าค่ะ ความสัมพันธ์ของพวกเรา แบบนี้ห่างเหินกันตายเลย” เสียงของตุ๊กตาจิ้งจอกอ่อนแอเล็กน้อย แต่ความเย้ายวนในนั้นยังคงชัดเจน

องค์ท่านย่อมรู้ว่าทำไมสวี่ชิงถึงขอบคุณตัวเอง เพราะในเสี้ยวพริบตาที่ตกลงมาบนดวงดาวดวงนี้ หลังจากที่องค์ท่านสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของที่นี่ ก็ได้แผ่กลิ่นอายเทพของตัวเองออกมา ทำการอำพรางให้สวี่ชิง

ขณะเดียวกันองค์ท่านก็มองเห็นว่าธิดาเทพไม่ชอบมาพากล ไม่เสียดายพลังงานต้นกำเนิดเทพของตัวเอง เร่งการฟื้นตื่นของสวี่ชิง คลี่คลายวิกฤตเมื่อครู่

“ต่อจากนี้ก็ยังคงต้องให้เจ้าช่วยคุ้มกันข้าต่อไปแล้ว” สวี่ชิงเอ่ยเสียงเบา จากนั้นก็หลับตานั่งสมาธิ เริ่มรักษาอาการบาดเจ็บ

สถานที่ที่อยู่ที่นี่ ในใจของเขาก็มีการคาดเดาบ้างแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันสถานที่หรือจะเดินทางจากไป ก็ล้วนต้องมีพลังบำเพ็ญค้ำยันทั้งนั้น

ดังนั้นเขาจึงเข้าใจดีว่า ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดข้างหน้าตัวเองก็คือการฟื้นฟูพลังบำเพ็ญ

อาการบาดเจ็บของเขารุนแรงมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนจากการใช้อาวุธเต๋าก่อนหน้านี้ หรือจะเป็นอันตรายในกระแสปั่นป่วนของมิติ ล้วนทำให้เขาตอนนี้อ่อนแออย่างยิ่ง

แต่ยังดีที่…การสะสมพลังงานต้นกำเนิดของเขามีเพียงพอ

รางวัลจากการจับธิดาเทพก่อนหน้านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาพลังบำเพ็ญฟื้นฟูแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าผ่านจากตำหนักเซียนแสงเรืองก็ยังคงสามารถดูดซับพลังงานต้นกำเนิดที่มาจากเทพแห่งความทุกข์ทนได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจน…ธิดาเทพด้วย

โดยเฉพาะฝ่ายหลัง สำหรับสวี่ชิงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือในตอนนี้ ก็ดูเหมือนจะไม่หมดสิ้น สามารถกล่าวได้ว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่า

เช่นนี้เอง เวลาไหลผ่านไป

ครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในครึ่งเดือนนี้ ภายใต้การอำพรางจากกลิ่นอายเทพของตุ๊กตาจิ้งจอก สวี่ชิงได้ดูดซึมพลังงานต้นกำเนิดในป่าผงฝุ่นนี้ รักษาอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง ระหว่างนั้นป่านี้ได้ถักทอฉากเก่าโบราณมากขึ้นมาอีก และบนท้องฟ้าก็มีฝนตกลงมาอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อมองเงาแสงที่มีปีก 12 ปีกเหล่านั้น สวี่ชิงก็สัมผัสได้ว่าในร่างของเหล่าองค์ท่านมีเจตจำนงแห่งเทพเจ้า

แต่ดูเหมือนว่าจะมีความแตกต่างบางอย่างจากเทพเจ้าที่เขาเคยเห็น

แต่ว่าก่อนที่จะฟื้นฟูจนพลังบำเพ็ญถึงระดับในระดับหนึ่ง สวี่ชิงก็ไม่คิดที่จะสำรวจอย่างละเอียด ดังนั้นจึงยังคงรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป

จนกระทั่งผ่านไปอีก 10 วัน

สวี่ชิงที่นั่งสมาธิอยู่ ดวงตาทั้ง 2 ก็พลันลืมตื่นขึ้นมา ในนั้นเปล่งประกายแวววาว พลังบำเพ็ญของเขา…ฟื้นฟูกลับมาแล้ว 7 ส่วน

ส่วนที่เหลือคือภาระทางวิญญาณจากการใช้อาวุธเต๋า การฟื้นฟูต้องใช้เวลาที่ยาวนานมากกว่า

แต่สวี่ชิงมีความรู้สึกว่า เมื่อฟื้นฟูสมบูรณ์แล้ว วิญญาณของเขาจะเหมือนถูกหลอม จะบริสุทธิ์ยิ่งกว่าที่ผ่านมา

“เช่นนั้น ก็มาดูกันว่าที่นี่คือที่ไหนกัน!”

สวี่ชิงเงยหน้า ในดวงตามีประกายเฉียบคมฉายวาบ ในเสี้ยวพริบตาต่อมา จิตเทพที่ถูกตุ๊กตาจิ้งจอกอำพรางกลิ่นอายพลันปะทุออกมา โหมกวาดไปทั่วทุกทิศทางทันที ปกคลุมไปทั่วทั้งดาวดวงนี้ ยิ่งแผ่ขยายไปยังท้องฟ้าดารา

ไอพลังประหลาดที่เข้มข้น ระลอกคลื่นความปั่นป่วนของเทพเจ้า

ทั้งหมดนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นระบบดาวที่ 5

ถึงแม้ว่าเมื่อเขาเพิ่งฟื้นตื่นขึ้นมา ผ่านจากสภาพแวดล้อมในบริเวณใกล้เคียงก็มีการคาดเดาและวิเคราะห์เบื้องต้นแล้ว แต่ในตอนนี้เมื่อได้สัมผัสรับรู้อย่างเต็มที่แล้ว เขาก็ยังคงถอนหายใจในใจ

นี่เป็นท้องฟ้าดาราที่ไม่คุ้นเคยผืนหนึ่ง

คิดเชื่อมโยงถึงความแปลกประหลาดใจ ความยินดีของธิดาเทพหลังจากฟื้นขึ้นมา สวี่ชิงสุดท้ายก็จำต้องยอมรับว่าที่นี่มีความเป็นไปได้สูงมากว่าน่าจะเป็นระบบดาวที่ 4

ส่วนดวงดาวที่เขาอยู่ในตอนนี้…

จิตเทพของสวี่ชิงก้มมองลงไป สถานที่ที่ดวงดาวนี้อยู่ คือบริเวณชายขอบของเศษฝุ่นดาว

ดวงดาวโดยรวมแล้วเป็นสีมรกต ในระหว่างที่หมุนเองช้าๆ ท่ามกลางความรางเลือนก็จะได้ยินเสียงหายใจราวกับสิ่งมีชีวิต ดังเป็นระลอกขึ้นลงในชั้นหิน

ส่วนบนพื้นผิว มีที่ราบผลึกแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีวัวเกล็ดที่มีปีกค้างคาวจำนวนนับไม่ถ้วน

เกล็ดของพวกมันพิเศษ สามารถสั่นสะเทือนไปพร้อมกับชีพจรปฐพีได้ เมื่อกระพือปีก จะมีจุดแสงเล็กๆ หลุดออกมา

สิ่งที่ยิ่งแปลกประหลาดคือพวกมันมีสติปัญญา มีอารยธรรมเป็นของตัวเอง และสร้างเป็นอาณาจักรขึ้นมา

ทั้งยังสร้างศาลเจ้า และบูชาเทพเจ้าของเผ่าพันธุ์ของตัวเอง ถวายเครื่องบูชาทุกวัน

รูปร่างหน้าตาของเทพเจ้าองค์นั้น คือผีเสื้อที่เปล่งแสงตัวหนึ่ง

องค์ท่านไม่ใช่เทพแท้จริง เป็นเพียงระดับแท่นเทวะ อีกทั้งสวี่ชิงก็ได้เห็นกับตาว่าวัวเกล็ดตัวหนึ่งที่กำลังจะตาย หมอบคารวะอยู่หน้าศาลเจ้า และค่อยๆ แปรสภาพเป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างผีเสื้อที่เปล่งแสง และผสานเข้าไปในศาลเจ้า

และเทพเจ้า ไม่ได้มีแค่ที่นี่ที่เดียว

ในบริเวณที่ห่างไกลจากกลุ่มวัวเกล็ด มีพรมเชื้อราเรืองแสงขนาดมหึมาผืนหนึ่ง!

พวกมันร้องเพลงอยู่ในสายลม และใช้เส้นใยเชื้อราสร้างเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ใต้ดิน และอาบน้ำในเปลวเพลิงจากฟ้า เผาร่างกายตัวเอง แปรเปลี่ยนให้เป็นหมอกสีน้ำเงินที่พวยพุ่งขึ้นมา

ในหมอกนั้น มีแมลงชีปะขาวหมอกที่กินคลื่นเสียงเป็นอาหารลอยอยู่ ภายในท้องที่โปร่งใสก็จะเห็นเทพเจ้าของเผ่าพันธุ์พวกมันที่กำลังนั่งสมาธิอยู่

สิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์ก็มีอยู่บนดวงดาวดวงนี้เช่นกัน

พวกเขาอาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของดวงดาวที่มีพายุแม่เหล็กพัดอยู่เป็นประจำ สร้างบ้านอยู่บนป่าผลึกที่สามารถเคลื่อนที่ได้

ป่าเหล่านั้นกินสายฟ้าเป็นอาหาร แสงวงโค้งที่ปะทุออกมาในระหว่างการแบ่งแยก ถูกสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์เหล่านี้มองเป็นทัณฑ์แห่งเทพเจ้า

บางทีอาจเป็นการลงโทษของเทพเจ้าจริงๆ เพราะในจิตเทพของสวี่ชิง เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าในสายฟ้าเหล่านั้น มีกลิ่นอายของเทพเจ้าก่อกำเนิดขึ้นมาอยู่จริงๆ

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้สวี่ชิงสนใจมากที่สุดคือรัศมีแสงมรกต 360 วงบนท้องฟ้า ที่นั่นคือต้นกำเนิดของเงาแสงที่มีปีก 12 ปีก…ดูเหมือนจะมีศาลเจ้าโบราณอยู่เต็มไปหมด

เพียงแต่กว่าครึ่งในนั้นล้วนมืดมน

“ไม่มีเทพแท้จริง…ก็เหมาะกับการซ่อนตัวดี”

นานหลังจากนั้น สวี่ชิงก็เก็บจิตเทพกลับมา หลังจากครุ่นคิด เขาก็ตัดสินใจที่จะฟื้นฟูพลังบำเพ็ญให้สมบูรณ์บนดวงดาวดวงนี้ก่อน แล้วค่อยพิจารณาเรื่องการจากไป

ดังนั้นร่างกายเพียงไหววูบ ก็หายไปในป่าผงฝุ่น

ในยามที่ปรากฏตัวขึ้น ก็มาอยู่ในเทือกเขาผลึกสีม่วงแห่งหนึ่ง บุกเบิกถ้ำขึ้นที่นั่น และนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียร

เวลาผ่านไปอีกครั้ง

ดวงดาวโลกภายนอกโคจรไป เปลวเพลิงจากฟ้าก็ตกลงมาเป็นครั้งคราว

การถวายเครื่องบูชาของวัวเกล็ดก็ดำเนินไป 30 ครั้ง เทพเจ้าของเผ่าพันธุ์พวกมันก็ยิ่งเจิดจ้าพร่างพรายขึ้น

การร้องเพลงของพรมเชื้อราก็กลายเป็นบทเพลงปลอบวิญญาณจากการเผาตัวเองในเปลวเพลิงจากฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้หมอกในท้องฟ้าเดือดพล่านราวกับกำลังร่ายระบำ

ป่าผงฝุ่นก็ฉายความทรงจำของแสงดาวออกมาไม่หยุดหย่อย ใช้ฝุ่นดาราถักทอ

ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่พวกมันดูดซับจากแสงดารา คือภาพของอารยธรรมมนุษย์ที่ไม่รู้จัก

ในภาพ มีผู้บำเพ็ญผมสีขาวคนหนึ่งกำลังกอดภรรยาที่กำลังจะแตกดับ ในความเศร้าอย่างยิ่งยวดก็ตกอยู่ในความคลุ้มคลั่ง เงยหน้าก่นด่าท้องฟ้า จากนั้นก็ก้าวขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับกำลังต่อสู้กับวิถีแห่งสวรรค์!

เสียงของเขาไม่อาจส่งออกมาได้ แต่ความบ้าคลั่งในภาพ ทำให้รอบๆ ป่าผงฝุ่นถูกย้อมเป็นสีเลือด

ส่วนพลังบำเพ็ญของสวี่ชิง ใน 1 เดือนมานี้ก็ได้ฟื้นฟูถึง 9 ส่วนแล้ว

และในขณะที่เขากำลังจมอยู่กับการฝึกบำเพ็ญและก้าวไปสู่การฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ ในวันนี้นี่เอง…

ในเสียงหายใจของชีพจรปฐพี ในส่วนลึกใต้ดินของดาวดวงนี้ ก็พลันมีเสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นมา

“พระราชโองการแห่งจักรพรรดิเทพหลีจู : มีผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์ จับธิดาเทพหลบหนีไป จักรวาลนับร้อยล้านแห่งของระบบดาวที่ 4 เทพเจ้าทั้งหมด หากผู้ใดพบร่องรอยของบุคคลผู้นี้ จะได้รับพลังงานต้นกำเนิด 100 ส่วนเป็นรางวัล ผู้ที่สามารถจับเป็นได้ จะได้รับอาวุธเต๋าผู้นำเทพเป็นรางวัล!”

สิ่งที่มาพร้อมกับเสียงนี้คือจิตเทพที่น่าสะพรึงกลัว โหมกวาดจากท้องฟ้าดารามายังดวงดาวดวงนี้!

(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version