99. มรรคาแห่งนักบุญ
ฉินมู่เดินออกมา ดูหล่อเหลาสะดุดตา ดังที่เขาว่ากันว่า ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง เสื้อผ้าเหล่านั้นเหมาะเจาะเข้ารูปกายของเขาและดูเฉิดฉายยิ่งกว่าเสื้อผ้าหนังสัตว์
หัวหน้าธูปชู่ยิ้มกล่าว “นายน้อยมีฝีมือวิเศษจริงๆ แม้แต่บ่าวยังอยากให้นายน้อยอยู่เป็นช่างตัดเย็บประจำร้าน”
ฉินมู่ยิ้มตอบ “นี่เป็นฝีมือของท่านยาย ข้าเพียงแต่โชว์สิ่งที่ข้าเรียนรู้มาเท่านั้น”
หัวหน้าธูปแย้มยิ้ม “นายน้อย แม้ว่าเนื้อผ้านี้จะทนทานต่อหอกกระบี่ แต่มิอาจปกป้องจากอาวุธวิญญาณที่มีลักษณะคล้ายเข็มได้ นายน้อยโปรดระมัดระวัง”
ฉินมู่พยักหน้าจากนั้นกล่าวขอบคุณเขาสำหรับความหวังดี
หัวหน้าธูปชู่ปรบมือเขาเบาๆ สองครา เรียกชายหนุ่มคนหนึ่งมา เขาสั่งการชายหนุ่มคนนั้นอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มผู้นั้นรีบนำถุงเงินออกมาส่งให้แก่ฉินมู่ หัวหน้าธูปชู่ยิ้มกล่าว “นายน้อย แม้ว่าในถุงนี้จะมีเงินไม่มากนัก แต่เป็นความตั้งใจดีของบ่าว”
ฉินมู่รับถุงเหรียญมาคะเนว่ามีประมาณร้อยเหรียญ จากนั้นเขาเผยยิ้ม “ข้าได้นำสมบัติล้ำค่าไปจากร้านเจ้า และนั่นก็พึงใจข้าอย่างยิ่ง พวกเจ้านำของอื่นๆ กลับไปเถอะ”
หัวหน้าธูปเข้าใจแล้วกล่าว “กำนัลชาดและแป้งประทินโฉมแก่หญิงงาม กำนัลกระบี่วิเศษแก่วีรบุรุษ กรรไกรเขี้ยวมังกรนี้ถูกบูชาอยู่ในสถานที่ของบ่าว และแทบจะไม่ได้ใช้งานอันใด ในเมื่อนายน้อยมีฝีมือตัดเย็บสูงส่ง ไฉนท่านไม่เก็บมันไว้ใช้ล่ะ”
ฉินมู่ปฏิเสธทันที หัวหน้าธูปชู่จึงได้แต่ยอมรับกลับมา
เฝิงจิวอวิ๋นส่งฉินมู่ไปที่โรงเตี๊ยมจากนั้นกล่าวตอนที่นางจะกลับไป “นายน้อย เมื่อทางน้ำเปิดให้ผ่านในวันรุ่งขึ้น คาราวานพ่อค้าจะออกไปจากด่านวารีลับ นายน้อยโปรดอย่าลืมออกไปพร้อมกับคาราวาน ในเมื่อทุกวันนี้ข้างนอกไม่ปลอดภัยนัก”
ฉินมู่กล่าวขอบคุณ
เมื่อกลางคืนมาถึง ฮู่หลิงเอ๋อจุดตะเกียงน้ำมัน และฉินมู่ก็ถือโอกาสยกถุงมือของเขาเข้าไปดูใกล้ๆ แสงไฟ บนถุงมือ เส้นด้ายโงปลายหัวขึ้นมาเหมือนงูวิญญาณและขยายพองตัวขึ้นทุกที ไม่นานนักเขาก็สามารถมองเห็นนิพนธ์ที่เขียนไว้ในคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตและวิเคราะห์มันอย่างละเอียดถี่ถ้วน
คัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตเป็นคัมภีร์ที่สามารถทำให้ผู้คนบรรลุเทพบรรลุมาร เมื่อฉินมู่ออกจากหมู่บ้านพิการชรา ท่านยายซีมอบคัมภีร์นี้ให้แก่เขาแต่ไม่สอนเขาถึงวิธีฝึกปรือมัน และให้เขาขบคิดไตร่ตรองด้วยตนเอง
ท่านยายซีกล่าวว่าคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตนั้นมีที่มาจากนักบุญผู้หนึ่งที่ลงมายังโลกมนุษย์โดยมุ่งหมายที่จะเผยแพร่วิชาเหล่านี้สร้างความรู้แจ้งแก่สรรพสัตว์ แต่ว่าวิชาเหล่านี้ง่ายที่จะถูกฝึกปรือในทางที่ผิด ดังนั้นมันจึงถูกเรียกว่าคัมภีร์มารฟ้า
ฉินมู่วิเคราะห์บทนำของคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตอย่างระมัดระวังและพบว่าบทนำของคัมภีร์มารเล่มนี้เป็นประโยคอันอุ่นระอุที่สามารถปลุกใจแม้กระทั่งคนที่หัวใจเย็นชาที่สุด
“มรรคาของนักบุญมิใช่ใดอื่นนอกจากอำนวยประโยชน์แก่คนธรรมดาสามัญ ผู้ใดที่ทำนอกเหนือไปจากนี้คือนอกรีต! กระทำอย่างตรงไปตรงมา เป็นอิสระจากธรรมชาติ นั่นคือความหมายของมรรคา”
ฉินมู่อ่านแล้วสะดุ้ง ความหมายของประโยคนี้คือทุกๆ เต๋าทุกๆ มรรคา ไม่ว่าจะเป็นมรรคาเทพ มรรคามาร และมรรคาพุทธ ล้วนแต่เป็นมรรดานอกรีต หากไม่มีประโยชน์แก่วิถีชีวิตของคนทั่วไป!
ตราบใดที่มันสามารถถูกใช้เพื่อยังประโยชน์แก่สามัญชน นั่นแหละถึงจะนับว่าเป็นมรรคาอันเที่ยงธรรม
อะไรคือมรรคาอันเที่ยงธรรม? คือการกระทำอย่างตรงไปตรงมา และเป็นอิสระจากธรรมชาติ
ขนาดว่าบทนำยังดุร้ายแบบนี้ มิน่าล่ะผู้คนถึงเรียกมันว่าคัมภีร์มาร!
แต่ทว่า ประโยคนี้เองก็ยังได้ก่อร่างสร้างรากฐานแก่ลัทธิมารฟ้า โถงทั้งสามร้อยหกสิบโถงและหัวหน้าโถงแห่งลัทธิมารฟ้าล้วนแต่ถือกำเนิดจากสามร้อยหกสิบอาชีพของแวดวงของคนธรรมดาทั่วไป อาชีพเหล่านั้นล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่สามัญชนและสามารถพบเห็นได้ทั่วไป วิชาเทวะที่ถูกใช้โดยสามร้อยหกสิบโถงก็ล้วนแต่ใช้สำหรับกิจวัตรอาชีพประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น การร่ายเวทมนตร์ของหัวหน้าโถงสายฝนเพื่อเรียกฝนมาบรรเทาความแห้งแล้งให้แก่ผู้คนสามัญธรรมดา
นี่คือศิลปะท้องถนนมหาชน ขณะที่มรรคาเทพและมรรคาพุทธนั้นเปรียบดังศิลปะขั้นสูงอันเต็มไปด้วยความสง่างาม
อันที่จริงแล้ว ฉินมู่รู้สึกว่าบทนำของคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตนั้นไม่ได้ไร้เหตุผล แต่ว่ามันง่ายที่จะถูกเข้าใจผิด
ในคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตมีวิชาแตกต่างกันไปเป็นจำนวนมากพวกมันล้วนแต่เป็นวิชาแปลกประหลาด ทักษะเทวะแบบที่ผู้คนไม่เคยคิดฝัน วิชานับพันๆ อันพิสดารพันลึกละลานตาฉินมู่ ทำให้เขาอึ้งตะลึงใจ
แต่ถึงแม้ว่าฉินมู่จะดึงเส้นด้ายออกจากถุงมือจนสุดสายและอ่านคัมภีร์จนสุดเล่ม คิ้วเขาก็ขมวดขึ้นขมวดขึ้นเมื่อตระหนักว่าไม่มีวิชาฝึกปรืออันสามารถเชื่อมต่อต้นทางจนถึงปลายได้
วิชาแบ่งออกเป็นวิชาฝึกปรือและวิชาทักษะ ยกตัวอย่างเช่นวิชากายาจ้าวแดนดินสามอมตะของฉินมู่เป็นวิชาฝึกปรือ เป็นกำลังภายใน ขณะที่วิชาทักษะได้แก่เพลงมีดเชือดหมู วิชาขาขโมยสวรรค์ ฟ้าคำรามแปดจู่โจม ฯลฯ วิชาทักษะเป็นช่องทางปลดปล่อยกำลังภายในที่สั่งสมบ่มเพาะจากวิชาฝึกปรือ
หากว่าจะปลดปล่อยพลานุภาพของวิชาทักษะออกมาให้เต็มพิกัดมันต้องอาศัยวิชาฝึกปรือที่สอดคล้องกัน
ยกตัวอย่างเช่น ฟ้าคำรามแปดจู่โจมนั้นต้องใช้พระสูตรมหายานยูไลมาประกอบควบคุมจึงจะเปล่งพลานุภาพถึงขีดจำกัดได้
มันอาจจะมีวิชาฝึกปรือและวิชาทักษะจำนวนมากในคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิต แต่ไม่มีวิชาฝึกปรือใดที่สามารถควบคุมทุกวิชาฝึกปรือและวิชาทักษะในคัมภีร์ได้ เพียงแค่จุดบกพร่องนี้ มันก็ไม่น่าสมชื่อกับคัมภีร์มารที่สามารถทำให้สำเร็จเทพสำเร็จมารได้!
คัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตนี้ไม่ครบสมบูรณ์!
ฉินมู่พลันค้นพบประเด็นสำคัญนี้ คัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตอาจจะมีวิชาที่ครอบคลุมทุกแขนงศาสตร์ แต่มันปราศจากวิชาฝึกปรือที่จะร้อยรัดทุกอย่างเข้าด้วยกัน มันมีวิชาและทักษะเทวะมากมายเกินไป ดังนั้นทำให้การฝึกปรือวิชาพวกนี้แต่ละวิชายากเย็นแสนเข็ญ แม้ว่าแต่ละวิชานั้นจะไม่ต่ำต้อย และค่อนข้างจะทรงพลัง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกปรือทั้งคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตได้ครบถ้วน
ในคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตมีวิชาฝึกปรือและวิชาทักษะหลายพันชนิด และแต่ละวิชาทักษะก็มีวิชาฝึกปรือควบคู่จำเพาะ มันไม่มีวิชาฝึกปรือใดที่ควบคุมบังคับทุกวิชาทักษะได้!
ผลที่ตามมาก็คือทำให้คัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตกลายเป็นคัมภีร์ที่ไม่สมบูรณ์
แต่ว่า มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกที่คัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตจะเป็นคัมภีร์ที่ไม่สมบูรณ์ ในเมื่อคัมภีร์นี้ถูกถือเป็นสมบัติล้ำค่าของลัทธิมารฟ้า มันจะต้องมีวิชาฝึกปรือที่สามารถร้อยรัดทุกวิชาและทักษะเทวะในคัมภีร์สืบทอดลัทธินี้ได้ด้วยกันทั้งหมด ไม่เช่นนั้นแล้วลัทธิมารฟ้าคงไม่กระวนกระวายเสาะหาท่านยายมาตลอดสี่สิบปีนี้…
ฉินมู่ใจหวั่นไหวเล็กน้อยและอ่านคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตจากต้นจนจบอีกครั้ง ทว่าเขาก็ยังคงมองไม่เห็นโครงสร้างที่เป็นหนึ่งเดียวของมัน เขาอ่านมันอีกรอบ แต่ก็ยังไม่ค้นพบอะไรเพิ่มอยู่ดี
ความลับของคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตนี้อยู่ที่ไหนกันนะ ท่านยายเองก็คงยังไม่สามารถค้นเจอวิชาฝึกปรืออันร้อยเรียงคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตเช่นกัน
ฉินมู่จมอยู่ในห้วงความคิด ท่ามกลางผู้เฒ่าในหมู่บ้านพิการชรา ท่านยายซีมีระดับขั้นวรยุทธต่ำที่สุด นี่น่าจะเป็นสาเหตุมาจากที่นางไม่สามารถหลอมรวมทุกวิชาในคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตเข้าด้วยกันได้
นางน่าจะเลือกฝึกปรือเฉพาะวิชาจำนวนหนึ่งในนั้นเพื่อมิให้ตัวนางเสียเวลาเสียพลังงานในการฝึกปรือวิชาจำนวนมากเกินไป
มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนผู้หนึ่งจะสามารถเรียนรู้ตลอดหลายพันวิชาฝึกปรือและวิชาทักษะถึงขั้นชำนาญภายในชั่วชีวิตหนึ่ง
หรือความลับนั้นจะอยู่ในกล่องหยกที่จ้าวลัทธิในอดีตได้ผนึกเอาไว้?
ฉินมู่ค้นรื้อข้าวของสัมภาระและพบกล่องหยกที่ว่า กล่องหยกนี้ก็ถูกจับยัดใส่สัมภาระของฉินมู่โดยท่านยายซี ฉินมู่ลองพยายามเปิดกล่องหยกแต่พบว่ามียันต์หลายแผ่นแปะผนึกมันไว้อยู่ เมื่อท่านยายซีก่อความวุ่นวายที่เมืองเขตมังกรในครั้งนั้น นางได้กล่าวว่าแผ่นยันต์พวกนี้เป็นผนึกที่จ้าวลัทธิคนก่อนๆ ได้แปะผนึกเอาไว้
ฉินมู่แคะแผ่นยันต์แผ่นหนึ่งและค่อยๆ ลอกมันออกมาอย่างเบามือ แผ่นยันต์นั้นหลุดออกมาอย่างง่ายดายทำให้เขาประหลาดใจ
ฉินมู่มองทื่อไปยังข้างหลังแผ่นยันต์นั้น มันมีตัวอักษรไม่กี่ตัวเขียนไว้ข้างหลัง “ยันต์นี่ของปลอม ฮี่ๆ”
“ท่านยายนี่รู้จักเล่นสนุกจริง ๆ…”
ฉินมู่ส่ายหน้าแล้วแกะยันต์แผ่นอื่นบ้าง และพบว่าในกล่องหยกนั้นว่างเปล่า
เมื่อไม่มีวิชาฝึกปรือที่หลอมรวมทั้งหมด ใครจะฝึกคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตได้กันเนี่ย
เขาคิดแล้วก็ปวดหัว เมื่อขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวกับตนเอง “วิชาฝึกปรือของข้าคือวิชากายาจ้าวแดนสามอมตะ และในเมื่อข้ามีวิชาฝึกปรือแล้ว เหตุใดข้าต้องแสวงหาวิชาฝึกปรืออื่นเพื่อร้อยรัดคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตอีกล่ะ ทำไมข้าไม่ใช้วิชากายาจ้าวแดนดินสามอมตะมาใช้ในการร้อยเรียงแทน”
เขาทดลองตามที่คิดและเปิดคัมภีร์มารฟ้ามหาศึกษิตจากนั้นเลือกเวทมนตร์ที่เรียกว่าเคล็ดลับย้ายฝน แผล็บเดียว เขาก็เรียนรู้เวทมนตร์นั้น
เขาผลักหน้าต่างเปิดออก จากนั้นมองออกไปยังความมืดภายนอก เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะนึกขึ้นได้ “ที่นี่ไม่ใช่ในแดนโบราณวินาศนี่นา ความมืดข้างนอกเป็นแค่ความมืดธรรมดา มีคนเดินไปเดินมาบนถนนข้างนอกได้ ดังนั้นไม่มีอะไรน่ากลัวเสียหน่อย”
ฉินมู่คลายใจ จากนั้นกระโดดออกจากหน้าต่าง ยื่นมือของเขาไปคว้าจับชายคา เขาเหวี่ยงตนเองตีลังกาขึ้นไปบนหลังคาโรงเตี๊ยมอย่างแผ่วเบา
กระแสลมหวือพลันพัดพุ่งออกจากหน้าต่าง จิ้งจอกขาวลอยลิ่วมาบนหมอน ด้วยลมปีศาจพัดพา หมอนนั้นก็ลอยขึ้นไปบนหลังคาแล้วร่วงลงจอดข้างๆ ฉินมู่
“บนท้องฟ้านั่นคืออะไรน่ะ” จิ้งจอกน้อยพลันร้องขึ้นมา ชี้อุ้งเท้าหน้าไปยังดวงจันทร์ทั้งตระหนกและตกใจกลัว
“นั่นคือดวงจันทร์”
ฉินมู่เงยหน้าขึ้นและมองเหม่อจ้องมันครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “นั่นน่าจะเป็นดวงจันทร์ ข้าคิดว่านะ? ข้าเคยเห็นดวงจันทร์ในตอนกลางวันและมันดูคล้ายกับดวงจันทร์ดวงนี้…”
เขาเองก็ไม่แน่ใจนัก เมื่อเขายังเด็ก ท่านยายซีจะชี้ให้เขาดูวงกลมสีเงินลางๆ บนท้องฟ้ายามกลางวัน และบอกเขาว่ามันคือดวงจันทร์ที่จะเปล่งแสงจำรัสในยามราตรี แต่ทว่าตั้งแต่เขาจำความได้ เขาก็ไม่เคยเห็นดวงจันทร์ตอนกลางคืนมาก่อน
ค่ำคืนในแดนโบราณวินาศเป็นความมืดดำดิบ ไม่สามารถเห็นสิ่งใดบนท้องฟ้า รวมทั้งมองไม่เห็นดวงดาราในแดนโบราณวินาศ
พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสดใสในเมื่อวันนี้เป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำของเดือนที่ห้าในปีนี้
ภายใต้แสงจันทร์ ฉินมู่ร่ายเคล็ดลับย้ายฝน และหมอกชื้นเหนือโรงเตี๊ยมก็พลันควบแน่น ปลดปล่อยหยาดฝนเปาะแปะตกลงมา
ฉินมู่สะบัดมือ ทันใดนั้นสายฝนที่กำลังร่วงหล่นก็พลันหยุดนิ่งสายหยาดน้ำลอยค้างกลางอากาศราวกับว่าเวลาหยุดเดิน
ฮู่หลิงเอ๋อเดาะปากด้วยความทึ่ง และกระโดดขึ้นไปแตะหยาดฝนที่ลอยค้างอยู่เหล่านั้น ผลก็คือขนของนางเปียกปอนไปทั้งตัว ทำให้นางก็รีบกลับเข้าโรงเตี๊ยมไปเช็ดขนให้แห้ง
บนหลังคา ฉินมู่เปลี่ยนการใช้วิชาและใช้ปราณชีวิตควบคุมเคล็ดลับย้ายฝน เพื่อดีดเส้นสายน้ำเหล่านั้น และทันใดเส้นหยาดน้ำก็เปล่งเสียงไพเราะของดนตรีราวกับดังออกจากเครื่องสายโบราณ เมื่อดนตรีดังขึ้นมา ละอองฝนก็แปรเปลี่ยนเป็นมีดน้ำอันคมกริบ ลอยอยู่บนฟากฟ้า!
มีดน้ำเหล่านั้นพุ่งไปไกลกว่ายี่สิบวาก่อนจะสูญเสียกำลังแล้วสลายกลายเป็นน้ำเหลวตามเดิม!
นี่เป็นสถานที่ย่านการค้าแลกเปลี่ยนและผู้คนส่วนมากที่นี่เป็นพ่อค้า จึงไม่มีใครเข้ามายุ่มย่ามกับการฝึกวิชาของเขาที่นี่
“ก็ยังไม่ดีพอ มันยังไม่ไหลลื่น”
ฝีเท้าของฉินมู่เคลื่อนย้ายไปเมื่อเขาดีดเส้นสายดนตรีน้ำอย่างต่อเนื่อง อาวุธหลายร้อยเล่มพุ่งวูบวาบปะทะกันไปมาในสายฝน เติมทั่วฟ้าให้เต็มไปด้วยรังสีสังหาร ฮู่หลิงเอ๋อลอยออกมาจากหน้าต่างโรงเตี๊ยมและปรบมือรัวๆ ด้วยอุ้งเท้าขนปุยของนาง!
เคล็ดลับย้ายฝนมีวิชาฝึกปรือเฉพาะของมัน และฉินมู่ก็พบว่าเมื่อใช้กายาจ้าวแดนดินสามอมตะ ก็ยากจะขับเคลื่อนพลานุภาพในเคล็ดลับย้ายฝนนี้
ฤทธิ์เดชของเวทมนตร์ของเขานับว่าโดดเด่นตื่นตา แต่นั่นก็เพราะพลังวัตรอันเข้มข้นของเขาเอง หากว่าใช้ร่วมกับวิชาฝึกปรือที่สอดคล้องกัน พลานุภาพของเวทมนตร์นี้ก็จะทวีคูณเข้าไปอีก!
