บทที่ 445 ไปแผ่นดินชิง จับเป็นเยี่ยฉวน! (ปลาย)
……
ลู่ป้านจวงกวาดตามองคนอื่นไล่เรียงทีละคน “ข้าคิดว่าพวกเจ้าทุกคนคงรู้ความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เวลานี้พวกเราจะไปแผ่นดินชิง คนที่พวกเราต้องพบเจอคราวนี้อาจเป็นยอดฝีมือที่มีขั้นพลังเหนือกว่าเรา ถ้าใครไม่แน่ใจจะถอนตัวไม่ไปก็ได้ จะไม่มีใครกล่าวโทษ พวกเราเป็นพี่น้องและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน!” ……
……
ขณะนั้นกานอู๋เว่ยที่อยู่ไม่ไกลนัก เขาสั่นศีรษะเป็นเชิงปฏิเสธแทนคนอื่น “คราวก่อนเยี่ยฉวนเจอปัญหามาครั้งหนึ่ง พวกเรากลับแยกตัวออกมา พูดตามตรงข้ารู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ถึงตอนนี้เขามีปัญหาอีกครั้งพวกเราจึงไม่ควรนิ่งดูดาย มิเช่นนั้นความเป็นพี่น้องจะมีความหมายได้อย่างไร? แน่ละถ้าใครไม่เต็มใจจะหันหลังกลับก็ได้ อย่างที่พี่สาวบอกนั่นแหละ เราพี่น้องกันย่อมเข้าใจซึ่งกันและกัน!” ……
..
หลินอวิ่นเซียนพูดบ้างว่า “คนที่มาแล้วไม่มีปัญหาอะไรหรอก ห่วงก็แต่เหยี่ยลี่จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะซี”
ว่าแล้วนางจึงหันไปทางลู่ป้านจวง “พี่สาว เหยี่ยลี่เป็นคนพูดน้อยแต่คราวเอาเข้าจริงถ้าไม่มีเรื่องอะไร เขาต้องมาอย่างแน่นอน! ข้าคิดว่าเขาคงติดธุระสำคัญบางอย่าง ถ้ายังไงท่านลองติดต่อเขาดูอีกสักครั้งเผื่อถ้ามีอะไรจะได้ช่วยหาทางแก้ไข!”
ลู่ป้านจวงนิ่งคิดนิดหนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับคำพลันหยิบศิลาถ่ายทอดสัญญาณออกมากดเข้าหากัน ถึงกระนั้นกลับยังนิ่งสนิทไร้การตอบรับแต่อย่างใด!
หลังจากเวลาแห่งการรอคอยผ่านไปครึ่งก้านธูป……ก็ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ ลู่ป้านจวงจึงพลันเอ่ยขึ้นว่า “พวกเราออกเดินทางไปแผ่นดินชิงกันเถอะ!”
จากนั้นทุกคนพร้อมใจกันออกเดินทาง มุ่งสู่แผ่นดินชิงที่หมายข้างหน้า
ภายในสำนักมารโลหิต
เมื่อชื่อของเยี่ยฉวนปรากฏหราบนหมายจับของโลกชิงฉาง ทำให้คนในสำนักมารโลหิตออกอาการกระเหี้ยนกระหือรือเกือบบ้าคลั่ง
ภายในสำนัก คนของสำนักมารโลหิตยามนี้มีความรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ
“เยี่ยฉวนถูกออกหมายจับ……หึ สวรรค์มีตาคงอยากให้มันแดดิ้นสิ้นชื่อเสียที!”
“สำนักมารโลหิตจะได้แก้แค้นเสียที มันต้องชดใช้หนี้เลือดต่อสิ่งที่ได้ทำเอาไว้……”
“พวกเราไปแผ่นดินชิงกันเถอะ จับเป็นไอ้เยี่ยฉวนเอาตัวมันมาล้างอายให้แก่สำนักมารโลหิต……”
ภายในสำนักยามนี้เสียงพูดคุยดังเอะอะอึกทึก
ถึงกระนั้น เสวียเยว่ผู้เป็นเจ้าสำนักมารโลหิตยังคงนั่งเงียบ ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาออกมาแม้แต่คำเดียว
ชายชราผู้หนึ่งเดินตรงไปหาเสวียเยว่ จากนั้นจึงเอ่ยทักเสียงเบา “ดูสีหน้าของนายท่านไม่ค่อยสบายใจ?”
อีกฝ่ายสั่นหน้า แววตาสับสนฉายชัด “ขั้นพลังของเยี่ยฉวนเพิ่งบรรลุผสานเทพเท่านั้น เมื่อเทียบกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ไม่น่าจะต้องยุ่งยากแม้แต่น้อย ทำไมจึงไม่สังหารเขาเสีย? แต่นี่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนกลับตั้งรางวัลนำจับเสียสูงลิ่ว พวกเขากลัวอะไรกันแน่?”
ชายชราจึงตอบให้ว่า “นายท่าน ข้าน้อยมีความเห็นว่าไม่ว่าจะอย่างไร เราต้องส่งคนของสำนักมารโลหิตไปแผ่นดินชิงเอาส่วนแบ่งมาให้ได้ขอรับ!”
คนหยุดพูดพลางหันไปมองกลุ่มคนภายในหอโถง ก่อนจะพูดอีกว่า “ท่านเจ้าสำนักรู้ดีว่าทุกคนอยากจะไปแผ่นดินชิงเต็มทีแล้ว! แผ่นดินชิงในเวลานี้สำหรับคนอื่นเปรียบเสมือนแหล่งขุมทรัพย์ ทว่าสำหรับสำนักมารโลหิตที่นั่นเปรียบเหมือนขุมพลังชั้นเยี่ยม ก่อนหน้ามีศิษย์บางคนไปยังแผ่นดินฉางหลาน เมื่อกลับมาทุกคนล้วนมีขั้นพลังกล้าแกร่ง……ศิษย์ในสำนักหลายคนจึงเกิดความอิจฉาตาร้อน คำสั่งของนายท่านที่ไม่อนุญาตให้ศิษย์ในสำนักเข้าไปยังแผ่นดินชิง ทำให้เกิดข้อครหาภายในใจของทุกคนขอรับ”
เสวียเยว่กวาดสายตามองไปตามใบหน้าของศิษย์ทุกคนซึ่งยืนอยู่ยังพื้นที่ต่ำกว่า ทุกคนล้วนมีแววตาตื่นเต้นตื่นตัวอย่างเต็มที่!
ศิษย์ที่ต้องการแก้แค้นมีเพียงไม่กี่คน ที่เหลือพวกมันอยากไปแผ่นดินชิงเพื่อออกล่าสมบัติและเพิ่มพูนขั้นพลังเท่านั้น
เสียงของชายชราพูดมาจากข้างกายเสวียเยว่ “นายท่าน แผ่นดินชิงเวลานี้ไร้การปกป้องจากสำนักผู้ตรวจการเขตแดน สำหรับสำนักมาโลหิตแล้ว ไม่สิ แม้แต่ลัทธิเต๋าอัศจรรย์ทั้งหลายที่นั่นเป็นดั่งขุมทรัพย์แห่งการฝึกฝนพลัง ถ้าเราไม่ไปเท่ากับละทิ้งโอกาส สำนักเราจะประสบความสูญเสียครั้งใหญ่ทีเดียวนะขอรับ!”
เมื่อพูดถึงตอนนี้ เขาชะงักคำพูดหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อไป “เวลานี้ลัทธิเต๋าอัศจรรย์เกือบครึ่งกำลังมุ่งหน้าไปที่นั่น!”
เสวียเยว่หันมามองอีกฝ่าย “เจ้าก็อยากไปด้วยสินะ?”
อีกฝ่ายพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี “ถ้าที่นั่นมีโลหิตมากพอ ข้าจะสามารถพัฒนา ‘จำแลงโลหิต’ ให้สูงขึ้นไปอีกขั้นได้สำเร็จ!”
คนเป็นเจ้าสำนักนิ่งเงียบไป ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จากนั้นจึงผุดลุกขึ้นยืน “พวกเราเดินทางไปแผ่นดินชิงกัน!”
ขาดคำ บรรยากาศภายในหอโถงแห่งนั้นกลายเป็นดุเดือดขึ้นมาทันที!
ไม่เพียงสำนักมารโลหิต ทว่ากลุ่มอำนาจตระกูลใหญ่ทั้งหลายในแผ่นดินชิง ชุมนุมสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังลัทธิเต๋าอัศจรรย์ เริ่มกระทำการรุกรานแผ่นดินชิงครั้งใหญ่ ด้วยแผ่นดินชิงซึ่งปลอดจากอำนาจของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน จึงเป็นสถานที่เยี่ยมยอดสำหรับฝึกฝนขั้นพลังนั่นเอง
ไม่เกินสองสามวัน แผ่นดินชิงจะลุกเป็นไฟ!
ณ สำนักเหมันตอุดร ที่แห่งนั้นคนที่นั่นมีเจตนาปกปิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินชิง เห็นได้ว่าพวกเขาไม่ปรารถนาจะให้เยี่ยหลิงรับรู้สถานการณ์ของเยี่ยฉวนในปัจจุบัน……
.
ในแผ่นดินชิง
ณ สถานที่แห่งหนึ่งบนเขาสูง เหลียนว่านลี่หอบหิ้วเยี่ยฉวนวิ่งตะลุยไปตลอดระยะทาง ที่ติดตามมาด้านหลังนางและเยี่ยฉวนก็คือคนในขั้นผนึกยุทธ์นับสิบ ร่วมกับคนยอดฝีมืออีกนับร้อย
หากประมือสู้กันตัวต่อตัว หญิงสาวไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด ต่อให้คนควบยุทธ์สะท้านภาพที่ขั้นพลังเหนือกว่า นางก็สู้ยิบตา!
ถึงกระนั้น ศัตรูมากมายก็ส่วนหนึ่ง ทว่าเยี่ยฉวนกลับยังไม่ฟื้นคืนสติสัมปชัญญะด้วย จึงไม่มีทางอื่นนอกจากพาเยี่ยฉวนหนีไปด้วยกัน!
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หญิงสาวมาหยุดลงตรงที่เบื้องหน้าเป็นภูเขาสูงตระหง่าน
ไม่มีหนทางไปต่อ!
เหลียนว่านลี่เขม้นสายตามองกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นจึงชำเลืองมองเยี่ยฉวนที่นั่งซบอยู่ด้านล่าง “ข้าขอบใจสำหรับความช่วยเหลือก่อนหน้า……แต่ตอนนี้ข้าสู้พวกมันทั้งหมดไม่ไหวหรอกนะ!”
“ส่งตัวเยี่ยฉวนมาให้เรา!”
ขณะนั้น เสียงเย็นเยียบของชายชราชุดดำซึ่งอยู่ไม่ไกลนักตะโกนออกมา “ถ้าเจ้าส่งเยี่ยฉวนมาดีๆ พวกเราจะยอมปล่อยเจ้าไป!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวเบิกตากว้าง พลันย้อนถามรวดเร็ว “รับปากได้ไหม?”
ชายชราชุดดำสีหน้านิ่งคงเดิม สายตามองเหลียนว่านลี่ตรงหน้า “ได้สิ!”
หญิงสาวไม่รีรอ พลันโยนร่างของเยี่ยฉวนไปยังชายชราชุดดำทันที
คนอื่นต่างเต็มไปด้วยสีหน้าประหลาดใจเหลือล้น นี่หรือมิตรภาพที่แท้จริง?
กระทั่งชายชราชุดดำเองยังตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าหญิงสาวจะทำอย่างที่ตกลงจริง!
พลันยกแขนออกไปรับร่างที่ถูกโยนมาตามสัญชาตญาณ และทันใดนั้นเองสีหน้าของชายชราผนึกยุทธ์คนที่ยืนไม่ไกลนักพลันแปรเปลี่ยนฉับพลัน “ระวัง!”
จากนั้นเยี่ยฉวนซึ่งทะยานเข้ามาต่อหน้ากลับชะงักหยุดนิ่งเบื้องหน้านั่นเอง พลันต่อมาร่างของใครคนหนึ่งพุ่งพรวดตรงเข้าหาทันที!
ร่างนั้นคือเหลียนว่านลี่ผู้มาพร้อมด้วยดาบโค้งชิงหลง!
ทันทีที่เห็นเช่นนั้นชายชราหน้าถอดสี ขณะนั้นเขาไม่มีเวลาอีกแล้วจึงผลักออกหมัดข้างขวากระแทกขึ้นข้างบนอย่างแรง!
ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับดาบโค้งยาวของเหลียนว่านลี่ฟาดลงมาที่ตัวคนพอดี
ฉัวะ!
ท่ามกลางสายของคนที่ยืนดู ร่างของชายชราชุดดำถูกพลังดาบฟาดจากบนลงล่าง ทำให้คนถูกผ่าแยกเป็นสองส่วนฉับพลัน จากนั้นทั้งโลหิตทั้งอวัยวะภายในไหลทะลักน่าสยดสยองอย่างยิ่ง!
เหลียนว่านลี่ดึงดาบโค้งชิงหลงกลับคืน ก่อนหันกลับไปหาเยี่ยฉวนเมื่อนางสะบัดมือครั้งหนึ่งพลันบัลลังก์ที่นั่งตัวหนึ่งปรากฏออกตรงหน้า หญิงสาวเข้าไปทรุดนั่งลงบนที่พร้อมกับถือดาบไว้ในมือ จากนั้นจึงเงยหน้า พลางกวาดตามองคนนับร้อยที่ยืนออรวมกันอยู่เบื้องหน้า “คอยเดี๋ยว ฮ่องเต้ใกล้จะเสด็จแล้ว!”
ว่าแล้วสตรีงัดเอาหวีสีม่วงขึ้นมา ก่อนจะค่อยบรรจงหวีลงไปบนเส้นผมซึ่งยุ่งเหยิงเล็กน้อยอย่างเบามือ……
