บทที่ 9 ดอกอีหมี่บาน
หลานเฟิงอุ้มหลานเยี่ย ใช้พลังวิญญาณขั้นสูงสุดปัดกวาดทหารยามทุกคนที่บังทางออกไป แต่แรงกายนั้นเริ่มถดถอยลง ยาสงบใจที่หลานเยี่ยให้เขากินก่อนจะมานั้นยังออกฤทธิ์อยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะอาศัยพลังของมุกหลิววั่งก็คงจะล้มไปนานแล้ว ในที่สุดทหารยามทั้งหมดก็ล้มลง เหลือเพียงชายชุดแดงคนเดียวเท่านั้น หลานเฟิงรู้ว่าตนไม่อาจล้มเขาได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้หลานเยี่ยอยู่ที่นี่
จู่ๆ เงาคนร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาบังหน้าชายชุดแดง ชายชุดแดงเหมือนไม่รู้เนื้อรู้ตัว ยังคงก้าวขึ้นมาข้างหน้าช้าๆ
“นายน้อยขอรับ” ชิวลั่วมองชายชุดแดง อยากบอกเขาว่าไม่ต้องเดินขึ้นมาอีก แต่ชายชุดแดงนั้นไม่สนใจเขาด้วยซ้ำ
“ชิวเย่ว์ ข้าอยากถามเจ้าแค่ประโยคเดียว หลายปีมานี้ในสายตาของเจ้ามีคนชื่อว่าชิวอวี้บ้างหรือไม่ คนที่…”
“ข้าเห็นเจ้าเป็นน้องชายเท่านั้น”
“ใช่แล้ว ข้าเป็นแค่น้องชายเจ้าแค่นั้นเอง เป็นเพียงแค่น้องชายเจ้า” ชายชุดแดงพูดพึมพำ “เจ้าไปเถิด”
หลานเฟิงมองชายหนุ่มชุดแดงข้างหน้า ผมขาวเสียดแทงสายตาท่ามกลางอาภรณ์สีแดงสดนั้นทำให้ใจเกิดกระตุก คำถามผุดขึ้นมาว่า ชายหนุ่มในปีนั้นแท้จริงแล้วยังเหลือเวลาอีกนานเพียงใด
หลังจากเดินผ่านประตูออกมา มองดูทหารยามที่ล้มเกลื่อนกลาด รวมถึงเทียนซีกับอวี่มั่วที่มารอรับพวกเขา
หลานเฟิงแค่นหัวเราะด้วยความใจชื้นเสียงหนึ่ง ก่อนจะล้มลงไป
อาจเพราะเหนื่อยเกินไป หรืออาจจะเป็นเพราะชายหนุ่มชุดแดงผู้นั้น คราวนี้หลานเฟิงนอนฝันเรื่องยาว ภายในความฝัน เขาอายุประมาณสิบเอ็ดปี รอบข้างคือดอกอีหมี่ที่เขาเอาใจใส่ดูแลตั้งแต่ตอนเขาอายุหกปีจนถึงสิบเอ็ดปี ในที่สุดดอกไม้ของเขาก็ออกดอก
“ท่านพี่ ท่านพี่” เด็กน้อยตัวอวบอ้วนคนหนึ่งวิ่งผ่าแสงอาทิตย์มาหาเขา ดวงตาที่ออกจะเป็นสีแดงเล็กน้อย ผมสีเงินตามธรรมชาติ ใบหน้าที่ซีดขาว หากมีตาก็ย่อมมองเห็นว่าเด็กคนนี้ไม่ได้แข็งแรงอะไร แต่ก็ไม่อาจปิดบังรอยยิ้มสดใสของเขาได้
“อวี้เอ๋อร์นี่เอง วิ่งช้าหน่อย อย่าล้มเล่า”
“อืม อวี้เอ๋อร์ไม่ล้ม ท่านพี่ นี่คือดอกอะไร สวยจริงเชียว”
“นี่เรียกว่าดอกอีหมี่ ใช้เวลาห้าปีกว่าจะออกดอก แต่ทุกครั้งที่ออกดอกก็ไม่นานเท่าไรนัก”
“เช่นนั้นเหตุใดท่านพี่ถึงยังปลูกเล่า มีครั้งหนึ่งข้าได้ยินคนอื่นพูดกับท่านปู่ว่าข้ามีชีวิตได้ไม่นาน ฉะนั้นเลี้ยงข้าไปก็เสียแรงเปล่า” ดวงตาที่ไร้ความขุ่นมัวของเด็กหนุ่มนั้นกะพริบเป็นประกายแผ่วเบา
“เพราะระยะห้าปีที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วมีเพียงเพื่อความมหัศจรรย์สวยงามภายในเสี้ยววินาที่จะเบ่งบานและหายไป บนโลกใบนี้สิ่งมีชีวิตทุกประเภทล้วนมีช่วงเวลาที่สวยงาม นี่คือสิทธิ์ที่สวรรค์มอบให้กับสิ่งมีชีวิต ดอกอีหมี่ที่บานออกคือปัญญาแห่งชีวิต เจ้าก็เช่นกัน ดังนั้นอวี้เอ๋อร์ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิต อย่าได้ดูถูกตนเอง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทุกวันพอแล้ว” เขาทอดสายตามองไปไกล เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
“อวี้เอ๋อร์ไม่เข้าใจเท่าไรนัก แต่อวี้เอ๋อร์รู้ว่าอวี้เอ๋อร์จะต้องพยายามทำให้ตนเองเบ่งบานออกดอก แล้วจะได้ปกป้องท่านพี่”
“อืม พี่เชื่ออวี้เอ๋อร์” เขายิ้มพลางลูบหัวเด็กหนุ่ม แววตากลับฉายแววโศก
∗∗∗
“อย่า อย่าพาพี่เยี่ยไป” เด็กหนุ่มร้องไห้เสียงดังเหมือนจะขาดใจ
“คุณชายอวี้เชื่อฟังเถิดขอรับ มีเพียงมุกหลิววั่งเท่านั้นที่ช่วยท่านได้ นายท่านทำเช่นนี้ก็เพราะไม่มีทางเลือกนะขอรับ”
“แต่ข้าไม่อยากให้พี่เยี่ยจากข้าไป ข้าขอร้องท่าน ท่านปู่เชียนเยี่ยซือ อย่าพาพี่เยี่ยไป ข้าขอร้องท่าน”
“ใครก็ได้ พาคุณชายอวี้กลับห้องไป”
“ไม่ อย่าพาพี่เยี่ยไป ไม่เอา” เสียงของเด็กหนุ่มยิ่งเบาลงเรื่อยๆ ตราบจนหายเงียบไป
หลานเฟิงลืมตาขึ้นมามองดูท้องฟ้าด้านนอก ไม่รู้ว่าตนเองนอนไปนานเพียงใด และไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่ตนเองไม่ได้ฝันถึงเรื่องในอดีต
