ตอนที่ 189-3
ช่องว่างที่แปลกประหลาด ชิงเกอโมโหแล้ว!
เงาร่างของมู่ชิงเกอวาบหายไปจากตรงหน้าของเจียงหลี ตอนที่ปรากฏตัวอีกครั้งก็อยู่บนหินลอยก้อนหนึ่ง จากนั้น นางก็หายตัวไปอีกครั้ง ตอนที่ปรากฏตัวอีก ก็ใกล้กับคนตรงหน้าขึ้นไปหน่อย
เจียงหลีก็ไม่ได้ชักช้า กระโดดไปบนก้อนหินเช่นเดียวกัน กระโดดพลิ้วไปมาบนก้อนหินเรื่อยๆ เข้าไปใกล้กับกลุ่มคน
“ชิงเกอ!” จ้าวหนานซิงที่กำลังต่อสู้ นัยน์ตาเปล่งประกายเมื่อมองเห็นการปรากฏตัวของมู่ชิงเกอ เอ่ยออกมาอย่างดีใจ
และก็เป็นเพราะไขว้เขว ทำให้สิ่งมีชีวิตสีแดงที่กำลังต่อสู้กับเขายื่นกรงเล็บที่แหลมคมพุ่งเข้ามาที่สองตาของเขา มู่ชิงเกอดีดแสงสีม่วงสายหนึ่งออกไป ส่งมันพุ่งเข้าไปที่คอของสิ่งมีชีวิตสีแดงนั้น เอาชีวิตของมันได้ในพริบตา มันครางออกมาเสียงหนึ่ง จากนั้นก็ตกลงจากอากาศมาที่ใต้เท้าของจ้าวหนานซิง
ตอนนั้นเองมู่ชิงเกอก็พลิ้วตัวลงบนก้อนหินก้อนที่จ้าวหนานซิงอยู่และในที่สุดก็มองเห็นถึงลักษณะของสิ่งมีชีวิตสีแดงได้อย่างชัดเจน
สิ่งนี้น่าเกลียดและดูเหมือนลิง ใบหน้าเหมือนมนุษย์ แต่หูแหลม ดวงตาขนาดเท่ากำปั้นของเด็กทารก ปากมีคมเขี้ยวที่แหลมคมสองข้าง ผอมแห้ง ท้องใหญ่ดุจลูกหนัง ซี่โครงสามารถมองเห็นได้ชัดเจน มีเนื้อปีกอยู่ด้านหลัง เนื้อปีกเชื่อมต่อกับกระดูกที่แหลมคม เล็บก็คมและแข็งแกร่งประดุจมีด
อีกอย่าง ทั้งร่างก็แดงฉานดุจเลือด แต่ตำแหน่งที่ถูกมู่ชิงเกอโจมตีกลับมีเสีอดสีเขียวกลิ่นฉุนๆ ไหลออกมา
“ชิงเกอ เจ้ามาก็ดีแล้ว!” จ้าวหนานซิงเอ่ยอย่างดีใจ
มู่ชิงเกอพิจารณาเขาแวบหนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาไม่ได้บาดเจ็บก็เอ่ยกับเขาว่า “เหตุใดสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จึงโจมตีพวกท่าน?”
เพียงแต่ จ้าวหนานซิงยังไม่ทันได้ตอบก็มีมารโลหิตพุ่งเข้ามาอีกครั้งขัดจังหวะการพูดคุยของคนทั้งสอง
มู่ชิงเกอเอากรีเนทลันเชอร์ที่ตัวเองดัดแปลงมาจากความรู้ของโลกเดิมออกมา เล็งไปที่มารโลหิตตัวนั้น ยิงระเบิดไปที่หัว
ปัง!
เสียงปืนที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้คนที่พยายามดิ้นรนต่อสู้อยู่ตกใจ
มารโลหิตที่ถูกระเบิดหัวตกลงไปสู่ความมืดต่อหน้าต่อตาของทุกคน
ในตอนที่ทุกคนกำลังตกใจ เสียงอันเคร่งขรึมของมู่ชิงเกอก็ดังขึ้นมา “ปืนที่มอบให้พวกเจ้าพกติดตัวก็เป็นเครื่องประดับรึไง?”
องครักษ์เขี้ยวมังกรแปดเก้าสิบกว่าคนในนั้น ก็พลันได้สติขึ้นในทันใด หยิบปืนยิงระเบิดของตัวเองออกมาในทันที เล็งไปยังมารโลหิตที่พุ่งเข้ามายิงออกไป
เสียงปืนดังขึ้นภายในความมืดไม่หยุด
มู่ชิงเกอที่ยิงไปแต่ละครั้ง พวกมันทุกตัวล้วนแต่หัวระเบิด
ชั่วขณะนั้นก็ทำให้เหล่ามารโลหิตเกิดความบ้าคลั่งพุ่งเข้ามาที่นางอย่างต่อเนื่อง
เจียงหลีฆ่ามารโลหิตที่เข้ามาข้างกาย คว้าจับเสื้อของฟ่งอวี๋เฟย ลอยพุ่งไปทางมู่ชิงเกอ พลิ้วลงไปบนก้อนหินที่นางอยู่
มีกรีเนทลันเชอร์เข้ามาความกดดันของฝั่งมนุษย์ก็ผ่อนเบาลง
ผู้กล้าที่มาจากแคว้นลี่และแคว้นอวี๋ มองเห็นองครักษ์เขี้ยวมังกรหยิบอาวุธที่ตนเองไม่เคยเห็นออกมาฆ่าล้างมารโลหิต แล้วใบหน้าก็เต็มไปด้วยความอิจฉา
แม้แต่ดวงตาของเจียงหลีก็ฉายแวววาบวาบเมื่อมองมาที่ปืนในมือของมู่ชิงเกอ เอ่ยอย่างสนใจว่า “นี่มันคือของลํ้าค่าอะไรน่ะ?”
มู่ชิงเกอจ้องมองมารโลหิตพร้อมทั้งตอบ “ต้องการงั้นหรือ?”
“ของดีใครจะไม่อยากได้?” เจียงหลีตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ
“รอออกจากที่นี่ได้แล้วจะทำให้เจ้าอันหนึ่ง’’ เมื่อมู่ชิงเกอพูดจบก็มองไปเห็นสีหน้าคาดหวังของจ้าวหนานซิงและฟ่งอวี๋เฟย ก็เพิ่มเติมไปอีกประโยคในทันที “ทุกคนล้วนแต่มีส่วนแบ่ง”
คำตอบนี้ก็ทำให้ทุกคนพอใจมาก
มีรางวัลเช่นนี้ทุกคนก็มีแรงใจในการฆ่ามารโลหิตเพิ่มมากขึ้น
ทุกคนพลันได้สติขึ้นหลุดออกมาจากความหวาดกลัว มารโลหิต สิ่งนี้นอกจากหน้าตาที่ดูน่ากลัวและมีความเร็วมากเล็กน้อยแล้ว ที่จริงก็ไม่ได้ฆ่ายากสักเท่าไหร่
คนที่มีพลังเพียงพอแค่คนเดียวก็สามารถต่อกรได้ หากว่ากำลังน้อยหน่อย สองคนร่วมกันก็เพียงพอที่จะรักษาชีวิต ร่วมมือกันในการต่อสู้
“ฆ่าต่อไปเช่นนี้ไม่ใช่วิธีแก้ จำนวนของมารโลหิตไม่มีที่สิ้นสุด แต่พวกเรากลับเหนื่อยล้า จำเป็นต้องหาทางออกไป!” จ้าวหนานซิงเอ่ยกับมู่ชิงเกอ เรื่องนี้มู่ชิงเกอก็เข้าใจ นางสั่งการว่า “ศิษย์พี่จ้าวมอบยาให้ทุกคนฟื้นฟูกำลัง และพลังจิต พวกเราจะเดินทางไปข้างหน้า ทางออกน่าจะอยู่ด้านหน้า”
นี้เป็นข้อดีของศิษย์โรงโอสถ ยาที่พกติดตัวจะมีมากกว่าคนปกติ ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าในระหว่างการต่อสู้จะปรากฏสถานการณ์เหนื่อยล้าหรือพลังจิตหมด
จ้าวหนานซิงรีบเคลื่อนไหว แบ่งยาออกไป
องครักษ์เขี้ยวมังกรไม่ต้องให้เขาต้องเป็นกังวล พวกเขาล้วนแต่มียาที่มู่ชิงเกอมอบไว้ให้ประจำตัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายของพวกเขาเคยได้รับการปรับเปลี่ยน ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วกว่าคนปกติ ส่วนพลังของพวกเขาก็สูญเสียน้อยกว่าคนทั่วไป
“คุณชาย พวกเราเจอแผ่นป้ายแล้ว!” ทันใดนั้นก็มีเสียงดีใจเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
มู่ชิงเกอเงยหน้ามองไปเห็นองครักษ์เขี้ยวมังกรของตนเอง ในมือที่เต็มไปด้วยเลือดสีเขียวจับแผ่นป้ายอันหนึ่งอยู่
นํ้าเมือกสีเขียวหยดลงจากมือของเขา ช่างดูน่าขยะแขยงจริงๆ
มู่ชิงเกอมองตามมือของเขาลงไป มองเห็นร่างของมารโลหิตตัวหนึ่ง ท้องของมันถูกปืนยิงระเบิดทำลาย แผ่นป้ายถึงได้โผล่ออกมาจากบาดแผล
องครักษ์เขี้ยวมังกรคนนี้น่าจะดีใจมากจึงได้ไม่สนใจความขยะแขยง ยื่นมือเข้าไปควักเอาแผ่นป้ายออกมา
“เหตุใดแผ่นป้ายจึงอยู่ในท้องของมารโลหิตได้? หากเป็นเช่นนี้ มิใช่ว่าต้องฆ่ามารโลหิตทั้งหมดแล้วต้องแหวกท้องของพวกมันออกมาทีละตัว ถึงจะสามารถหาแผ่นป้ายทั้งห้าพบอย่างนั้นหรือ?” จ้าวหนานซิงขมวดคิ้วเอ่ย ในมือของเขาและฟ่งอวี๋เฟยล้วนแต่มีแผนที่ จึงรู้ว่าที่นี่มีแผ่นป้ายห้าแผ่นซ่อนอยู่
จ้าวหนานซิงเพิ่งจะพูดจบ ฟ่งอวี๋เฟยก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
“ใครเป็นคนคิดเรื่องที่สิ้นเปลืองพละกำลังเช่นนี้ออกมานะ”
“พวกเราล้วนแต่คิดว่ายากที่จะจัดการ คนที่เอาแผ่นป้ายมาวางเองก็คงจะไม่ทำเช่นนั้น” มู่ชิงเกอเอ่ย จากนั้น นางก็สั่งการให้องครักษ์เขี้ยวมังกรคนนั้นเก็บแผ่นป้ายให้ดี
ชั่วขณะนั้นเจียงหลีก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าคิดว่าแผ่นป้ายน่าจะ ถูกวางไว้บนก้อนหินเหล่านี้ ส่วนชิ้นเมื่อครู่น่าจะเป็นมารโลหิตตัวนั้นกลืนเข้าไป” การคาดเดานี้ของนางดูน่าเชื่อถือ
“เช่นนั้นตอนนี้จะต้องทำอย่างไร?” ฟ่งอวี๋เฟยมองที่มู่ชิงเกอ
มู่ชิงเกอตัดสินใจเด็ดขาด “หาทางออกต่อไป หากว่าพบเจอแผ่นป้ายก็เก็บเอาไว้ หากว่าไม่พบ พวกเราก็ไม่ได้ขาดเพียงแค่เพราะไม่กี่แผ่นป้ายพวกนี้”
แน่นอนในตอนนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะแย่งชิงแผ่นป้าย
เมื่อถึงช่วงสุดท้าย หากว่าพวกเขาหาแผ่นป้ายมาไม่พอ ยังสามารถแย่งจากคนอื่นได้!
แผ่นป้ายสามารถแย่งกันได้ เดิมทีก็เป็นหนึ่งในกฎของเกม
ดังนั้นนางจึงไม่จำเป็นต้องเอาเวลาไปสิ้นเปลืองกับแผ่นป้ายห้าแผ่นนี้
หลังจากกำหนดเป้าหมายชัดเจนแล้ว องครักษ์เขี้ยวมังกรก็แยกย้ายออกไปรอบๆบริเวณใช้ปืนยิงระเบิดคุ้มกัน คนอื่นๆ ล้วนเดินไปข้างหน้าตามก้อนหิน
และก็ไม่รู้ว่าเดินมานานแค่ไหนในที่สุดพวกเขาก็ออกมาจากหลุมได้
“ที่นี่เป็นที่ไหน?”
สภาพแวดล้อมใหม่ข้างหน้า ทำให้คนจำนวนไม่น้อยพากันเงยหน้ามองไปดู
ที่นี่เป็นป่าดงดิบที่ดูหนาแน่น ต้นไม้ในป่ามีขนาดใหญ่ ดูเหมือนกับเติบโตมาเป็นหมื่นปีแล้ว ต้นไม้ที่มีขนาดเล็กที่สุดก็มีขนาดถึงสามคนโอบถึงจะรอบได้
ที่น่าแปลกก็คือต้นไม้เหล่านี้พิเศษมาก
กิ่งก้านสาขาของพวกมันเป็นแนวตรง นอกจากยอดที่มี
ความหนาแน่นแล้วก็ไม่มีกิ่งก้านสักเท่าไหร่
ลำต้นลื่นและเรียบมากจนยากที่จะปีน
อยู่บนพื้น ตำแหน่งที่รากและดินเกี่ยวพันกัน กลับมีรากที่งอกงามพันสลับซับซ้อน ป่าไม้มองไม่เห็นขอบเขตนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าใหญ่แค่ไหน คนที่ตกลงไปในหุบเหวมารโลหิตยังคงปีนออกมาจากหลุมอย่างต่อเนื่อง
มู่ชิงเกอยืนอยู่ด้านนอก เปิดแผนที่ดูอีกครั้ง มองสลับไปกับสภาพแวดล้อมรอบต้านอย่างละเอียด ระบุตำแหน่งที่พวกเขาอยู่
นางชี้นิ้วไปบนแผนที่เอ่ยเสียงเบาๆ ว่า “มองจากแผนที่แล้ว พวกเราที่เดินออกมาจากหุบเหวมารโลหิตก็น่าจะเป็นป่าต้นอู๋ถง ในที่นี่มีแผ่นป้ายยี่สิบแผ่นซ่อนอยู่” “แผ่นป้ายเยอะขนาดนั้นเลยหรือ? หรือเพราะว่าที่นี่หาได้ง่าย?” ฟงอวี๋เฟยเอ่ยอย่างแปลกใจ
“ผิด!” เจียงหลีออกเสียงค้าน “น่าจะเป็นเพราะป่าต้นอู่ถงนี้ใหญ่มาก ดังนั้นตำแหน่งที่วางแผ่นป้ายจึงเยอะหน่อย”
ฟ่งอวี๋เฟยก้มหน้ามองแผนที่ของตนเอง ป่าต้นอู๋ถงนี้ใหญ่มากจริงๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นสิบเท่าของหุบเหวมารโลหิต
“พวกเราหาแผ่นป้ายได้เท่าไหร่แล้ว?” มู่ชิงเกอเอ่ยถามจ้าวหนานซิง
จ้าวหนานซิงตอบว่า “จากแผ่นป้ายห้าแผ่นในหุบเหวมารโลหิต พวกเราหาได้ทั้งหมดสี่แผ่น” นอกจากเริ่มแรกที่องครักษ์เขี้ยวมังกรเอาออกมาจากท้องของมารโลหิตชิ้นนั้น แผ่นป้ายที่เหลือก็ล้วนแต่หาได้จากบนก้อนหิน
ก็โชคดีที่พวกเขามีจำนวนคนมาก มิเช่นนั้นหากพลาด ผ่านก้อนหินพวกนั้นไปแล้ว จนถึงตอนนี้อาจจะหาไดไม่ถึงสี่แผ่นป้าย
“อยู่ดีๆข้าก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดการแข่งขันในรอบที่สามถึงไม่ได้กำหนดจำนวนคนที่เข้าร่วม” อยู่ดีๆ เจียงหลี ก็เอ่ยขึ้น
มีบางเวลา คนมากก็จะสามารถตัดสินได้ทุกอย่าง!
“ในเมื่อที่นี่มีแผ่นป้ายยี่สิบแผ่นป้าย เช่นนั้นพวกเราก็ต้องใช้เวลาอยู่ที่นี่ช่วงหนึ่ง” มู่ชิงเกอเก็บแผนที่แล้วก็เอ่ยกับทุกคน
เจียงหลีพยักหน้า
จ้าวหนานซิงและฟ่งอวี๋เฟยก็พยักหน้าตาม
“ทุกคนพักผ่อนก่อนเถอะ” มู่ชิงเกอสั่งการลงไป คนนับร้อยจึงนั่งลงพักผ่อนรอบบริเวณ
สภาพแวดล้อมที่นี่ดีกว่าหุบเหวมารโลหิตมาก และก็ทำให้พวกเขาสามารถพักผ่อนได้นิดหน่อย
หลังจากนั่งลงแล้ว มู่ชิงเกอถึงได้มีเวลาไปถามถึงสถานการณ์ของพวกจ้าวหนานซิง
“พอพวกเราก้าวเข้ามาในช่องว่างแห่งการทดสอบ ก็ตกเข้าไปในหุบเหวมารโลหิตเลย ยังไม่ทันได้ตั้งตัวอะไร เหล่ามารหิตก็โจมตีทันที คนอื่นๆ น่าจะตกไปอยู่ที่อื่น” จ้าวหนานซิงยิ้มอย่างขมขื่นเอ่ยกับมู่ชิงเกอ
“อืม” มู่ชิงเกอพยักหน้า “ข้ากับเจียงหลีวิเคราะห์ว่าตำแหน่งที่ตกสอดคล้องกับเวลาก่อนหลังที่เข้ามา คนที่เหลือน่าจะอยู่ในป่าต้นอู๋ถงแห่งนี้”
“ช่างแปลกประหลาดจริงๆ ต้นไม้เหล่านี้ล้วนแต่ไม่ใช่ต้นอู๋ถง แล้วเหตุใดจึงเรียกว่าป่าต้นอู๋ถง?” เจียงหลีเงยหน้าขึ้นมองต้นไม้โบราณเหล่านี้นํ้าเสียงฉายแววสงสัย
คำถามนี้ไม่มีใครสามารถตอบได้
ที่มู่ชิงเกอสนใจก็คือ “ข้ากับเจียงหลีเดินมาจากทุ่งหญ้ากระจกเงา หลังจากเข้าไปในหุบเหวมารโลหิตแล้วก็ไม่ได้ถูกโจมตี แล้วเหตุใดมารโลหิตจึงโจมตีพวกเจ้า?”
“เรื่องนี้พวกเราก็ไม่รู้ แต่ว่าที่สามารถแน่ใจได้ก็คือพวกเราเหล่านี้ล้วนแต่ไม่ได้ทำอะไร เหล่ามารโลหิตพวกนั้นก็พุ่งเข้ามาเอง”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นเพราะพวกเรามีคนหลายคนรวมตัวกัน กลิ่นเลือดฉุนเกินไปจึงดึงดูดความสนใจของมารโลหิต? ในเมื่อสัตว์ประหลาดนั้นถูกเรียกว่ามารโลหิตก็น่าจะมีสัมผัสที่ไวต่อกลิ่นเลือดใช่หรือไม่?” ฟงอวี๋เฟยพูดการคาดเดาของตนเองออกมา
เดิมนางก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง แต่กลับทำให้สายตาของคนทั้งสามตกมาอยู่ที่ตัวของนาง
“เป็นอะไรไป?” ฟ่งอวี๋เฟยตกใจขึ้น
เจียงหลีมองนางอย่างจริงจัง “ข้ารู้สึกว่าที่เจ้าพูดมานั้นมีเหตุผล!”
อีกอย่างในตอนก่อนที่จะได้รับคำตอบที่แท้จริง การคาดเดานี้ของฟ่งอวี๋เฟยดูค่อนข้างที่จะใกล้เคียง การเคลื่อนไหวและกลิ่นเลือดของนางกับมู่ชิงเกอสองคน แน่นอนว่าเทียบไม่ได้กับพวกเขาคนเป็นร้อย มารโลหิตไม่โจมตีพวกเขาก็ถือว่ามีเหตุผล