บทที่ 330 เจ้าเองหรือที่ทำร้ายพี่น้องข้า? (ต้น)
กลัวตายงั้นหรือ? ใครบ้างที่ไม่กลัวตาย? แม้แต่เยี่ยฉวนเองก็กลัวตาย! หรือถ้าให้ถูกต้องว่าเขาไม่อยากตาย อย่าว่าอะไรเลย! ถ้ามีคนอีกหลายคนที่ต้องดูแล ถ้ายังมีอีกหลายสิ่งที่อยากทำ แล้วให้เลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ใครบ้างจะอยากตาย?
แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องตาย ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น! เหมือนในเวลานี้! หากโม่อวิ๋นฉีจะหลบหนีไปเขาย่อมทำได้ แต่เขากลับไม่หนี ได้แต่คิดยื้อเวลาให้นานที่สุด รอเพียงเยี่ยฉวนมาช่วยกันกำจัดศัตรูเบื้องหน้า! เพราะเมื่อใดที่ประตูเมืองพังทลายลงจนทหารม้าศัตรูบุกเข้าไปได้แล้วล่ะก็ เมื่อนั้น เมืองไค่หยางต้องพินาศย่อยยับ!
ขณะที่กำลังใช้ความคิดเขายกหลังมือขึ้นเช็ดคราบโลหิตออกจากมุมปาก แววตาเหี้ยมเกรียม เดินตรงเข้าหาชายถือดาบ พลันคนตรงหน้าเคลื่อนไหวร่างกาย และต่อมาได้ถีบตัวทะยานขึ้นบนอากาศเหนือศีรษะของโม่อวิ๋นฉี พริบตาเดียวเท่านั้นดาบใหญ่ฟาดพุ่งลงเป้าหมายคือโม่อวิ๋นฉีทางเบื้องล่าง!
ขณะที่ดาบฟันลงมานั้นบังเกิดเสียงฉีกอากาศกรีดดังเสียดแทง! คนที่อยู่ด้านล่างเหลือบตาขึ้นมอง และด้วยแววตาเย็นเยียบของเขาไม่อาจสกัดกั้นคมดาบที่ฟาดฟันลงมานั้น คนจึงได้แต่เพียงผลักฝ่ามือข้างขวาขึ้นรับแรงปะทะของดาบซึ่งกระหน่ำลงมาจนเต็มฝ่ามือ
ต้านแรงปะทะของดาบอย่างนั้นหรือ? โม่อวิ๋นฉีรู้แน่แก่ใจว่าอย่างไรเสียก็ไม่อาจยับยั้งได้! ดังนั้น เขาจึงเลือกหนทางเดียวที่มี ณ ขณะนั้นคือตายเสียพร้อมกัน ถ้าสังหารคนไม่ได้แต่ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาก็ยินดีที่จะแลกชีวิต นี่คือสิ่งสุดท้ายที่จะสามารถทำได้!
เมื่อดาบที่ฟันลงมาห่างจากศีรษะของโม่อวิ๋นฉีเพียงไม่นิ้ว กลับชะงักหยุดกะทันหัน! ด้วยกระบี่เล่มหนึ่งทะยานมาจากทิศใดไม่ปรากฏเข้าขวางสกัดคมดาบใหญ่ ทั้งยังช่วยยับยั้งพลังแห่งดาบที่ฟันฟาดลงมาอย่างแรงด้วย!
แม้มีดบินของโม่อวิ๋นฉีไม่อาจแทงทะลุส่วนกลางลำตัวของคนผู้นั้น ด้วยภายใต้เครื่องนุ่งห่มมีเกราะอ่อนสีดำสนิทสวมทับร่างกายเป็นเหตุให้คมมีดบินถูกสกัดกั้น แต่คงไม่ใช่กับกระบี่นี่! ชายผู้นั้นพลันผลักพลังออกทางมือขวากระแทกคมดาบลงอีกครา
ตู้ม! พลันกระบี่กระเด็นออกไปอีกทาง ทว่าในเวลาไม่นานกระบี่วกกลับมาที่เดิม! ชายถือดาบนิ่วหน้าสายตาเต็มไปด้วยความระแวง ขณะที่ตวัดดาบออกไปเบื้องหน้า! ตู้ม! และเป็นอีกครั้งที่กระบี่ถูกปะทะจนกระเด็นไป ทว่าคนถือดาบเองก็ผงะหงายถอยไกลกว่า 15 จั้ง! เขาเงยหน้ามอง ที่ไม่ไกลมากนักใครคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างช้าๆ เขาคือเยี่ยฉวน!
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เยี่ยฉวน! เมื่อเห็นคนที่เพิ่งเข้ามาถนัดชัดตา พลันทหารบนกำแพงแสดงท่าทางกระตือรือร้น จากนั้น โห่ร้องดังกระหึ่มฮึกเหิมกึกก้องบนกำแพงสูง! การปรากฏตัวของเยี่ยฉวนสร้างขวัญกำลังใจของทหารให้พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน เจียงจิ่วซึ่งกำลังต่อสู้กับข้าศึกเมื่อหันมาเห็นเยี่ยฉวน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบโลหิตกลับเปื้อนรอยยิ้มด้วยความยินดี! เขามาแล้ว!
เขามาแล้ว! นอกจากเยี่ยฉวนยังมีคนที่ติดตามมาด้วย จี้อันซื่อ ไป่เจ๋ออีกทั้งศิษย์ฉางหลาน! ศิษย์ทั้งหมดมุ่งหน้าสู่กำแพงเมือง จากนั้นก็ปรี่เข้าต่อสู้กับศัตรูซึ่งล้วนเป็นยอดยุทธ์ทะยานสวรรค์แห่งแคว้นชู! ลำพังทหารเลวธรรมดาไม่มีทางเอาชนะยอดยุทธ์ทะยานสวรรค์ แต่ศิษย์ฉางหลานมิได้หวั่นเกรงแต่อย่างใด ในกระบวนศิษย์ทั้งหมด คนที่ขั้นพลังต่ำสุดก็คือขั้นทะยานสวรรค์นี่เอง!
คนที่อยู่อีกด้านหนึ่งทั้งหลี่มู่และจ้าวทมิฬต่างมองไปทางเยี่ยฉวน หลี่มู่เหยียดมุมปากแสยะยิ้ม “ในที่สุดก็มา” ก่อนหน้าที่เยี่ยฉวนจะปรากฏตัวเขาเคยนึกกังวลอยู่เล็กน้อย ไม่ได้กังวลว่าเยี่ยฉวนจะหลบหนี หากที่ทำให้เขาเป็นกังวลว่าเยี่ยฉวนจะมาไม้ไหนต่างหาก!
เสียงร้องถามดังมาจากจ้าวทมิฬทางด้านข้าง “ลุยไหม?” ทว่าคนอีกฝ่ายส่ายหน้า “ปล่อยให้คนของเจ้ารับหน้าไปก่อน คนผู้นี้เขาไม่ใช่คนโง่ บางทีมันอาจมีแผนบางอย่างเตรียมไว้แล้ว อย่างไรเสียพวกเราระมัดระวังไว้ก่อนเป็นการดี!” จ้าวทมิฬไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้าก่อนจะหายวูบไป
หลี่มู่ยืนมองเยี่ยฉวนซึ่งเดินเข้ามาหยุดที่ไม่ห่างไกลเท่าใด สายตาฉายแววเข่นฆ่าอย่างเปิดเผย! สถานศึกษาฉางมู่ทุ่มสุดตัวเพื่อสังหารชายผู้นี้ วันนี้ถ้ามันไม่ตาย พวกเขานี่แหละที่ต้องตาย! ขณะนั้น เยี่ยฉวนเดินไปทางโม่อวิ๋นฉีซึ่งพังพาบอยู่บนพื้น ชายหนุ่มก้มลงช่วยประคองอีกฝ่ายขึ้นมายืนจากนั้นจึงโยนยาเม็ดโอสถเทพประสานใส่ปากโม่อวิ๋นฉี
คนที่เพิ่งยันกายลุกขึ้นหันมามองหน้าพลางว่า “ขืนเจ้ามาช้าอีกนิดเดียว ข้ากับเจ้าคงต้องไปเป็นพี่น้องกันในเมืองผีแล้วล่ะ” เยี่ยฉวนตบบ่าคนพูดป้าบหนึ่งก่อนว่า “เดี๋ยวข้าจัดการต่อเอง!” จากนั้นเขาก็หิ้วปีกอีกฝ่ายพาทะยานขึ้นไปรวมกับไป่เจ๋อบนกำแพง ส่วนตัวเองหันหลังกลับและผลักส่งนิ้วชี้ไปเบื้องหน้า
ฉึก! ในระยะห่างไปราว 15 จั้ง ลำแสงกระบี่พุ่งวาบเจาะกระโหลกใครคนหนึ่ง ซึ่งเป็นขุนศึกเต๋าแห่งดินแดนอันธกาล! พลันต่อมาปรากฏรังสีกระบี่อีกหนึ่งส่องประกายแวบวาบ ฉับพลันนั้นเอง ศีรษะทหารแคว้นชูราวห้าหรือหกคนปลิดปลิวจากบ่ากระดอนไปในอากาศ ยามนี้โลหิตสาดกระเซ็นเป็นฝองฝอยกระจายไปทั่ว……
สังหารในพริบตา!
กระบี่บินของเยี่ยฉวนมีสมรรถนะทางความเร็วเป็นเลิศ ดังนั้น ทั้งขุนศึกเต๋าแห่งดินแดนอันธกาลหรือทหารที่มียุทธ์ขั้นทะยานสวรรค์ที่กำลังปีนป่ายข้างกำแพง ล้วนไม่สามารถยับยั้ง! ฉะนั้นในเวลาไม่ช้านานจึงปรากฏว่าทหารที่กำลังปีนขึ้นไปทยอยหล่นร่วงหล่นลงจากกำแพง ครู่ต่อมาจะเห็นว่าเหลือทหารแคว้นชูเพียงหนึ่งเดียวบนกำแพง
และด้านล่างทหารแคว้นชูที่ทำท่าปีนตามกันขึ้นมา ต่างพากันถอยร่นกลับลงไปเป็นทิวแถว ชั่วระยะเวลาไม่เกินสิบอึดใจจึงไม่มีทหารหลงเหลือแม้สักคนเดียว ทิ้งไว้เพียงซากศพและชิ้นส่วนอวัยวะเกลื่อนบนพื้นดิน อีกทั้งบางส่วนกระจายติดอยู่ตามผนังกำแพงกลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้ง
บนพื้นที่ไกลออกไปนั่นเอง หลี่มู่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองขนาบด้านซ้ายมือเป็นคนถือดาบใหญ่ ชายผู้มีสีหน้าเฉยเมย มือควงดาบรวดเร็วและทุกครั้งที่ดาบเหวี่ยงไปรอบๆ จะเกิดรังสีแห่งดาบส่องประกายวาววับ คนที่ขนาบทางขวาคือหลีมู่หลิน! และมีคนเดินตามห่างออกไป เป็นชายที่สะพายคันธนูยาวซึ่งเป็นยอดฝีมืออีกคนจากแผ่นดินชิง!
หลี่มู่เดินมาหยุดที่เชิงกำแพงเมือง พลันเงยมองขึ้นไปที่คนบนกำแพง ทันทีที่เห็นเยี่ยฉวน จึงเอ่ยด้วยเสียงเจือแววเย้ยหยันเต็มที่ “เยี่ยฉวน เจ้า……” เยี่ยฉวนไม่รอช้ากระโจนพรวดลงจากกำแพงสูงรวดเดียวลงถึงพื้น จากนั้นก็เดินตรงเข้าหาหลี่มู่ซึ่งจ้องเขม็งแทบไม่กระพริบตา “ข้าขี้เกียจฟังเจ้าพูดจาไร้สาระ!”
ชายหนุ่มเบนหน้าไปทางคนถือดาบใหญ่ซึ่งอยู่อีกข้างของหลี่มู่ “เจ้าเองหรือทำร้ายพี่น้องข้า? กล้าดียังไงถึงทำกับเขาอย่างนี้?!” ว่าแล้วเยี่ยฉวนผลักนิ้วชี้ออกไปทางคนถือดาบใหญ่ พลันนั้นปรากฏกระบี่หนึ่งทะยานออกจากกาย! อีกฝ่ายมองมาจากระยะไกล เขาหรี่ตาลงนิดหนึ่ง จากนั้นจึงก้าวเท้าออกไปพร้อมกับตวัดดาบฟาดลงเบื้องหน้าทันที
