บทที่ 329 ข้ายังไม่อยากตายจริงๆ! (ปลาย)
แต่ก็ใช่ว่าจะหมดแค่นั้น เพราะขณะเดียวกัน มีบางคนดูเหมือนจะไม่ต้องพึ่งบันได โดยเฉพาะคนขั้นทะยานสวรรค์ด้วยพวกนี้มีทักษะทะยานขึ้นสู่กำแพงได้ในพริบตา!
ตอนนั้น พื้นที่ด้านบนของกำแพงเมืองเต็มไปด้วยสรรพเสียงของการรบราฆ่าฟัน! หากประตูเมืองถูกทำลายคงเป็นคราวเคราะห์ของเมืองไค่หยางเป็นแน่แท้! ด้วยกองทัพม้าเกราะเหล็กแห่งแคว้นชูนับแสนนายจะสามารถบุกเข้าเมืองได้โดยสะดวก ถึงตอนนั้น ทหารทั้งเมืองคงมิอาจต้านทาน ฉะนั้น จะยอมให้ประตูเมืองถูกทำลายไม่ได้เด็ดขาด!
โม่อวิ๋นฉีคิดแล้ว มือขวาจึงขยับกระชับไม้เท้าเหล็กกำแน่นขึ้นอีก ยิ่งเขากำมือแน่นเข้าเท่าไร ยิ่งทำให้บาดแผลที่ฝ่ามือกำลังจะแห้งกลับปริแตกกระทั่งโลหิตไหลซึม หากทว่าเขามิใส่ใจด้วยกำลังเพ่งสายตาจ้องแน่วไปที่หลีมู่หลินซึ่งห่างออกไป “ดูเหมือนวันนี้ข้าจะได้เป็นวีรบุรุษเสียที”
เกือบมิทันจบประโยค ฉับพลันคนที่อยู่เบื้องหน้าหายวับไปจากสถานที่ต่อหน้าโม่อวิ๋นฉี เขาเหยียดมุมปากออกสีหน้าเหี้ยมเกรียม ถ้าเขาคิดจะหนีก็คงทำได้หากมิใช่ตอนนี้ แต่ด้วยประตูเมืองที่ยันอยู่ข้างหลัง โม่อวิ๋นฉีจึงตัดสินใจกระโดดขึ้นสู่อากาศ และหมุนวนร่างกายจนเป็นวงกระทั่งไม้เท้าปรากฏเงาทับซ้อนหลายเงา
ทันใดนั้น หลีมู่หลินทะยานเข้ามาถึงพร้อมกับทวนในมือ ในขณะเดียวกัน ก็ชี้ปลายทวนมาทางที่โม่อวิ๋นฉีและกระแทกออกไปอย่างแรง พลันเสียงของโม่อวิ๋นฉีดังสะท้านจากที่กลางอากาศ “ไม้เท้าสยบฟ้าดิน!” จากนั้น เขาตวัดไม้เท้าในทิศทางจากบนลงล่าง ก่อให้เกิดเงาของไม้เท้ามากมายซ้อนเป็นหลายชั้น!
หนึ่งไม้เท้าทะยานสูงเสียดฟ้า! นี่คือวิชาคัมภีร์ไม้เท้าที่อาจารย์ใหญ่จี้เคยถ่ายทอดไว้ให้ก่อนตาย!
พลันไม้เท้าปะทะกับทวนยาว– เปรี้ยง!
เสียงดังบาดลึกจนแสบแก้วหู! ร่างโม่อวิ๋นฉีลอยละลิ่ว กระทั่งไปชนโครมเข้ากับประตูเมืองถัดไปนั้นเอง แรงปะทะส่งผลให้บานประตูสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เมื่อร่างหล่นร่วงทำให้พื้นดินยุบฮวบ ข้างหลีมู่หลินเองก็ถอยร่นไปไกลกว่าสามสิบจั้งเช่นเดียวกัน มิหนำซ้ำยังทำให้เกิดร่องลึกยาวเกือบสามสิบจั้งไปตามทาง!
ขณะที่คนกระแทกประตูค่อยผุดลุกขึ้นมา พลางยกหลังมือขึ้นปาดเช็ดโลหิตที่มุมปาก พร้อมจ้องเขม็งไปทางหลีมู่หลินไม่วางตา ซึ่งต่อมา คนผู้นั้นหันมองมาเช่นเดียวกัน โม่อวิ๋นฉีจึงแสยะยิ้มว่ากล่าว “เข้ามาเลย ไอ้ชาติชั่ว!” หลีมู่หลินหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย และกำลังทำท่าจะทะยานออกจากที่ ก่อนพอดีกับเงาของใครคนหนึ่งวูบขึ้นเข้าทางด้านหลัง!
เขาเหลือบมองจึงพบว่าเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษ แต่งกายค่อนข้างทะมัดแมง เส้นผมยาวพันรอบลำคอ แววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง มือข้างขวาถือดาบเล่มใหญ่ ดาบนั้นมีใบกว้างส่วนที่เป็นคมมีดกลับบางเฉียบ ตรงบริเวณสันดาบคล้องด้วยห่วงเหล็กจำนวนห้าห่วง ตรงด้ามจับพันด้วยผ้าทอชนิดหนึ่งซึ่งส่องแสงสว่างสุกใสแผ่กระจายจนทำให้มือคนเคลือบด้วยประกายสีแดง
คนที่เข้ามาใหม่ทะยานไปที่ประตูโดยในมือถือดาบเล่มใหญ่ ยังผลให้พื้นดินบริเวณที่ต้องคมดาบ พลันแยกออกจากกันเป็นร่องยาว ยามใดที่คนผ่าน ในขณะเดียวแรงผลักดันแผ่กระจายออกโดยรอบ กลุ่มทหารที่ออกันอยู่ในบริเวณ พากันกระจายกำลังออกไปด้านข้าง แสดงให้เห็นว่าพวกมันมิกล้าเข้าใกล้!
แข็งแกร่งยิ่งนัก! หลีมู่หลินจับตามองสีหน้าเปลี่ยนเป็นเครียดเคร่ง ในตอนนั้น เขาหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด นี่สินะคนที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่!
โม่อวิ๋นฉีซึ่งในเวลานั้นเข้ามาขวางประตูเมือง สายตาจ้องเขม็งคนที่กำลังพุ่งตรง ส่วนลึกในใจแท้จริงแล้วเขาอยากหลีกหลบตั้งแต่แว่บแรกที่เห็น! ด้วยร่างกายบอบช้ำจากการปะทะพลังกับหลีมู่หลินครู่ก่อน เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงผลักดันของคนมาใหม่ที่กำลังเข้ามา จึงประจักษ์แน่แก่ใจว่าอย่างไรเสียตนคงมิอาจสกัดกั้น!
การสกัดกั้นรังแต่จะทำให้ถึงแก่ชีวิต! คิดได้แล้วเขาส่งเสียงตะโกนหมายข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม “ให้ไว! ข้าคือศิษย์ฉางหลานเป็นพี่เป็นน้องกับหัวขโมยพี่เยี่ย วันนี้ข้าไม่ยอมเสียหน้าแน่ จะสู้ให้ถึงที่สุด!” พูดจบ เขากระแทกฝ่าเท้าขวาลงบนพื้นดินส่งร่างพุ่งเข้าหาชายถือดาบ ขณะเดียวกัน มือสองข้างกระชับไม้เท้าเหล็กสีดำแน่น!
ในตอนนั้น พลังชี่พลันแผ่กระจายออกจากกาย อีกทั้ง กระแสพลังยังหลั่งไหลเข้าสู่ไม้เท้าไม่ขาดสาย ขณะที่ แรงผลักดันจากไม้เท้าก็ไหลเข้ารวมในกายคน! ถึงกระนั้น แรงผลักดันของไม้เท้าก็มิอาจสู้แรงผลักดันแห่งดาบใหญ่ของคนผู้นั้น!
ถึงกระนั้น แววตามุ่งมั่นของโม่อวิ๋นฉีไร้ความเกรงกลัว มีแต่จะเร่งฝีเท้าเพิ่มความเร็วยิ่งขึ้นไปอีก! คนสองฝั่งต่างฝ่ายต่างเร่งความเร็วเข้าหากัน ระยะทางระหว่างทั้งสองสั้นเข้าทุกที ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย เหลือเพียงสี่จั้ง……สองจั้ง……หนึ่งจั้งสุดท้าย……
ชายคนนั้นสะบัดดาบในมือตวัดวาบ! ขณะที่โม่อวิ๋นฉีใช้สองมือผลักไม้เท้ากระแทกพรวดออกไป! ชั่วขณะหนึ่งความเงียบงันบังเกิด! ฉัวะ!
ไม้เท้าหักสะบั้นทันทีจากนั้นดาบเล่มใหญ่ฟาดลงมาตรงๆ จากเบื้องบนลงกลางศีรษะของโม่อวิ๋นฉี ซึ่งขณะนั้น เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมผงะถอยวาบ ทำให้รอดจากใบมีดเฉี่ยวไปเพียงปลายผม เมื่อพลาดเป้าทำให้ดาบใหญ่หล่นลงไปที่พื้น คนผู้นั้นผละจากดาบโดยฉับพลันเปลี่ยนเป็นพุ่งตัวเข้าหา จากนั้น กระแทกหัวเข่าฟาดเข้าที่บริเวณกลางลำตัวของโม่อวิ๋นฉีเต็มแรง!
อีกฝ่ายเบิกตากว้างอย่างตกใจขณะที่ร่างลอยละลิ่วไปไกลนับสิบสิบจั้ง ในที่สุด ก็ปะทะกับประตูเมืองหนาหนัก! ตู้ม! เสียงประตูสั่นสะเทือนอีกครั้ง ในตอนนั้น โม่อวิ๋นฉีหล่นตุ้บลงไปกองกับพื้นจนฝุ่นธุลีฟุ้งตลบ!
ที่ไม่ไกลนักคู่ต่อสู้เผยฝ่ามือข้างขวาออก พลันดาบเล่มใหญ่ที่หล่นอยู่เบื้องหลังทะยานวาบกลับมาสู่อุ้งมือผู้เป็นเจ้าของ จากนั้น คนก็จึงเดินย่างสามขุมตรงเข้าหาโม่อวิ๋นฉี! ซึ่งเมื่อเห็นเช่นนั้น คนที่พังพาบกับพื้นรีบขยับลุกขึ้นยืน ขณะที่ สำลักโลหิตสดๆ ออกมา พลันเขารู้สึกได้ทันทีว่ายามนี้อวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บจากอาการเจ็บปวดที่เป็นในตอนนี้!
สายตายังจ้องเขม็งคนที่กำลังเดินมาจากในระยะไกลพร้อมดาบเล่มใหญ่ เขาใช้แขนปาดโลหิตที่มุมปาก “ให้ตายเถอะหัวขโมยพี่เยี่ย เจ้าจะมาทันเก็บศพข้าไหม……?” นึกพลางกวาดตามองไปรอบบริเวณ หากก็ไม่เห็นแม้เงาของเยี่ยฉวน
ขณะนั้น ฝ่ายตรงข้ามเดินเข้าใกล้มาทุกทีๆ! โม่อวิ๋นฉีบิดยิ้มมุมปาก “หัวขโมยพี่เยี่ย……หัวขโมยพี่เยี่ย……หัวขโมยพี่เยี่ย……สหายรัก……มาช่วยหน่อย……ข้ายังไม่อยากตายจริงๆ!”
