Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 339


บทที่ 339 เจ้าก็ตายแล้วเหมือนกันหรือ?

……

เมื่อเยี่ยฉวนกระพือเปลือกตาขึ้น พลันกระแสแห่งรังสีเปล่งประกายเจิดจ้า หากในชั่วพริบตาถัดมา กระแสรังสีจากเยี่ยฉวนแกร่งกล้าขึ้นเป็นลำดับ อีกทั้งมิได้ด้อยกว่ากระแสพลังของหลี่มู่! คนผู้ซึ่งทันทีที่รับรู้ถึงกระแสพลังจากเยี่ยฉวนก็ถึงกับนิ่งอั้น แววตาบ่งบอกความประหลาดใจล้นเหลือ “เป็นไปได้อย่างไร……” ……

……

ตนเองนั้น เคยได้ยินมาก่อนว่าในยุทธภพมีวิธีการอย่างลับๆ ช่วยให้คนสามารถเพิ่มขั้นพลังปราณและพลังยุทธ์แบบชั่วครั้งชั่วคราวอยู่หลากหลายวิธี ถึงกระนั้นยังไม่เคยได้ยินว่าการเพิ่มขีดขั้นพลังจะสามารถกระทำได้สูงถึงระดับเดียวกับตนเอง! ก้าวจากขั้นสันโดษซึ่งเป็นขั้นพลังปัจจุบันของเยี่ยฉวน กระโดดข้ามถึงสามขั้นพลังเลยทีเดียว! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!……

..

ทว่าเยี่ยฉวนทำได้แล้วจริงๆ! นับว่าเยี่ยฉวนคนนี้ทำให้เขาทั้งประหลาดใจระคนสับสนยิ่งนัก ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นความกลัวที่กำลังก่อตัวจากส่วนลึกในจิตใจ! ตอนนี้หลี่มู่ยอมรับว่าตนเองรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ!

ไม่ไกลกัน ‘เยี่ยฉวน’ ก้าวช้าๆ ตรงเข้ามาหาหลี่มู่ ทุกย่างก้าวลงบนพื้นดินก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจนรู้สึกได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีกระแสพลังแผ่ซ่านจากตัวคนออกมาตลอดเวลา และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด……

หลี่มู่คำรามลั่น “ขั้นสูงกว่าผนึกยุทธ์งั้นหรือ? ไม่จริง พลังของเจ้ามันจอมปลอม!” ขณะพูด คนก็ก้าวเท้าออกพร้อมส่งนิ้วชี้ไปทางยังเยี่ยฉวน เมื่อเขาชี้มือออกไป พลันบังเกิดแรงกระเพื่อมในช่องอากาศตรงหน้า ‘เยี่ยฉวน’ อย่างรุนแรง ขณะต่อมานั้นเอง พื้นที่เบื้องหน้าชายหนุ่มปรากฏภาพเงามีรูปร่างคล้ายนิ้วมือมือยักษ์!

มือยักษ์ประจุไว้ด้วยพลังมหาศาล ยามเมื่อมันตวัดผ่านพลันส่งผลให้ช่องอากาศเบื้องหน้าเยี่ยฉวนสะบัดวูบบิดเบือน! จังหวะนั้นเยี่ยฉวนขยุ้มมือข้างขวาของตนเข้าหากันในลักษณะเป็นกรงเล็บงองุ้ม และตวัดกรงเล็บตะปบออกไปข้างหน้า

ตู้ม! พลันนิ้วมือยักษ์เบื้องหน้า ‘เยี่ยฉวน’ แตกกระจาย! คนที่อยู่ตรงข้ามหรี่นัยน์ตาลง ขณะเสียงครางแผ่วผ่านริมฝีปากออกมาอย่างเผลอไผล “เป็นไปได้อย่างไร……มะ ไม่จริง ข้าไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้ พลังของมันจะสูงกว่าผนึกยุทธ์ได้……”

‘เยี่ยฉวน’ แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม รอยยิ้มซึ่งไม่เหมือนรอยยิ้มของมนุษย์บนโลกนี้ พลอยมีผลให้ทหารและคนที่อยู่ในบริเวณเมื่อได้เห็นถึงกับขนหัวลุกชัน ในขณะที่ ‘เยี่ยฉวน’ ก้าวเท้าออกมาพลันร่างหายวับไปจากสายตา ความว่องไวมิใช่เพราะใช้ทักษะลัดวิถี! หลี่มู่เห็นการหายตัวไปต่อหน้าต่อตาของ ‘เยี่ยฉวน’ พลันสีหน้าตระหนกนัยน์ตาเบิกโพลง ขณะเดียวกัน คนก้าวเท้าออกมาก้าวหนึ่งพร้อมกับกระแทกหมัดพุ่งเข้าใส่ธาตุอากาศว่างเปล่าเบื้องหน้า!

ขั้นพลังผนึกยุทธ์ของหลี่มู่สามารถบิดเบือนทุกอย่างที่ขวางหน้าแม้แต่อากาศที่ว่างเปล่า ขั้นสูงกว่าผนึกยุทธ์สามารถฉกฉวยความได้เปรียบทุกสิ่งทั้งปวง ในตอนนั้นเขาจึงฉวยเอาความได้เปรียบเพิ่มขีดพลังกล้าแกร่งของตนด้วยอำนาจและพลังธรรมชาติที่อยู่ล้อมรอบตัว นี่คือขั้นพลังซึ่งถูกเรียกขานว่า ควบยุทธ์สะท้านภพ! ถึงขั้นพลังจะสามารถควบคุมทุกสรรพวิชาที่มีในยุทธภพ!

พลังหมัดของหลี่มู่ที่ผลักออกมามิใช่สามัญธรรมดา ความรุนแรงสามารถทำลายเมืองทั้งเมืองให้พินาศได้ในพริบตา……อย่างไรก็ตาม หมัดนั้นกลับหยุดชะงักด้วยกรงเล็บของ ‘เยี่ยฉวน’ ตะปบได้ทันควัน! กรงเล็บ ถูกตะปบไว้!

สายตาจับภาพ ‘เยี่ยฉวน’ กางกรงเล็บตะปบนิ้วมือยักษ์ หลี่มู่หน้าตื่นตกตะลึง……ทันใดนั้น พลังหมัดก็ถูกบีบบดจนระเบิดแตก ทว่ามันก็ได้สกัดการจู่โจมของกรงเล็บของ ‘เยี่ยฉวน’ ไว้ทันท่วงที พลัน ‘เยี่ยฉวน’ ออกแรงบีบขยี้มือที่กำหมัดของหลี่มู่ในกรงเล็บและดึงกระชากอย่างรุนแรง

เปรี๊ยะ! เสียงท่อนแขนข้างนั้นของหลี่มู่ฉีกขาดออกจากตัวคน โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่ว! หลี่มู่ได้รับบาดเจ็บ สีหน้าหวาดกลัวทำท่าผงะถอยออกห่างทันที ขณะเดียวกัน ‘เยี่ยฉวน’ ผลักกรงเล็บเข้าหาอีกฝ่ายก่อนที่คนจะทันกระถดหนี พร้อมกับที่ ‘เยี่ยฉวน’ จิกกรงเล็บตะครุบเข้าที่คอหอยของหลี่มู่ก่อนจะทะยานวาบออกห่างจากสถานที่ไปไกลกว่าครึ่งลี้พร้อมลำคอของอีกฝ่ายติดไปกับกรงเล็บ

เมื่อเขาหยุดลง ‘เยี่ยฉวน’ เหวี่ยงหลี่มู่หล่นกระแทกพื้นดินเบื้องล่างอย่างแรง! ตู้ม! พื้นเบื้องล่างระเบิดออก พร้อมร่างของหลี่มู่ดิ่งจมลงไปในรอยแผ่นดินแตกแยก ‘เยี่ยฉวน’ ถลันเข้าไป จากนั้นก็จึงยกฝ่าเท้ากระแทกลงไปที่ศีรษะของอีกฝ่ายโดยแรง เปรี้ยง! ร่างของหลี่มู่จมพรวดลึกลงไปอีก ในขณะนั้น ร่างกายและเท้าทั้งสองข้างซึ่งโผล่ขึ้นมาบนดินสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด!

‘เยี่ยฉวน’ ยืนมองหลี่มู่แววตาเย็นเยือก ขณะต่อมา เขาจับขาทั้งสองของหลี่มู่ซึ่งโผล่ขึ้นมาบนพื้น ก่อนจะฉีกกระชากจนร่างกายคนขาดออกเป็นสองซีก! แคว่ก! ร่างของหลี่มู่ถูกฉีกออกเป็นสองส่วนในทันที! ทุกคนที่มองดูเหตุการณ์นัยน์ตาเหลือกลานด้วยความสยดสยอง! ยอดยุทธ์ขั้นควบยุทธ์สะท้านภพต้องมาตายอย่างน่าอนาถด้วยฝีมือเยี่ยฉวนหรือ?

ขณะนั้น ‘เยี่ยฉวน’ หันไปรอบตัวและพบว่าทัพทหารเริ่มพากันถอยร่นห่างไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บางคนแข้งขาอ่อนดุจไร้เรี่ยวแรงอย่างกระทันหัน ด้วยมันทรุดฮวบกองอยู่ตรงนั้น! จากนั้นชายหนุ่ม ‘เยี่ยฉวน’ แหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า แววตาเป็นประกายปรากฏร่องรอยความกระหายสุดประหลาด

อิสรภาพ! ราวกับเขาไม่ได้รับอิสรภาพมานานแสนนาน! จากนั้นเขาค่อยปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ จนเวลาผ่านไปเป็นครู่ ทันใดนั้น เยี่ยฉวนหันขวับมองไปยังกลุ่มกองทัพเพลิงโลกันตร์ซึ่งยืนตกตะลึงอยู่ไม่ไกลนัก ฉับพลันนั้นเอง เขาส่งมือข้างที่เป็นกรงเล็บยื่นออกไป

ตู้ม! ภายหลังจากเสียงระเบิดสนั่น ร่างของพลม้าร่วงหล่นลงบนพื้นเป็นระนาว โลหิตกระเซ็นออกจากชุดเกราะที่สวมทับร่างไหลนองเต็มพื้น จำนวนทหารที่ล้มตายระเนระนาดมากกว่าร้อย! แต่อาวุธที่พวกทหารนำมา ไม่ได้บุบสลายแต่อย่างใด!

คนชื่อ ‘เยี่ยฉวน’ เหลือบตามองทัวป้าเหยียนซึ่งนอนหน้าซีดอยู่บนพื้นดินถัดออกไป ก่อนจะขยับมือชี้นิ้วตรงไปยังคนที่ไม่ได้สติพลันลำแสงสีเขียวประหลาดพุ่งวาบหายเข้าไปในกายของทัวป้าเหยียน ชั่วพริบตาถัดมา เยี่ยฉวนกลับเป็นฝ่ายที่มีอาการสั่นสะท้าน ขณะนั้น ร่างเงาพร่าเลือนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบนอย่างรวดเร็วก่อนพุ่งหายเข้าไปในก้อนเมฆอย่างไร้ร่องรอย

เยี่ยฉวนล้มตัวลงนอนแผ่อยู่บนพื้น นัยน์ตาว่างเปล่าก่อนเปลือกตาที่กำลังหรี่ปรือค่อยๆ ปิดลงช้าๆ บางสิ่งบนชั้นสองได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว! บางสิ่งนั้นหายไปแล้วพร้อมกฎแห่งเต๋า แล้วเขาจะกลับมา……เพราะกฏแห่งเต๋าจะยอมปลดปล่อยก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราว……เพราะจุดกำเนิดของสิ่งนั้นยังถูกผนึกไว้บนชั้นสอง ตราบใดที่จุดกำเนิดยังอยู่ที่เดิม บางสิ่งจะกลับมา!

หากก็ยังสร้างความกังวลให้แก่เยี่ยฉวนไม่น้อย เพียงเท่าที่ได้เห็นผลจากบางสิ่งเข้าสิงร่างก่อนหน้านั้น แน่ชัดว่าบางสิ่งที่อยู่บนชั้นสองไม่ใช่สิ่งดี! หรือต้องบอกว่าโรคจิตเสียด้วยซ้ำ! ด้วยชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกว่า บางสิ่งประสงค์ต่อชีวิตของเขาด้วยเช่นกัน! ถึงแม้จะไม่ต้องการสังหารเขาในเวลานี้ อาจเพราะเห็นแก่สตรีลึกลับและหอคอยแห่งเรือนจำ! มิเช่นนั้นเยี่ยฉวนคงได้ตายเป็นครั้งที่ร้อยที่พันครั้ง!

ถ้าบางสิ่งถูกปลดปล่อย เชื่อแน่ว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น! ในเวลานี้ เยี่ยฉวนจำต้องหยุดคิดว่ายอดยุทธ์บนชั้นสองไปอยู่เสียที่ไหนไว้ก่อน เมื่อพวกเจียงจิ่วเข้ามาช่วยพยุงตัวให้ลุกขึ้น ชายหนุ่มจึงหันไปพูดว่า “ท่านนำกำลังออกติดตามพวกเศษสวะแคว้นชูที่แตกทัพหนีไปดีกว่าขอรับ ทางนี้เดี๋ยวข้าจัดการเอง!”

เมื่อกองทัพเพลิงโลกันตร์พ่ายแพ้ ทหารแคว้นชูเริ่มพากันหลบหนีไปทันที ส่วนดินแดนอันธการพวกมันก็เร้นกายรวดเร็ว หายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน! ชายหนุ่มพูดเสียงเบาท่าทางอ่อนล้าเล็กน้อย “ทหารม้าแคว้นชูกำลังเสียขวัญ พวกมันหลบหนีไปอย่างไม่เป็นกระบวน นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับแคว้นเจียง ถ้าเราไม่รีบฉวยโอกาสนี้รุกไล่และตีให้แตกย่อยยับ ปล่อยไว้ต่อไปมันอาจกลับมารวมกลุ่มก้อนได้อีก เช่นนั้นแล้วเราจะจัดการได้ยาก! อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอย! รีบไปจัดการเถอะขอรับ ข้าไม่เป็นไร!”

เจียงจิ่วหันมามองคนพูดนิ่งนาน “ดูแลตัวเองด้วยก็แล้วกัน!” จากนั้นก็รีบควบม้าผละไปทันที เพียงไม่นานเจียงจิ่วได้นำกำลังทหารแคว้นเจียงซึ่งยังมีพลังการต่อสู้เต็มเปี่ยมทะยานออกไปจากบริเวณ ก่อนจะมุ่งหน้าไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มมองตามไปจนลับตา จากนั้นเขาหันกลับเดินไปที่ทัวป้าเหยียน ซึ่งเวลานี้แม้สีหน้าของหญิงสาวออกจะย่ำแย่อยู่มาก ทว่ารัศมีแห่งสัญญาณชีพยังคงอยู่! นี่เองคือเหตุผลที่ว่าทำไมเยี่ยฉวนจึงยอมมอบกฎแห่งเต๋าให้แก่ยอดยุทธ์บนชั้นสอง! เพื่อให้บางสิ่งยอมช่วยชีวิตทัวป้าเหยียน! ดังนั้นเขาจึงยอมแลกด้วยกฎแห่งเต๋า!

ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากเยี่ยฉวน บางสิ่งบนชั้นสองก็จะไม่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากหอคอยแห่งเรือนจำด้วย เพราะบางสิ่งถูกผนึกไว้จึงไม่อาจออกจากหอคอยได้เอง! การมอบกฎแห่งเต๋าให้แก่บางสิ่งบนชั้นสองนั้นถือว่าเสี่ยงไม่น้อย ถ้าบางสิ่งนั้นไปแล้วไปลับไม่กลับมาพร้อมด้วยกฎแห่งเต๋า มีหวังเยี่ยฉวนคงถูกสตรีลึกลับตีตายคามือแน่!

ชายหนุ่มคิดซ้ำซากวนเวียน สุดท้ายเขาต้องล้มเลิกความคิดลงชั่วคราว จากนั้นจึงค่อยทรุดตัวคุกเข่าลงข้างทัวป้าเหยียน ก่อนจะลอบพิจารณาสตรีตรงหน้าพลางท่าทีครุ่นคิดอยู่ลึกๆ ก่อนหน้านั้นหากมิใช่เพราะโล่สายฟ้าของทัวป้าเหยียน เยี่ยฉวนคงสิ้นชื่อไปแล้วด้วยมือของหลี่มู่! หลี่มู่! สถานศึกษาฉางมู่!

คิดแล้วเยี่ยฉวนได้แต่กำหมัดแน่น เขาประมาทการตัดสินใจของสถานศึกษาฉางมู่เกินไป เมื่อเห็นการพัฒนาขั้นฝีมือของเยี่ยฉวน ยิ่งทำให้สถานศึกษาแห่งนั้นเกิดความความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่อีกต่อไป! เรื่องราวระหว่างเขากับสถานศึกษาฉางมู่ จะไม่มีใครยอมเลิกราจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มหายตายจาก

พลันคนที่นอนไม่ได้สติเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวที่มือสั่นน้อยๆ เยี่ยฉวนเห็นดังนั้นจึงรีบกุลีกุจอพยุงอีกฝ่ายลุกนั่ง เปลือกตาของหญิงสาวกระพริบถี่ ก่อนจะเผยอขึ้นทีละน้อย เมื่อสายตามองเห็นเยี่ยฉวนถนัดชัดเจนนางจึงนิ่งงันไปชั่วขณะ “เจ้าก็ตายแล้วเหมือนกันหรือ?” ชายหนุ่มขยับยิ้มมุมปาก “ใช่ ข้าตายเป็นเพื่อนเจ้ายังไงล่ะ!”

อีกฝ่ายชะงัก ก่อนจะถอนใจเฮือกจากนั้นจึงมีเสียงพูดว่า “ทำไมโง่อย่างนี้? เจ้า……” คำพูดมิทันจบนางจึงหันไปมองรอบตัว ก่อนสายตาตวัดกลับมาจ้องหน้าเยี่ยฉวน ดวงตาคู่งามมีร่องรอยเกรี้ยวกราด “อยากตายมากนักหรือไง?!” เยี่ยฉวนปล่อยหัวเราะพรืด “ข้าล้อเล่น สนุกจะตาย!” หากฝ่ายคนฟังถามกลับรัวเร็ว “ทำไมข้าถึงยังไม่ตาย?”

ชายหนุ่มนิ่งไปนิดหนึ่ง “มีคนช่วยชีวิตเจ้าไว้น่ะซี” เยี่ยฉวนนิ่งคิดวินาทีเดียว ก่อนถามขึ้นว่า “ตอนนั้นนึกยังไงจึงออกมาขวาง? เจ้าอาจถึงตายได้เชียวนะ!” หญิงสาวเม้มปาก ก่อนพูดหน้าตาเฉย “ถ้ารู้ว่าต้องตาย ข้าก็จะไม่ทำแบบนั้น!” เมื่อได้ยินคนกล่าวเช่นนั้นเยี่ยฉวนถึงกับนิ่งงัน เขาเงียบไปครู่ใหญ่ ขณะที่ความรู้สึกหลายอย่างประดังประเด ทั้งสิ้นหวังและนึกตำหนิตัวเอง……

พักใหญ่ต่อมา เขาถึงได้มีเสียงพูดพร้อมรอยยิ้มแห้งแล้ง “นั่นสิ……” ทัวป้าเหยียนชำเลืองมองคนตรงหน้าพลางเบี่ยงตัวห่างออกจากวงแขนของเขา จากนั้นจึงพยายามยันกายลุกขึ้นยืน หลังจากทรงตัวได้ก็เดินออกไปทั้งสีหน้าเรียบเฉย ครู่ต่อมา กองทัพม้าแห่งแคว้นหนิงโดยการนำของทัวป้าเหยียนก็เดินทางกลับไปทันที

ในระหว่างนั้น โม่อวิ๋นฉีเดินกระโผลกกระเผลกเข้ามายืนเคียงข้าง สายตาเหลือบมองก่อนจะเอื้อมมือมาตบบ่าเยี่ยฉวน ที่ขณะนั้นมองอย่างงงันไปทางกองทัพม้าและคนซึ่งกำลังห่างออกไปทุกที “นี่หัวขโมยพี่เยี่ย เจ้ามันโง่หรืออะไรกันแน่?”

เยี่ยฉวนสีหน้างุนงงหนักหันมามองคนพูด

อีกฝ่ายส่ายหน้าด้วยความระอา “หัวขโมยพี่เยี่ย นางมาเพื่อช่วยเจ้า คิดสิว่าที่นางทำลงไปนั่นเพราะใคร? เพราะแคว้นเจียงงั้นหรือ? ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า มีหรือแคว้นหนิงจะยกทัพมาช่วยแคว้นเจียง ยิ่งกว่านั้น ความนัยระหว่างเจ้าสองคนเป็นใครก็ดูออกตั้งแต่ทีแรก……ข้าจึงมั่นใจว่านางมาที่นี่ก็เพราะเจ้านั่นแหละ!”

เสียงพูดหยุดลงก่อนจะมีเสียงถอนใจเฮือก “ก่อนที่จะถามอะไรโง่ๆ ช่วยกรุณาใช้สมองคิดสักนิดเถอะ ตอนที่คนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพซัดพลังใส่เจ้าน่ะ นางเป็นถึงผู้นำแคว้น มีหรือจะไม่รู้พิษสงความร้ายกาจของเจ้าหลี่มู่นั่น? แต่นางกลับพร้อมที่จะสละชีวิตออกมาขวางให้เจ้าเชียวน่ะ”

เยี่ยฉวนอ้าปากค้างนิ่งงัน เขายืนนิ่งพูดไม่ออกไปอึดใจใหญ่ พลันหันไปซัดบั้นท้ายโม่อวิ๋นฉีป้าบเบ้อเริ่ม “ให้ตายซี ทำไมเพิ่งมาพูดเอาป่านนี้?!” ว่าแล้วคนก็หายออกไปจากที่ โดยไม่รอฟังอีกฝ่าย ซึ่งขณะนั้นโม่อวิ๋นฉีลงไปนอนพังพาบคลำด้านหลังป้อย ก่อนจะมีเสียงโอดครวญ “อุบ๊ะ ก็เจ้าไม่ถามข้านี่!……”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version