บทที่ 349 ข้ายอม! (ต้น)
ตกลง! เยี่ยฉวนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ นางตกลงง่ายๆ อย่างนี้เองหรือ? เขาจึงถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “เจ้าจะเข้าร่วมกับฉางหลาน แน่ใช่ไหม?” เจี้ยนชูชูพยักหน้า พลางตอบชัดถ้อยชัดคำ “แน่สิ! เจ้าเป็นคนที่มีพลังกล้าแกร่ง ถ้าข้าติดตามเจ้าก็น่าจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง อย่างที่บอกนั้นล่ะหากวันหนึ่งวันใดที่ข้ากล้าแกร่งกว่าเจ้า ข้าจะไป”
เยี่ยฉวนบิดมุมปากยิ้ม “ตกลง! ถ้าอย่างนั้นก็ตามมา กลับฉางหลานด้วยกัน!” เพียงเท่านี้ สถานศึกษาฉางหลานก็ได้คนระดับขั้นปรมาจารย์กระบี่เข้ามาเพิ่มอีกคน! เยี่ยฉวนรู้สึกครึ้มอกครึ้มใจเป็นที่ยิ่งนัก! ปรมาจารย์กระบี่! จากที่สังเกตทักษะการเคลื่อนไหวของเจี้ยนชูชู นางขึ้นถึงระดับสุดยอดปรมาจารย์กระบี่แล้ว ซึ่งหมายความว่านางอาจขึ้นสู่ขั้นจ้าวกระบี่เมื่อไรก็ได้! ถ้าเจี้ยนชูชูเป็นจ้าวกระบี่อีกคน ฉางหลานจะได้ชื่อว่ามีสุดยอดผู้เยี่ยมยุทธ์อยู่ในสถานศึกษา!
เมื่อเยี่ยฉวนและเจี้ยนชูชูกลับมาถึงยังสถานศึกษาฉางหลาน ชายหนุ่มจึงเรียกประชุมศิษย์ทันที เวลานี้ภายในฉางหลานเหลือศิษย์อยู่ไม่ถึงสามสิบคน อย่างไรก็ตามทั้งสามสิบคนที่เหลือ……ดูเหมือนพวกเขาจะเติบโตขึ้นมากภายหลังจากผ่านสมรภูมิรบที่เมืองไค่หยาง!
ณ บริเวณด้านหน้าหอประชุมฉางหลาน เยี่ยฉวนยืนกลางเผชิญหน้ากับบรรดาศิษย์ ฝั่วขวามือคือไป่เจ๋อ โม่อวิ๋นฉี จี้อันซื่อและอีกคนที่เพิ่งมาคือเจี้ยนชูชู ชายหนุ่มก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนตั้งคำถามกับบรรดาศิษย์ “พวกเจ้ารู้สึกดีใจไหมที่มีชีวิตรอดกลับมาได้?” ทุกคนหันมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยไม่แน่ใจถึงความนัยที่แฝงในคำถามนั้น!
คนถามจึงกล่าวเสียงเบาว่า “พี่น้องหลายคนต้องจบชีวิตที่เมืองไค่หยาง” ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณลาน เสียงเยี่ยฉวนพูดต่อว่า “ครั้งหนึ่งเคยมีพี่น้องพูดกับข้าว่า ‘คนที่ออกไปเผชิญโลกและเรียนรู้ฝึกฝนพลัง ถ้าต้องตายเพราะตนเองยังไม่แข็งแกร่งพอเช่นนั้นก็สมควรแล้ว’ ข้าอยากให้พวกเจ้านำคำพูดนี้กลับไปคิดทบทวนอีกครั้ง ยุทธภพไม่ได้สวยงามน่าอยู่อย่างที่คิด ถ้าพวกเจ้าแข็งแกร่ง……ไม่สิ..มีแต่ต้องแข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะทำให้อยู่รอดได้! นับจากนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าจะต้องฝึกฝนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า!” จากนั้นเขาเผยฝ่ามือยื่นมาข้างหน้า พลันศาสตราวุธขั้นประกายแสงปรากฏวางบนฝ่ามือ
ทันทีที่ศาสตรวุธเผยออกมาต่อหน้า ศิษย์หลายคนมองด้วยแววตาเป็นประกาย เยี่ยฉวนตั้งคำถามอีกว่า “พวกเจ้าอยากได้ของล้ำค่าชิ้นนี้หรือไม่?” พลันทุกคนพยักหน้าอย่างกระตือรือล้น ชายหนุ่มจึงว่า “อยากได้งั้นหรือ? เอาล่ะ ศิษย์คนไหนที่บรรลุขั้นผสานเทพได้ก่อน เขาคนนั้นจะได้ครอบครองของอาวุธล้ำค่าชิ้นนี้” บรรลุขั้นผสานเทพ! หลายคนสีหน้าเปลี่ยนสลดวูบ ด้วยพวกเขาเพิ่งบรรลุทะยานสวรรค์เพียงเท่านั้น!
เยี่ยฉวนเห็นเช่นนั้นจึงพูดอีกว่า “มีอีกเรื่อง ข้าได้เพิ่มกฎขึ้นใหม่อีกข้อหนึ่ง ทุกเดือนจะมีการประเมินฝีมือของแต่ละคน คนที่เป็นสามอันดับแรกจะได้รับรางวัลเป็นคัมภีร์ทักษะยุทธ์ขั้นปฐพี และคัมภีร์พลังปราณ ศิษย์ที่ได้อันดับสูงที่สุดจะได้สุดยอดศิลาจิตวิญญาณเป็นรางวัลพิเศษ ส่วนคนที่อยู่อันดับรั้งท้ายจะถูกคัดออกจากสถานศึกษาฉางหลานทันที!” สิ้นคำประกาศของเยี่ยฉวน ทุกคนในลานต่างตกตะลึงนิ่งงัน ทั้งโม่อวิ๋นฉีและคนอื่นหันขวับมองมาที่เยี่ยฉวนเป็นตาเดียว
ถูกไล่ออกจากสถานศึกษาฉางหลาน? บรรยากาศเคร่งเครียดขึ้นทันใด! หลังจากนั้นไม่นาน เสียงเยี่ยฉวนพูดแผ่วเบา “นี่คือบทลงโทษและให้รางวัล คำสั่งจะมีผลนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เลิกประชุมได้!” ในตอนนั้น เหล่าศิษย์ทั้งหลายออกอาการเคร่งเครียดจริงจัง ถูกไล่ออกจากฉางหลาน! เวลานี้การที่ได้เข้ามาเป็นศิษย์ฉางหลานเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนในแคว้นเจียง ถ้าถูกไล่ออกจึงเท่ากับแสงสว่างที่เคยเรืองรองสดใสกลับวูบหายฉับพลัน
ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายที่จากไป! ชั่วเวลาเพียงครู่เดียวศิษย์ฉางหลานต้องตกอยู่ในสถานการณ์เคร่งเครียด! เมื่อศิษย์คนสุดท้ายเดินออกจากลานไป โม่อวิ๋นฉีหันมาเอ่ยกับเยี่ยฉวนด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “หัวขโมยพี่เยี่ย จะไม่โหดร้ายกับพวกเขาไปหน่อยหรือ?”
อีกฝ่ายส่ายหน้าช้าๆ “เจ้าเคยพบขุนศึกเต๋าของสถานศึกษาฉางมู่ เคยพบกับกองกำลังหยาจื้อและยังเคยพบกองทัพเพลิงโลกันตร์แห่งอาณาจักรต้าอวิ๋นมาแล้ว ไหนเจ้าลองเปรียบเทียบดูสิ แล้วบอกข้าหน่อยว่าเมื่อเทียบกันแล้วศิษย์ของเราเป็นยังไงบ้าง?” โม่อวิ๋นฉีนิ่งไป เพราะเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!
เยี่ยฉวนจึงว่าต่อไป “ถ้าไม่โหดร้ายกับศิษย์ของเราในวันนี้ วันหนึ่งศัตรูก็จะกระทำโหดร้ายต่อพวกเขา พวกเจ้าสามคนก็เช่นกัน อาจารย์โม่ อาจารย์ไป่และแม่นางอันซื่อ ความแข็งแกร่งของพวกเจ้ายังไม่เพียงพอ เปรียบเทียบกับบรรดายอดฝีมือจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์พวกนั้น เจ้ายังห่างไกลกว่าพวกเขามากนัก จงฝึกฝนให้หนัก พวกเจ้าต้องการใช้ของล้ำค่าไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ข้าจะพยายามหามาให้ทุกอย่างที่ดีที่สุด! ข้าหวังว่า วันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับพวกเราจะคงยังมีกันและกัน” พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกจากลานไปทันที
ทิ้งให้โม่อวิ๋นฉีและคนอีกสองคนที่เหลือนิ่งขึงอยู่กับที่ พวกเขาบรรลุถึงขั้นผสานเทพแล้วทุกคน จี้อันซื่อก็บรรลุขั้นผสานเทพเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังไม่พอ! ด้วยถึงจะเป็นผสานเทพ หากเป็นผสานเทพที่มีทั้งกล้าแกร่งและอ่อนด้อย สำหรับคนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาทั้งสามไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้มีพลังกล้าแกร่งแต่อย่างใด!
ภายหลังจากนิ่งอึ้งกันไปครู่ใหญ่ จึงมีเสียงของโม่อวิ๋นฉีประกาศกร้าว “พวกเราจะต้องเพิ่มการฝึกฝนเป็นสองเท่าเหมือนกัน!” ไป่เจ๋อผงกศีรษะว่าเห็นพ้องด้วย ส่วนจี้อันซื่อหยิบซาลาเปาขึ้นมาโยนใส่ปากเคี้ยวกร้วมโดยไม่ออกความเห็น เจี้ยนชูชูเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ว่า “อาณาจักรต้าอวิ๋น พวกนี้มีพลังอำนาจมหาศาล”
สายตาของคนอีกสามคนที่อยู่ในที่นั้นหันมามองผู้พูดด้วยความสนใจ นางจึงเอ่ยพูดเสียงจริงจัง “ข้าแค่ลองคำนวณเล่นๆ ถ้าสถานศึกษาฉางหลานกับอาณาจักรต้าอวิ๋นต่อสู้กับแบบซึ่งหน้า ฉางหลานไม่มีแม้โอกาสที่จะเอาชนะ อีกทั้งพวกเจ้ายังมีศัตรูตัวฉกาจอื่นอีกฉางมู่และดินแดนอันธกาล! ถ้าทั้งสองขั้วอำนาจนี้ร่วมมือกัน พวกเจ้ามีแต่แพ้กับแพ้!”
โม่อวิ๋นฉีแย้งเสียงเข้ม สีหน้าบอกบุญไม่รับ “พวกเราเคยชนะมันมาก่อน!” อีกฝ่ายหันขวับมามองคนพูดทันที แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช “เจ้านี่มันโง่จริงๆ!” ฝ่ายที่ถูกประนามได้ยินถึงกับเกือบบันดาลโทสะ! เจี้ยนชูชูพูดต่อไป “ถ้าวันใดที่เยี่ยฉวนบรรลุขั้นผสานเทพ นั่นหมายความว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะส่งคนขั้นผนึกยุทธ์มาที่นี่ได้ ยังไงล่ะ!”
ได้ยินหญิงสาวตรงหน้าแถลงไขมาเช่นนั้น ทั้งโม่อวิ๋นฉีและคนสองคนสีหน้าเผือดวูบ! พวกเขาลืมนึกถึงในข้อนี้เสียสนิท! ขั้นพลังผนึกยุทธ์! ถ้าเยี่ยฉวนยิ่งแข็งแกร่งขึ้น นั่นหมายความว่าคนที่สถานศึกษาฉางมู่และดินแดนอันธกาลส่งมาอาจเป็นยอดยุทธ์ขั้นผนึกยุทธ์เพื่อสังหารเยี่ยฉวน เมื่อถึงเวลานั้นฉางหลานจะต้านทานยอดยุทธ์ผนึกยุทธ์เหล่านั้นได้อย่างไร?
หลังจากนั้นพักใหญ่ คนทั้งสามพากันแยกย้ายออกไปจากบริเวณลาน ต้องฝึก! ฝึกฝนให้หนัก! ทั้งแคว้นเจียงและสถานศึกษาฉางหลาน หาได้เป็นผู้ชนะในการต่อสู้ครั้งที่ผ่านมาไม่ นี่เพียงแค่เริ่มต้น! ด้วยยอดยุทธ์ขั้นผนึกยุทธ์เป็นกองกำลังหลักที่สำคัญของมหาอำนาจเหล่านี้!
