Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 351


บทที่ 351 สายเลือดเทพแห่งสงคราม! (ต้น)

ยอม!

เยี่ยฉวนรู้อย่างกระจ่างแจ้งว่าฉางหลานในทุกวันนี้ยังแข็งแกร่งไม่พอ และต้องการการพัฒนาฝีมืออย่างเร่งด่วน! ส่วนการพัฒนาชนิดค่อยเป็นค่อยไปนั้นลืมได้เลย เพราะสถานศึกษาฉางมู่ อาณาจักรต้าอวิ๋น และดินแดนอันธการ พวกเขาจะไม่คอยจนถึงวันนั้นแน่!

ศิษย์และคนเหล่านี้ต้องพัฒนาขั้นพลังอย่างด่วนที่สุด! ทว่ายิ่งพัฒนาเร็ว ยิ่งสิ้นเปลือง! สิ้นเปลืองอย่างมหาศาล! เคราะห์ยังดีที่เยี่ยฉวนได้เตรียมอาวุธสำหรับกองกำลังขุนศึกเต๋าไว้แล้ว มิฉะนั้นการก่อตั้งกองกำลังคงไม่อาจสำเร็จได้ ทว่าถึงจะก่อตั้งได้ แต่ก็จะไม่ใช่กองกำลังกล้าแกร่งอย่างที่ใจปรารถนา!

ถึงตอนนี้เยี่ยฉวนรู้สึกสับสนวุ่นวายใจอยู่บ้าง! ด้วยค่าใช้จ่ายที่แพงหูฉี่ เหมือนกับผลาญเงินผลาญทองดีๆ นี่เอง! เจียงจิ่วเองก็เคร่งเครียดไม่แพ้กัน ต่อให้เป็นแคว้นเจียงก็คงไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่วของกองกำลังนี้ได้! อีกทั้งเยี่ยฉวนยังต้องเลี้ยงดูศิษย์และคนฉางหลานอีกหลายชีวิต……

ทว่าชายหนุ่มไม่อาจท่องยุทธภพและเก็บกวาดเอาทรัพย์สินของฝ่ายตรงข้ามได้ตลอดเวลา!

หลู่จิวเก้อหันไปพูดกับเยี่ยฉวนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าต้องหาวิธีที่จะทำให้ฉางหลานมีรายรับขึ้นมาให้ได้!” เยี่ยฉวนเบนหน้ามาทางคนพูด เสียงของนางจึงกล่าวต่อไปอีกว่า “เจ้าคิดจะเลี้ยงดูคนทั้งฉางหลานอยู่คนเดียวหรือยังไง? คิดน่ะง่ายแต่ทำยาก เจ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ตลอดรอดฝั่งหรอก สถานศึกษาฉางหลานเวลานี้จัดว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอำนาจแห่งแคว้นเจียง ซึ่งสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวของมันเอง”

เยี่ยฉวนขมวดคิ้วนิ่งฟังอย่างสนใจ “อย่างไรหรือขอรับ?” คนบนรถเข็นเงียบไปครู่หนึ่งจึงว่า “เรื่องนี้เจ้าต้องคิดเอาเอง”

ชายหนุ่มสีหน้าฉงนสงสัย “……”

หารายได้!

หลังจากประชุม เยี่ยฉวนนำเจียงจิ่วออกมาสมทบกับพวกโม่อวิ๋นฉีที่หอโถงฉางหลาน โดยมีคนอื่นๆ อยู่ด้วยเพื่อมาช่วยกันระดมความคิด ทุกคนพยายามเสนอความคิดวิธีการหาเงิน!

ลำพังเยี่ยฉวนไม่สามารถหาเลี้ยงคนทั้งฉางหลานได้ตลอดไป ดังนั้น ต้องทำให้ฉางหลานมีรายได้ ภายหลังจากฟังคนโน้นคนนี้เสนอความเห็นกันมาพอสมควร เจี้ยนชูชูอดรนทนไม่ได้จึงทะลุกลางปล้อง “เรื่องนี้ไม่ยากเลยไม่ใช่หรือ?” เมื่อทุกคนเบนสายตามามองคนพูดเป็นตาเดียว นางกระพริบตาปริบๆ ก่อนขยายความว่า “ประการแรกต้องเก็บค่าเล่าเรียนจากศิษย์รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำวัน สำหรับคนที่ฐานะไม่ค่อยดีก็ให้ส่วนลดตามความเหมาะสม ยกเว้นคนที่ร่ำรวยจะไม่ได้ส่วนลด!”

จากนั้นคนพูดชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว “ประการที่สองเปิดฉางหลานให้เป็นสถานที่สาธารณะ ชาวเมืองที่ต้องการเข้ามาเยี่ยมและชมการฝึกซ้อมจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งแน่นอนพวกเราค่อยมาคิดเรื่องค่าธรรมเนียมในราคาที่เหมาะสมทีหลัง อีกอย่างภูเขาที่อยู่ด้านหลังสถานศึกษาฉางหลานมีพื้นที่กว้างขวางมาก สามารถปรับปรุงให้มีทัศนียภาพสวยงามได้ บางทีถ้าเราค้นหาดีๆ อาจพบแหล่งแร่แห่งจิตวิญญาณหรืออะไรทำนองนั้น และถ้าเป็นจริงต่อไปฉางหลานก็จะรวยเละ!”

คนพูดคล่องปรื๋อก่อนจะชูสามนิ้ว “ประการที่สามถ้าไม่มีแหล่งแร่ที่ภูเขาด้านหลัง เราก็ให้ศิษย์ของเราเข้าไปสำรวจผืนดินว่างเปล่าที่ยังไม่มีเจ้าของ และค้นหาแหล่งแร่รวมทั้งจับจองที่ดินตรงนั้นเสีย จากนั้นก็ให้พวกเขานั่นแหละช่วยกันขุดค้นเสียเลย” หลังจากพูดจบ หญิงสาวหันไปมองคนที่นั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจรอบด้าน

เยี่ยฉวนพูดรวดเร็ว “ว่าไป! เอาอีก!” เจี้ยนชูชูยิ้มมุมปากขณะมองหน้าเยี่ยฉวนตรงๆ “พวกเราสามารถให้ศิษย์ตั้งกลุ่มรับจ้างและลงเขาไปเมืองหลวงสอบถามความต้องการรับจ้างงานของคนที่นั่น อย่างนี้นอกจากจะจะหารายได้ได้ด้วยตัวเองแล้ว ยังได้ฝึกพลังและสร้างชื่อให้กับสถานศึกษาฉางหลานไปในตัว” เยี่ยฉวนพยักหน้าตามพลางว่า “ดี ว่าไป!”

อีกฝ่ายได้ยินก็ฉีกยิ้มกว้าง “ส่วนพวกตระกูลใหญ่และกลุ่มอำนาจทั้งหลาย พวกเขามีประโยชน์กับเราอย่างไร? มีใครเคยคิดเรื่องนี้บ้าง?” ทุกคนพร้อมใจกันสั่นหัวดิก คนที่นี่ไม่ค่อยสันทัดในเรื่องเหล่านี้ แม้แต่เจียงจิ่วถึงแม้นางจะเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นเจียง แต่เวลาส่วนใหญ่กลับอยู่แต่ในค่ายทหาร จึงค่อนข้างไม่มีเวลาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้

หญิงสาวผู้มีนามว่าเจี้ยนชูชูจึงกล่าวต่อไป สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “ค่าคุ้มครองอย่างไรล่ะ!” ทุกคนหันมองหน้ากัน แววตาฉวนงงงวยอย่างยิ่ง “……” คนพูดคล่องจึงว่าต่อไป “พวกเราสามารถกำหนดอัตราค่าคุ้มครอง เพื่อเรียกเก็บจากตระกูลใหญ่และกลุ่มมหาอำนาจทั้งหลาย!” ครานี้เจียงจิ่วนิ่วหน้าเล็กน้อย “แต่ข้าว่าไม่ดี”

เยี่ยฉวนพยักหน้า “ใช่เห็นด้วย!” เจี้ยนชูชูหันมาถามทุกคนตรง “เจ้าคิดว่าเป็นการกลั่นแกล้งงั้นหรือ?” ทุกคนผงกศีรษะ คนถามกรอกนัยน์ตาอย่างใช้ความคิด “ก็ได้ ถ้างั้นเรามาเปลี่ยนวิธีการนิดหน่อย พวกเจ้าแค่ขอให้พวกเขาให้ความร่วมมือ ถ้าตระกูลไหนต้องการให้บุตรหลานเข้าร่วมเป็นศิษย์ฉางหลาน ทุกปีพวกเขาจะต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้กับฉางหลาน แน่นอนลูกหลานของพวกเขายังไม่ถือว่าเป็นศิษย์สายตรง เพียงแค่มาร่ำเรียนวิชาจากที่นี่เท่านั้น ถ้าวันใดที่พวกเขาฝึกฝนจนบรรลุผลสำเร็จและมีก้าวหน้าในระดับเยี่ยมยอด สถานศึกษาจึงจะรับเข้าเป็นศิษย์สายตรง! ถ้าพวกเจ้าทำได้อย่างนี้ ข้าว่าบรรดาตระกูลใหญ่และกลุ่มอำนาจน่าจะพอใจแล้ว!”

ชายหนุ่มหันไปทางโม่อวิ๋นฉีและคนอื่นๆ “พวกเจ้าคิดว่ายังไง?” โม่อวิ๋นฉีทำท่าครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนพูดว่า “ข้าว่าทำได้ยาก สิ่งสำคัญคือการควบคุมให้อยู่ภายใต้ขอบเขตที่กำหนด ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าเราทำลายชื่อเสียงของตัวเอง!” เจี้ยนชูชูผงกศีรษะอย่างเห็นด้วย “ถูก! จะต้องควบคุมให้อยู่ภายใต้ขอบเขต และไม่ทำให้ดูเหมือนว่าเราเป็นพวกหิวเงิน อีกอย่าง ทุกปีต้องกำหนดจำนวนศิษย์ที่จะรับเข้ามาใหม่ ปริมาณน้อยแต่มากด้วยคุณค่าทำนองนั้น”

พลันเยี่ยฉวนเบนหน้าไปทางเจี้ยนชูชูและพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินของสถานศึกษาฉางหลาน ให้เจ้าช่วยดูแลเงินทองทั้งหมด จะว่าอย่างไร?” หญิงสาวมองคนพูดนัยน์ตาเป็นประกาย “หัวหน้าฝ่ายการเงินงั้นหรือ?”

ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ “เจ้าทำหน้าที่เก็บเงินและทรัพย์สินที่เราหามาได้ เมื่อใดที่สถานศึกษาจำเป็นต้องใช้เงินเจ้าต้องดูแลในส่วนนี้ด้วย เข้าใจไหม?” อีกฝ่ายนิ่งคิดครู่หนึ่งจึงว่า “แล้วข้าจะได้อะไรตอบแทน?” อีกฝ่ายตอบทันที “ข้าจะแลกเปลี่ยนแนวคิคและประสบการณ์เกี่ยวกับเส้นทางกระบี่กับเจ้า อีกอย่างเจ้าจะได้ค่าตอบแทนรายปีจำนวนหนึ่งในสิบส่วนของรายได้ของสถานศึกษาในแต่ละปี..จะว่าอย่างไร?”

หนึ่งในสิบส่วนของรายได้! ฝ่ายหญิงสาวผู้ฟังนัยน์ตาวาว นางนึกถึงเงินก้อนโตและชักสนใจขึ้นมาตะหงิดๆ! ขณะที่เยี่ยฉวนกำลังคิดจะพูดต่อ พลันเจี้ยนชูชูตบฝ่ามือลงบนโต๊ะเปรี้ยง “ตกลง!”

ทุกคนนิ่งเงียบ “……” ณ เวลานี้สถานศึกษาฉางหลานมีผู้มาทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายการเงินแล้ว!

จากนั้นเยี่ยฉวนหันไปสั่งจี้อันซื่อ “แม่นางอันซื่อ เจ้าช่วยดูแลเรื่องภายในอื่นๆ ทั้งหมดก็แล้วกัน เจ้าอาจหาคนมาช่วยเจ้าดูแลเรื่องภายในของฉางหลานอีกแรงก็ได้ และขยันหมั่นฝึกฝนด้วย อย่าลืมเสียล่ะ!” จี้อันซื่อรับคำ “ได้!”

หลังสิ้นคำ เสียงเยี่ยฉวนพูดด้วยความเอื้ออาทรดังขึ้นอีก “ถ้ามีปัญหาอะไร บอกข้าได้ตลอดเวลา เข้าใจไหม?” อีกฝ่ายพยักหน้าอีกครั้ง “ได้!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version