Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 350


บทที่ 350 ข้ายอม! (ปลาย)

ในขณะนั้น เยี่ยฉวนเดินเข้าไปภายในศาลเจ้าอิงหลิง จากนั้นก็ทรุดนั่งลงกับพื้น ชายหนุ่มนั่งเงียบๆ อยู่สักพัก จึงมีเสียงพึมพำแผ่วเบา “อาจารย์ใหญ่จี้ขอรับ เวลานี้ฉางหลานของเรามีฐานะดีขี้นตามลำดับ ขอท่านโปรดวางใจ ข้าจะทำให้ศิษย์ของเราแข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้นไป และจะพิสูจน์ให้สถานศึกษาฉางหลานสำนักใหญ่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้เห็น ว่าสถานศึกษาฉางหลานในแคว้นเจียงไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเขาเลยแม้แต่น้อย……”

ภายในศาลเจ้าอิงหลิง เทียนไขหลายเล่มถูกจุดเพื่อให้ความสว่างและมีเสียงเพียงอย่างเดียวคือเสียงพึมพำของเยี่ยฉวนซึ่งดังสะท้อนในความสงบเงียบ……ไม่มีใครรู้ว่านานเท่าใด เยี่ยฉวนผล็อยหลับไปขณะที่อยู่ภายในศาลเจ้านั่นเอง กระทั้งรุ่งเช้า แสงสีทองของดวงอาทิตย์เริ่มจับขอบฟ้า สรรพสิ่งเริ่มต้นกลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เยี่ยฉวนรู้สึกตัวตื่น จึงพบว่ามีผ้านวมผืนหนามีกลิ่นหอมอ่อนๆ วางโปะอยู่บนตัว ชายหนุ่มอมยิ้มก่อนขยับลุกขึ้นจัดแจงพับผ้านวมและวางแอบไว้อีกด้านหนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากบริเวณศาลเจ้าอิงหลิง เวลานั้น ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าเต็มที่แล้ว เยี่ยฉวนหยุดยืดเส้นยืดสายคลายความเมื่อยขบ ขณะรำพึงกับตนเอง “บรรยากาศอย่างนี้ค่อยคุ้นเคยหน่อย!”

ชายหนุ่มหันไปมองอีกทาง จากระยะไกลมีคนผู้หนึ่งกำลังตรงเข้ามา เจียงจิ่วยังคงสวมเสื้อเกราะเงินและยังคงสง่างดงามเหมือนเคย! เมื่อเห็นเยี่ยฉวนนางรีบเดิมมาหา “ข้าพาคนมาส่ง!” เยี่ยฉวนผงกศีรษะ “งั้นไปกันเถอะขอรับ!” หญิงสาวนำทางเยี่ยฉวนไปยังบริเวณลานกว้างแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีชายหนุ่มเจ็ดสิบคนยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ในระหว่างกลุ่มคนเหล่านี้ผู้ที่มีอายุมากที่สุดราว 30 ปี และคนที่อายุน้อยที่สุดคือ 20 ปี ทุกคนมีประกายรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาภายนอก เพียงสัมผัสด้วยสายตาก็ประจักษ์ชัดว่าคนเหล่านี้ผ่านสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน!

เมื่อเยี่ยฉวนก้าวเข้ามาในบริเวณ คนทั้งเจ็ดสิบทรุดนั่งชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง พร้อมกล่าวทักทายเป็นเสียงเดียวกันทันที “ยินดีที่ได้พบ ผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งแคว้นเยี่ย!” เห็นได้ชัดว่าทั้งเจ็ดสิบคนมีทั้งความตื่นเต้นยินดีและให้ความเคารพต่อเยี่ยฉวนด้วยใจจริง! เจียงจิ่วซึ่งยืนอยู่อีกทางหนึ่ง ขณะนั้นจับตามองภาพตรงหน้าเมื่อความรู้สึกบางอย่างพุ่งขึ้นภายในใจ เยี่ยฉวนมิได้มีความคิดจิตอกุศล มิเช่นนั้นจะไม่ยากเลยหากเขาจะคิดคดก่อกบฏต่อราชสำนักแคว้นเจียง ชื่อเสียงของเยี่ยฉวนยามนี้ โดดเด่นเหนือกว่าคนในราชสำนักแคว้นเจียงด้วยซ้ำ!

เสียงของเยี่ยฉวนดังขึ้นจากที่ไม่ไกลกัน “ลุกขึ้น!” คนทั้งหมดจึงขยับลุกขึ้นยืนทว่ายังไม่ละทิ้งแววแห่งความชื่นชมยินดีในสายตา เขากล่าวว่า “นับแต่นี้เป็นต้นไปพวกเจ้าเป็นศิษย์ฉางหลาน ใครไม่ยินยอมจงก้าวออกมา ข้าไม่ชอบการบังคับฝืนใจ!” ทุกคนยืนนิ่งไม่ขยับ!

เมื่อเห็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงพูดต่อไป “นับแต่นี้ข้าจะจัดหาสิ่งของล้ำค่าที่ดีที่สุดและอาวุธที่ดีที่สุดเพื่อฝึกฝนพวกเจ้าให้เป็นขุนศึกเต๋าอันเยี่ยมยอดแห่งแผ่นดินชิง แน่นอนว่าพวกเจ้าจะต้องฝึกด้วยวิธีการที่หนักหนาสาหัส ต่อไปอาจต้องพบกับสถาการณ์ที่ทารุณโหดร้าย คนที่รั้งสามอันดับท้ายจะถูกคัดออก”

คัดออก! สีหน้าของเจ็ดสิบคนค่อยแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม! ขณะต่อมาเยี่ยฉวนหันไปพูดกับเจียงจิ่ว “ท่านช่วยหาทหารสามคนมาแทนคนที่ถูกคัดออกด้วยนะขอรับ!” อีกฝ่ายผงกศีรษะน้อยๆ “ได้!” เยี่ยฉวนพูดขึ้นทันที “พวกเขาจะต้องปลดประจำการจากทหาร ต่อไปจะต้องฟังคำสั่งจากข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น!” ครานี้หญิงสาวไม่ตอบ มีเพียงสายตาที่ทอดมองคนตรงหน้า

เสียงคนถามาว่า “ว่าไงขอรับ?” เจียงจิ่วยังคงนิ่งเงียบ เยี่ยฉวนไม่พูดอะไรอีก ครู่ต่อมาเจียงจิ่วจึงเอ่ยถามมาว่า “เจ้าไม่เชื่อใจเราหรือไง?” เยี่ยฉวนสั่นศีรษะ “ข้าเป็นคนเห็นแก่ตัว กองกำลังขุนศึกเต๋านี้คือรากฐานแห่งความเจริญรุ่งโรจน์ของฉางหลานในอนาคต ข้าอยากปลุกปั้นพวกเขาด้วยมือของข้าเอง แต่ถ้าท่านไม่ยินยอมข้าคงต้องหาเอาจากที่อื่น”

ถ้าการฝึกฝนกองกำลังม้าแห่งนี้ประสบความสำเร็จ อีกหน่อยพวกเขาจะเป็นกองกำลังที่น่าเกรงขามที่สุด เยี่ยฉวนไม่ต้องการให้กองกำลังแห่งนี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ใด พวกเขาถูกสร้างเพื่อสถานศึกษาฉางหลาน เจียงจิ่วถอนใจเบาๆ “วางใจเถอะ ข้าจะไม่ยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายกับทหารม้ากลุ่มนี้แน่!” พูดจบคนสะบัดหน้าจากไปทันที ไม่มีใครทันสังเกตเห็นมุมปากเหยียดออกราวกับเยาะหยันตนเอง

ทันใดนั้นเยี่ยฉวนหายวาบจากที่และออกมาปรากฏขวางทางเจียงจิ่ว หญิงสาวชะงักหยุดขณะสาดสายตาเย็นชามาทางเยี่ยฉวน “มีอะไรอีก?” ชายหนุ่มถามสุ้มเสียงไม่แน่ใจ “ท่านโกรธข้าหรือ?” อีกฝ่ายสั่นหน้า “ข้าไม่ชอบ” ไม่เกี่ยวกับการที่แคว้นเจียงจะไม่สามารถแตะต้องกองกำลังขุนศึกเต๋า แต่นางคิดว่าเยี่ยฉวนไม่เชื่อใจตนต่างหาก

เยี่ยฉวนที่เห็นดังนั้นพลันเหยียดมุมปาก ก่อนพูดว่า “ข้าคิดว่าอีกหน่อยจะให้ท่านมาเป็นผู้นำกองกำลังม้านี่ต่างหาก!” เจียงจิ่วอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เยี่ยฉวนพูดเสียงอ่อนลง “เสี่ยวจิ่ว การที่ข้าไม่อยากให้ทางราชสำนักเข้ามาข้องเกี่ยวกับกองกำลังชุดนี้ เพราะเมื่อใดที่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น วัตถุประสงค์ของกองกำลังจะเปลี่ยนไปทันที พูดตรงๆ หากวันใดวันหนึ่งไม่มีข้าอยู่ด้วย ฉางหลางจะต้องแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเอง! และข้าเชื่อใจท่านเสมอมา”

คนตรงหน้าเงียบไปเป็นครู่จึงมีเสียงแผ่วเบาว่า “วางใจเถอะ กองกำลังนี้เป็นสิทธิ์ของฉางหลาน ทางราชสำนักเจียงจะไม่ขอยุ่งเกี่ยว ราชสำนักเองก็ไม่มีความสามารถที่จะเป็นผู้บัญชาการกองกำลังแห่งนี้อยู่แล้ว ถึงกระนั้นในภายหน้าหากแคว้นเจียงถูกรุกราน หวังว่ากองกำลังจะช่วยปกป้องแคว้นเจียงบ้างก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มพยักหน้าพลางตอบว่า “ย่อมได้ขอรับ ถ้าแคว้นเจียงเกิดสงครามการสู้รบ พวกเขาพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ” เจียงจิ่วมองหน้าเยี่ยฉวนตรงๆ “ระหว่างเราสองคน จะไม่มีเรื่องบาดหมางต่อกัน!” เยี่ยฉวนอมยิ้มน้อยๆ “แน่นอนขอรับ!” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงจริงจัง “ต่อไปถ้าข้าเป็นผู้นำกองกำลัง เจ้าจะให้ใครเป็นผู้ฝึกฝน?” อีกฝ่ายตอบยิ้มๆ “ข้ามีคนที่คิดไว้แล้วขอรับ”

ภายในหอโถงฉางหลาน คนห้าคนนั่งเผชิญหน้ากันที่โต๊ะกลางห้อง เยี่ยฉวนนั่งข้างเจียงจิ่ว อีกฝั่งมีเฟิ่งหลาน โม่หยวนและลู่จิ้วเก๋อ! เวลานั้นทันทีที่ฟังจบ โม่หยวนถามขึ้นทันที “เจ้าพูดว่าจะให้เราฝึกทักษะให้แก่กองกำลังขุนศึกเต๋า อย่างนั้นหรือ?” เยี่ยฉวนผงกศีรษะ

คนถามพึมพำสุ้มเสียงราวกำลังหนักใจด้วยเรื่องสำคัญ “เจ้ารู้ไหมว่าการฝึกฝนขุนศึกเต๋าจะต้องสิ้นเปลืองทรัพย์เงินทองมากนัก!” ชายหนุ่มยอมรับ “ข้ารู้ เรื่องนั้นข้าจัดการเอง”

ทั้งโม่หยวนและเฟิ่งหลานหันไปมองลู่จิ้วเก๋อ ด้วยนางเป็นผู้หนึ่งที่เชื่อในแนวคิดเชิงแสนยนิยม ฝ่ายคนนั่งบนรถเข็นนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็เบนหน้าไปพูดกับเยี่ยฉวน “ข้าจะให้พวกเขาฝึกฝนทักษะรังสีอำมหิต เพราะเป็นทักษะที่เหมาะกับผู้ฝึกซึ่งเป็นทหาร แต่จะต้องสิ้นเปลืองไม่น้อย ทหารหนึ่งคนที่ฝึกฝนทักษะชนิดนี้ต้องใช้เงินอย่างน้อยห้าสิบล้านเหรียญทอง นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นอีก!” คำกล่าวทำเอาเยี่ยฉวนเกือบหงายหลังล้มตึงหมดสติ! ห้าสิบล้าน……

พลันต่อมาลู่จิ้วเก๋อพูดว่า “ถึงอย่างไรก็ตามพวกเขาจะกลายเป็นกองกำลังขุนศึกเต๋าที่น่าเกรงขามที่สุดในแผ่นดินชิง ไม่สิ บางทีอาจจะเป็นกองกำลังที่น่าเกรงขามที่สุดในโลกชิงฉางก็ได้ แน่นอนเพื่อสิ่งที่จะได้มาเจ้าย่อมต้องแลกด้วยเงินก้อนโตบ้าง!” เมื่อได้ยินคนกล่าวเช่นนั้น เยี่ยฉวนนิ่งเงียบด้วยครุ่นคิดหนักก่อนจะกัดฟันกรอดพูดออกมาว่า “ข้ายอม!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version