บทที่ 574 ออกไป!
อันที่จริงแล้วสตรีในอาภรณ์สีชาดไม่ได้ปรารถนาที่จะมาเยือนสำนักเวทย์บรรพกาล
กระนั้นเยี่ยฉวนก็รบเร้าให้นางอยู่เพราะเขาเกรงว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป
ความกังวลของเขาไม่มีผิดพลาด!
หลังจากสตรีในอาภรณ์สีชาดปรากฏกาย ท่าทางของผู้คนในสำนักเวทย์บรรพกาล ณ ตอนนี้ ก็แปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน เหตุเพราะมีภาพวาดบนกำแพงในเรือนพฤกษา และในภาพวาดนั่นก็มีสตรีในอาภรณ์สีชาดอยู่อย่างเห็นได้ชัด
ผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลจ้องมองไปที่สตรีด้วยความตะลึงงัน “ท่าน……”
สตรีในอาภรณ์สีชาดยกมือของนางขึ้นและกดลง
ตู้ม!
อำนาจบังคับอันทรงพลังพลันห่อหุ้มกายของผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาล บีบบังคับให้ต้องทรุดกายคุกเข่าลงไปในทันใด
ภายในเรือนพฤกษาสีหน้าของเหล่าหัวหน้าผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลแปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน อีกทั้งบางคนยังต้องการจะจู่โจมนางด้วย หากแต่ผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลกล่าวขึ้นมาในประเดี๋ยวนั้น “หยุด!”
ทุกผู้นามจ้องมองไปที่ผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาล นางคำนับสตรีในอาภรณ์สีชาดด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง “ท่านบรรพบุรุษ!”
ท่านบรรพบุรุษ!?
ทุกคนในเรือนพฤกษานั้นต่างตกตะลึง
หมั่วซิ่วที่อยู่ด้านข้างก็ถึงกับประหลาดใจเช่นกัน
สตรีในอาภรณ์สีชาดเยื้องย่างไปด้านหน้าของผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลและหลุบมองต่ำไปที่นาง “เจ้าช่างโง่เขลา เหตุใดเจ้าถึงเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลได้”
ผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลก้มหน้าลงต่ำและกลัวเกรงที่จะกล่าวอะไร
คนบรรพบุรุษปรายตามองเหล่าผู้คนในเรือนพฤกษา “แผ่นดินทองที่ขนานนามกันนั้นสำคัญเยี่ยงนั้นจริงหรือ? สำนักเวทย์บรรพกาลของพวกเราต้องการความเอื้ออาทรจากผู้อื่นเช่นนั้นหรือ? เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? นานนับปีที่ผ่านพ้นไป ความกล้าแกร่งของสำนักเวทย์บรรพกาลมีเพียงด้อยลงและด้อยลงสินะ”
ไม่มีผู้ใดอาจหาญจะให้คำตอบ
กระนั้นหมั่วซิ่วที่อยู่ทางด้านข้าง อยู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมา “ท่านหญิง นี่ไม่ใช่ความเอื้อเฟื้อจากสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ข้า……”
ไม่รอจบคำ สตรีพลันโบกมือขวาทันใด
ตู้ม!!!
หมั่วซิ่วที่กำลังพูดอยู่ก็สั่นสะเทือนแล้วลอยหวือไปกลางอากาศแทน
ไกลออกไปกว่าร้อยชุ่น หมั่วซิ่วจ้องมองไปที่เรือนพฤกษาด้วยความหวาดกลัว นัยน์ตาเต็มไปด้วยหวั่นเกรง
“ออกไป!”
บัดนั้นเสียงของสตรีในอาภรณ์สีชาดก็ดังขึ้นจากเรือน
ท่าทางของหมั่วซิ่วเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาปรายตามองไปที่เรือนพฤกษาอย่างเย็นชา ก่อนจะหันหลังและหายไปในท้ายที่สุด
เห็นดังนั้นคนสวมอาภรณ์แดงจึงจับมือของเว่ยหยางเทียนและชายตามองฝูงชน “จากนี้ไป เด็กสาวผู้นี้จะเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาล มีผู้ใดไม่เห็นชอบหรือไม่!”
ผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลลดศีรษะลงต่ำน้อยๆ หวั่นเกรงที่จะพูด
หัวหน้าผู้อาวุโสพลันเอ่ยออกมาทันควัน “ท่านบรรพบุรุษ ข้าใคร่รู้สิ่งหนึ่ง เหตุใดพวกเราถึงปฏิเสธเจตนาอันดีของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนกัน?”
คนถูกถามจึงชี้ไปที่เยี่ยฉวน “เจ้าเห็นเขาหรือไม่?”
เยี่ยฉวนสะดุ้ง นี่มันมีอะไรเกี่ยวกับเขาอย่างนั้นหรือ?
หัวหน้าผู้อาวุโสเมียงมองเยี่ยฉวน “ข้าไม่ทราบว่าท่านหมายถึงอะไร!”
สตรีจึงพูดเสียงแผ่วเบา “เจ้าไม่เห็นความสามารถซ่อนเร้นอยู่ของเขาหรือ?”
หัวหน้าผู้อาวุโสลังเลใจ จากนั้นจึงเอ่ยออกมา “แน่ชัดว่าเขาคือผู้มีพรสวรรค์ ทว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนนั้นมีกำลังอำนาจมากกว่า และเป็นการอันดีต่อเรามากกว่า พวกเรา……”
“ช่างโง่งมนัก!”
คนทนฟังกล่าวอย่างเฉยเมยในทันใด “เจ้าไม่สามารถมองการณ์ไกลได้อย่างนั้นหรือ? ตอนนี้เขาอายุเพียง 19 ปี แต่เขาก็สามารถปลิดชีพเหล่าผู้อยู่ในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพแท้จริงได้! หากเจ้าให้เวลาเขาสัก 10 ปี ไม่สิ 5 ปี เว้นแต่เป็นเหล่าบรรพชนผู้แกร่งกล้าเหนือความสามารถ จะมีผู้ใดเป็นผู้ต่อกรกับเขาได้อีกในใต้หล้านี้ หากเจ้าให้เวลาเขา 10 ปี จะหามีผู้ใดไม่ที่จะเป็นคู่ประมือ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เยี่ยฉวนที่อยู่ข้างๆ นางก็รู้สึกซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย “ผู้อาวุโส ข้าหารู้ไม่ว่าท่านเชื่อถือในตัวข้าถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้ข้าและท่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อกัน เป็นการดีที่พวกเราจะได้ทำความรู้จักกันใหม่ ข้ามีนามว่า เยี่ยฉวน ข้าควรขนานนามท่านว่าอะไร”
สตรีคนถูกถามเหลือบมองเยี่ยฉวนอย่างเย็นชา “หุบปาก!”
“……”
สตรีสวมชุดสีแดงชาดไม่สนใจเยี่ยฉวน แล้วมองไปที่ผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลที่ยังคงคุกเข่าต่อหน้านาง “ผลประโยชน์ในระยะสั้นจะสำคัญกว่าผลประโยชน์ในระยะยาวงั้นหรือ? หลังจากยุคสมัยของข้า สำนักเวทย์บรรพกาลตกต่ำลงไปเท่าไรกัน!”
ผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลโค้งศีรษะลงต่ำโดยพลัน “ข้าน้อยช่างไร้ความสามารถ ขออภัยที่ทำให้ท่านบรรพบุรุษต้องละอาย!”
ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวอย่างไร้เยื่อใย “ต่อแต่นี้ไป เด็กสาวผู้นี้จะเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาล หากเจ้าให้การสนับสนุนนางเป็นอย่างดี เจ้าจะได้รับผลประโยชน์ในภายภาคหน้า!”
ผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลเอ่ย “พวกข้าน้อมรับคำสั่งของท่านบรรพบุรุษ!”
บรรพบุรุษมองไปที่เยี่ยฉวน “เจ้าตามข้ามา!”
จากนั้นนางจึงเดินออกไปข้างนอก
เว่ยหยางเทียนรีบคว้านางไว้อย่างว่องไว สตรีในอาภรณ์สีชาดคลี่ยิ้มบาง “มาด้วยกัน”
ว่าแล้วนางก็พาเว่ยหยางเทียนออกมาจากเรือน
เยี่ยฉวนเร่งฝีเท้าเดินตามพวกนางออกไป
ในเรือนพฤกษา ทุกคนจ้องมองกันโดยที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าแต่ละคนคิดเช่นไรอยู่
นอกเรือนพฤกษา ฝ่ายสตรีปรายตามองเยี่ยฉวน “นางไม่มีญาติสนิทมิตรสหายในสำนักเวทย์บรรพกาลเลย มากไปกว่านั้น ณ เวลานี้ นางยังไม่กล้าแกร่งพอ แม้นางจะดำรงอยู่ในสำนักเวทย์บรรพกาล นางอาจเป็นได้เพียงผู้นำในนามกับเป็นหุ่นเชิด ฉะนั้นนางจึงต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า!”
เยี่ยฉวนเผยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโส การเข้าไปข้องเกี่ยวของข้าอาจทำให้เกิดความยุ่งยาก อย่างไรก็ตามข้าเป็นเพียงคนนอก!”
สตรีในอาภรณ์สีชาดพูดเสียงเบา “คนนอกอย่างนั้นหรือ? ความสัมพันธ์ของเจ้ากับเด็กสาวคนนี้ก็ดูเป็นมิตรดีราวกับพี่น้องท้องเดียวกัน มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เจ้าจะช่วยเหลือนาง รับขอเสนอเสีย!”
จากนั้นนางก็ทอดมองไปสุดปลายฟ้า “ข้าต้องไปแล้ว!”
เยี่ยฉวนรีบถามขึ้นทันที “ท่านจะไปไหนกัน?”
อีกฝ่ายกล่าวแผ่วเบาราวกระซิบ “ไปจัดการความแค้นแต่ก่อนที่ยังหลงเหลืออยู่ แล้วก็เจ้าจงระแวดระวังสำนักผู้ตรวจการเขตแดนไว้ กองกำลังนี้ไม่ธรรมดา ดูแลตัวเองด้วย!”
แล้วนางก็จากไปในบัดดล
จากไปหลังจากที่นางกล่าว
เว่ยหยางเทียนเหลือบมองฟากฟ้าและกำลังจะโค้งคำนับ ทว่ามีเสียงพูดดังลั่นมาจากท้องฟ้าเสียก่อน “ไม่ต้องลำบากคำนับ แค่เจตจำนงของเจ้าก็เพียงพอแล้ว!”
ได้ยินเช่นนั้นเว่ยหยางเทียนก็ลังเล กระนั้นนางยังคงคำนับทำความเคารพ
จากท้องฟ้าอันห่างไกลมีเสียงถอนหายใจดังขึ้น
เยี่ยฉวนจูงเว่ยหยางเทียนกลับไปในเรือนดังเดิม ขณะนั้นเหล่าคนของสำนักเวทย์บรรพกาลอยู่ที่นั่นทั้งหมด เยี่ยฉวนหัวเราะ “ท่านผู้อาวุโส ด้วยความสัตย์จริง เด็กสาวผู้นี้มีความสามารถที่ซ้อนเร้นอยู่สูง หากท่านช่วยทำให้นางเติบโตได้อย่างดี สำนักเวทย์บรรพกาลของท่านจะต้องเจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าเป็นแน่”
สตรีลอบมองเยี่ยฉวนและไม่พูดอะไร
เยี่ยฉวนเผชิญหน้ากับเว่ยหยางเทียนที่ดูประหวั่นใจ ก่อนจะยิ้ม “ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะอยู่ที่นี่ในช่วงนี้”
ได้ยินเช่นนั้นเว่ยหยางเทียนพลันแย้มยิ้มพอใจ
ในวันต่อมา เยี่ยฉวนพักแรมอยู่ในสำนักเวทย์บรรพกาล นอกจากคอยติดตามเว่ยหยางเทียนในทุกๆ วันแล้ว เขาก็มีหน้าที่อื่นอีก นั่นคือการเสาะหากฎแห่งเต๋า!
ในเมื่อผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของกฎแห่งเต๋าที่นี่ ก็หมายความว่าจะต้องมีกฎแห่งเต๋าที่นี่
แต่น่าเสียดาย เขาตามหามาหลายวันแต่ก็ไม่พบมัน!
ช่วงนี้เยี่ยฉวนให้ความสนใจกับการวางตัวของผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลต่อเว่ยหยางเทียน เขาค้นพบว่าพวกเขาเคารพเว่ยหยางเทียนเป็นอย่างมาก เพราะความสามารถที่เว่ยหยางเทียนสำแดงนั้นช่างน่าพรั่นพรึง ตอนนี้ทั้งสำนักเวทย์บรรพกาลถือว่านางเป็นเหมือนสมบัติล้ำค่า
อีกสองวันผ่านไป เยี่ยฉวนยังคงไม่ค้นพบตำแหน่งที่ตั้งของกฎแห่งเต๋า และผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายมันแล้ว
เยี่ยฉวนวางแผนที่จะสืบหาต่อไป หากแต่ในตอนนี้ศิลานำสารที่อยู่บนตัวเขารับสารบางอย่างมา
มันมาจากหนานข่ง!
ซางเย่วกำลังลำบาก!
มีสารมาจากหนานข่ง ในวันที่สี่หลังจากซางเย่วเข้าไปในหุบเขาแดนพิสดาร ไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเขาอีกเลย!
หลังจากได้รับสาร เยี่ยฉวนก็รีบรุดหน้าไปพบเว่ยหยางเทียน
“ท่านจะไปแล้วหรือ” เว่ยหยางเทียนจับแขนเยี่ยฉวนแน่น
เยี่ยฉวนพยักหน้า “สหายของข้ากำลังตกอยู่ในอันตราย ข้าต้องไปตรวจสอบ!”
เว่ยหยางเทียนก้มหัวลงเล็กน้อย ในขณะที่เยี่ยฉวนกำลังจะพูดต่อ จู่ๆ เด็กหญิงก็ค่อยๆ ปล่อยแขนเขาไปแล้วพูดอย่างอ่อนโยน “ท่านพี่ ระวังตัวด้วย”
เยี่ยฉวนแตะศีรษะคนอ่อนกว่าแล้วหัวเราะ “อยู่ที่นี่ก็จงฝึกฝนให้หนัก หากเจ้ามีคำถามอะไร จงส่งสารมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
เว่ยหยางเทียนหัวเราะแล้วตอบรับ “เจ้าค่ะ!”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับ โดยที่ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาหันหลังแล้วท่องกระบี่หายลับไปหลังขอบฟ้า
เว่ยหยางเทียนทอดมองไปบนน่านฟ้าแล้วยืนอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน
หากบุคคลผู้หนึ่งได้รับความช่วยเหลือในช่วงเวลายากเข็ญ สิ่งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกจดจำไปชั่วชีวิต
หลังออกจากสำนักเวทย์บรรพกาล เยี่ยฉวนก็มุ่งหน้าไปที่หุบเขาแดนพิสดาร
ในขณะเดียวกันหนานข่งก็กำลังเร่งรุดไปที่หุบเขาแดนพิสดารเช่นกัน
ระหว่างเดินทาง เยี่ยฉวนนั้นดูสง่างามยิ่งนัก
ในที่สุดตอนนี้เขาก็ได้ค้นพบแล้วว่า หากสำนักผู้ตรวจการเขตแดนมีความยินดีที่จะร่วมมือกับกองกำลังนี้และเสนอสิ่งตอบแทนบางอย่าง กองกำลังนี้คงไม่ปฏิเสธ
เช่นเดียวกับสำนักเวทย์บรรพกาล หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่สตรีในอาภรณ์สีชาด สำนักเวทย์บรรพกาลก็คงอยู่เคียงข้างสำนักผู้ตรวจการเขตแดนไปแล้ว
เหตุเพราะความแข็งแกร่งโดยรวมของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนนั้นเหลือล้นกว่าสำนักชางเจี้ยน!
ซางเยว่กำลังตกที่นั่งลำบากอยู่ในขณะนี้ มันอาจหมายความได้ว่าหุบเขาแดนพิสดารได้เลือกฝ่ายแล้ว!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเยี่ยฉวนจึงรีบแจ้งสำนัก
แต่ไม่มีการตอบรับใดๆ
อย่างไรก็ตาม เยี่ยฉวนยังคงเร่งรุดไปที่หุบเขาแดนพิสดารต่อ
อันที่จริงแล้วหุบเขาแดนพิสดารเป็นของเผ่าอสูรอยู่แยกกับมนุษย์ และไม่รุกรานกัน
ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหุบเขาแดนพิสดารก็อาจเทียบได้กับชุมนุมเร้นลับที่มีความลึกลับซ่อนเร้นตลอดมา
วันต่อมาเยี่ยฉวนมาถึงหุบเขาแดนพิสดารด้วยการท่องกระบี่ มีภูเขาติดต่อกันสูงเป็นร้อยเป็นพันชุ่น จนไม่สามารถเห็นได้ว่าจุดจบนั้นอยู่หนใด
เมื่อเข้าไปในหุบเขาแดนพิสดาร เยี่ยฉวนแลเห็นคำเตือนต่างๆ มากมาย ซึ่งอ่านได้ความว่า ‘ห้ามมนุษย์เข้ามาในอาณาเขตนี้!’
เป็นที่แน่ชัดว่าหุบเขาแดนพิสดารไม่เป็นมิตรกับมนุษย์!
เยี่ยฉวนเพิ่มความเร็ว ไม่ช้านาน เขาก็มาถึงส่วนลึกของภูเขา เมื่อชายหนุ่มมาถึงปากทางภูเขาลึก ชายวัยกลางคนตัวสูงพลันปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า
ชายผู้แข็งแกร่งในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพแท้จริง!
ชายวัยกลางคนเหลือบมองเยี่ยฉวน “เจ้าเป็นใคร!”
เยี่ยฉวนยกมือหุ้มกำปั้นทำการคารวะ “เยี่ยฉวนจากสำนักชางเจี้ยน!”
เยี่ยฉวน!
เมื่อได้ยินคำของเยี่ยฉวน ชายวันกลายคนก็หรี่ตาเล็กน้อย “เจ้าคือเยี่ยฉวนที่ถูกหมายหัวโดยสำนักผู้ตรวจการเขตแดน!”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับ
ชายวัยกลางคนพูดเสียงต่ำ “เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร?”
เยี่ยฉวนกล่าว “ไม่กี่วันก่อน ศิษย์สำนักชางเจี้ยนของพวกข้าได้มาที่เยือนหุบเขาแดนพิสดาร เพื่อจะพบกับท่านผู้อาวุโสสัตว์อสูร แต่เขายังไม่ได้ออกจากที่นี่ และไม่มีสารจากเขาเลยเช่นกัน ข้าจึงมาที่นี่เพื่อตามหาเขา”
ชายวัยกลางคนชำเลืองมองเยี่ยฉวน “ชายผู้นั้นหยาบช้าและกล่าวคำไม่เหมาะสม ท่านผู้อาวุโสสัตว์อสูจึงจองจำเขา หากสำนักชางเจี้นของเจ้าต้องการตัวเขากลับไป ต้องชดใช้ด้วยสุดยอดศิลาจิตวิญญาณหนึ่งหมื่นล้านชิ้น!”
ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเยี่ยฉวนก็หมองหม่นลงไปทันตา
เป็นที่แน่ชัดว่าหุบเขาแดนพิสดารได้เลือกที่จะอยู่ฝ่ายสำนักผู้ตรวจการเขตแดนไปแล้ว
เยี่ยฉวนคิดทบทวน “เช่นนี้นี่เอง!”
จากนั้นเขาจึงหันหลังและจากไป
แต่ในเวลาเดียวกัน ชายวัยกลางคน อยู่ๆ ก็พูดขึ้นมา “ช้าก่อน!”
เยี่ยฉวนหยุดชะงักและชายวัยกลางคนก็กล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นสำนักชางเจี้ยนของเจ้าหรืออย่างไร เจ้าจะมาจะไปเมื่อไรตามที่เจ้าต้องการได้เช่นนั้นหรือ!?”
เยี่ยฉวนเหยียดยิ้ม “ท่านต้องการให้ข้าอยู่ที่นี่ด้วยงั้นหรือ?”
อีกฝ่ายหัวเราะเยาะแล้วกล่าวว่า “เจ้าเข้าใจถูกต้อง! เจ้าต้องอยู่ที่ตามที่พวกข้าบอกหรือเจ้าจะ……”
ในขณะนั้นเอง เยี่ยฉวนหมุนตัวและโจมตีด้วยกระบี่โดยพลัน
ฟึบ!!!
ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะได้ตอบโต้ ศีรษะของเขาก็หลุดลอยไปเรียบร้อยแล้วในชั่วพริบตา
“เจ้ากล้าดียังไง!”
ณ ตอนนั้นเอง จากที่ไกลแสนไกลในหุบเขาลึก เสียงคำรามอันกราดเกรี้ยวดังกึกก้องขึ้นอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นอำนาจกดดันอันน่าสะพรึงก็พุ่งตรงมาจากฟากฟ้า
เยี่ยฉวนกลับหลังและออกวิ่ง!
