Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 588


บทที่ 588 ถังหูลู่! (ต้น)

ที่ริมลำธาร เยี่ยฉวนยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างเงียบเชียบ เขานั่งอยู่ที่เดิมเป็นเวลาสามวันกับสามคืนพอดิบพอดี

ไม่มีทางลัดในการบ่มเพาะพลัง และถึงแม้จะมีเขาก็ไม่อาจรับได้ไหว

เยี่ยฉวนเข้าใจแจ่มแจ้งในข้อนี้

เพราะในขณะนั้นเขาพบว่าพลังขั้นควบยุทธ์สะท้านภพของตนไม่ใช่ระดับแท้จริงแต่อย่างใด หากไม่ใช่เพราะกฎเต๋าแห่งสุญญากาศ พูดกันจริงๆ คงไปไม่ถึงขั้นควบยุทธ์สะท้านภพด้วยซ้ำ

กฎเต๋าแห่งสุญญากาศสามารถนำมาใช้เป็นสิทธิพิเศษ ทว่าไม่ได้เป็นโดยตัวมันเอง!

สามวันต่อมา เยี่ยฉวนจึงเลิกใช้กฎเต๋าแห่งสุญญากาศ ทว่าเปลี่ยนมาทำความเข้าใจพลังสุญญากาศอย่างถ่องแท้

ถัดมาอีกไม่กี่วัน เยี่ยฉวนสามารถทำให้สุญญากาศแปรเปลี่ยนโดยไม่ต้องอาศัยกฎเต๋าแห่งสุญญากาศ ทว่าก็ยังไม่ใช่สมรรถนะสลายสุญญากาศ

ถ้าเขาต้องการสำเร็จขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง เขาต้องสามารถผลักออกสมรรถนะสลายสุญญากาศได้ ซึ่งหมายถึงควบคุมพลังสุญญากาศได้นั่นเอง!

ในขณะที่เยี่ยฉวนจดจ่อยู่กับการฝึกบ่มเพาะพลังนั้นเอง เขาไม่ทันสังเกตว่าอาหลิงค่อยๆ ปีนป่ายขึ้นไปบนหอคอยแห่งเรือนจำ

ไม่ใช่ว่านางไม่ต้องการเหินอากาศ ทว่านางเหินไม่ได้ ความจริงเป็นการยากที่นางจะเหินอากาศในสภาพเช่นนี้

ไม่มีใครรู้ว่าทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร……

เพียงไม่นานต่อมาอาหลิงได้ขึ้นไปถึงชั้นบนสุด

ชั้นบนสุด เป็นที่ปักกระบี่สามเล่ม!

กระบี่ทั้งสามแทรกตัวอยู่ภายในหอคอยชั้นบนสุดอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งมีไว้เพื่อสกัดกั้นบางสิ่ง

อาหลิงปีนขึ้นไปถึงที่ที่กระบี่ทั้งสามเล่มอยู่ เด็กน้อยหยุดทอดสายตามองทุกๆ เล่มอยู่ครู่หนึ่ง พลันสายตาก็หยุดจับจ้องอยู่ที่เล่มตรงกลาง

เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นกระบี่เล่มนั้น เด็กน้อยพลันเบิกตากว้างทันที ด้วยเพราะส่วนด้ามของกระบี่ปรากฏว่ามีถังหูลู่*[1]ร้อยด้วยเชือก ห้อยแขวนอยู่

อาหลิงดึงถังหูลู่นั้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงจัดการแกะกระดาษที่ห่อหุ้มออกก่อนจะแลบลิ้นเลียแผล็บ ทันใดนั้นเด็กน้อยพลันสะบัดหน้าจนสั่นไปทั้งร่าง!

เปรี้ยวปรี๊ด!

คนเป็นเด็กมองสิ่งที่อยู่ในมือด้วยแววตาฉงน ขณะต่อมาจึงตัดสินใจแลบลิ้นเลียอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับหัวสั่นหัวคลอน

แม้จะมีรสเปรี้ยว แต่ดูท่าจะน่าอร่อย!

ด้วยเหตุนี้อาหลิงจึงนั่งแปะอยู่บนหอคอยนั้นเองและค่อยๆ แทะเล็มถังหูลู่กินทีละน้อย สายตาพลางสอดส่ายไปที่ด้านล่างของกระบี่เล่มตรงกลาง จึงเห็นหีบขนาดเล็กเท่ากับฝ่ามือแอบอยู่ตรงพื้นที่ที่เล่มกระบี่ปัก ถ้าไม่สังเกตดีๆ จะมองไม่เห็นเลย!

เด็กน้อยคลานไปที่หีบใบนั้นก็พบกระดาษสีขาวซึ่งมีขนาดเล็กกระจิ๋วหลิว บนกระดาษเขียนอักษรเล็กจิ๋วสองคำ จะว่าเป็นตัวหนังสือก็ไม่เชิง แต่เหมือนรอยขีดข่วนเสียมากกว่า

ตัวหนังสือสองตัวอ่านได้ว่า ‘ไป่……หลิว…’

อาหลิงไม่รู้ความหมายของตัวหนังสือสองคำนั้น จึงหันไปเปิดหีบขนาดเล็ก และเมื่อมองเข้าไปเห็นอะไรบางอย่างในนั้น เด็กหญิงก็ตบมือเป็นการใหญ่ท่าทางตื่นเต้นยินดีอยู่ในหอคอยชั้นบนแห่งนั้นเอง……

หลังจากที่สำนักมารอสูรเผ่นหนีไปไม่นาน พวกที่เผ่นหนีออกจากแผ่นดินชิงเป็นรายต่อมาคือสำนักมารโลหิต

ทันทีที่เห็นว่าสองสำนักมารหนีไป เหล่าจอมยุทธ์ที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็พบว่ามีสิ่งผิดปกติ ดังนั้นบ้างก็เผ่นแนบหนีไปหรือไม่ก็หาที่หลบซ่อน

ถึงกระนั้นแผ่นดินชิงก็ใช่ว่าจะเงียบสงบลงไปแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามยังคงวุ่นวายอยู่เช่นเดิม

ตอนนี้กลายเป็นจอมยุทธ์เจ้าถิ่นในแผ่นดินชิงนั้นเองที่เป็นฝ่ายสร้างความวุ่นวาย

ทุกคนต่างรู้ดีว่าแผ่นดินชิงเวลานี้ไร้ซึ่งกฎระเบียบและขาดผู้ควบคุม เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้คนเริ่มเกิดความยุ่งเหยิง

ส่วนใหญ่คนมักกระทำกับคนด้วยกันอย่างโหดร้ายทารุณ!

ผ่านไปไม่กี่วันคนท่าทางมีอำนาจดูลึกลับกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในแผ่นดินชิง จากนั้นผู้คนในเมืองนับสิบถูกทยอยฆ่าตายอย่างกับผักปลา ไม่เพียงเท่านั้นจอมยุทธ์ที่มาจากที่ต่างๆ ถูกสังหารตายในสภาพที่น่าอเนจอนาถโดยไม่ทราบสาเหตุ……

ในตอนนั้นเกิดความหวั่นวิตกไปทั่วทั้งแผ่นดินชิง!

บนหุบเขากันดารพื้นดินแตกระแหงและแตกแยกออกทีละชั้นๆ ไม่เพียงเท่านั้นทั่วปฐพีกลายเป็นสีแดงฉาน

เหนือหุบเขากันดารมีคนอยู่รวมกลุ่มกันราว 30 ชีวิต ซึ่งผู้นำนั้นมิใช่ใครอื่นทว่าคือผู้ทรงเกียรติลู่นั่นเอง!

ส่วนที่ยืนข้างผู้ทรงเกียรติลู่ ก็คือหมั่วซิ่ว

และกลุ่มคนที่เยื้องไปด้านหลังคนทั้งสองล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงทั้งนั้น!

ผู้ทรงเกียรติลู่เหลือบมองไปยังพื้นข้างล่าง “ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วใช่ไหม?”

หมั่วซิ่วพยักหน้า “ขอรับ ขอเพียงหัวใจแหล่งวัตถุพื้นฐานปรากฏเท่านั้น รับรองไม่รอดพ้นไปได้!”

ผู้ทรงเกียรติลู่หันไปมองรอบๆ “สำนักชางเจี้ยนมีความเคลื่อนไหวอย่างไร?”

อีกฝ่ายตอบเสียงขรึม “คนของเราได้ข่าวว่าเวลานี้พวกเซียนทั้งเจ็ดแห่งหุบเขาชางลงจากยอดเขาเพื่อมายังแผ่นดินชิง คาดว่าเวลานี้น่าจะถึงแผ่นดินชิงแล้ว ดูเหมือนพวกเขาพร้อมสู้จนถึงที่สุด”

ผู้ทรงเกียรติลู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ต่างกัน “ช่างหัวมัน เราปล่อยให้พวกมันอยู่อย่างสงบมานานเกินไปแล้ว!”

ชายชราหมั่วซิ่วผงกศีรษะอย่างเห็นด้วย สำนักชางเจี้ยนเป็นฝ่ายที่ต้องการมาแก้แค้นสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ซึ่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดนเองก็เช่นกัน

เป็นที่รู้กันอยู่ว่าร่างของอดีตผู้ทรงเกียรติแห่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ยังคงถูกแขวนประจานอยู่ที่เชิงเขาของหุบเขาชางนั่นเอง

ขณะนั้นเสียงของผู้ทรงเกียรติลู่ดังมาอีกว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้รู้ว่าหัวใจแหล่งวัตถุดิบพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับฝ่าบาท จะผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาด!”

หมั่วซิ่วพยักหน้ารับคำทันที “รับทราบ! ข้าจะไปตรวจดูอีกครั้ง!”

จากนั้นคนก็กลับหลังหันและออกไปทันที

ผู้ทรงเกียรติลู่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ขณะปิดเปลือกตาลงช้าๆ

ความจริงเขามิได้หวั่นเกรงสำนักชางเจี้ยนแม้แต่น้อย ด้วยรู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี คนที่ทำให้เขารู้สึกกริ่งเกรงแท้ที่จริงแล้วคือสตรีลึกลับ อาจารย์ของเยี่ยฉวนต่างหาก!

สตรีคนนั้นน่าหวาดกลัวอย่างที่สุด!

เมื่อใดที่นึกถึงคนคนนี้ ความกลัวทำให้เขาเกิดความลังเลทุกครั้ง!

ต่อมาผู้ทรงเกียรติลู่เปิดเปลือกตาทันที “ส่งคนไปสืบทีซิว่าเยี่ยฉวนมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน!”

พลันยอดฝีมือคนหนึ่งผละจากกลุ่มทะยานหายไปอย่างรวดเร็ว

ณ สถานที่แห่งหนึ่งท่ามกลางหุบเขา เยี่ยฉวนยังคงนั่งอยู่ที่ริมลำธาร โดยนั่งอยู่ที่เดิมมาเป็นเวลานาน

ยามค่ำคืน

ท้องฟ้าเกลื่อนไปด้วยดวงดาวดารดาษ จันทร์ดวงโตลอยเด่นอยู่เหนือหัว ส่วนพื้นโลกนั้นสงัดเงียบ

เสียงเดียวที่ทะลุเข้ามาในโสตประสาทของเยี่ยฉวนคือเสียงน้ำไหลเอื่อยในลำธาร

กลางดึกคืนนั้น เยี่ยฉวนเผยฝ่ามือขวาอย่างช้าๆ พลันต่อมาช่องอากาศที่บริเวณฝ่ามือเกิดบิดเบือนในทันใด

[1]ผลไม้เชื่อมเคลือบน้ำตาลเสียบไม้

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version