บทที่ 632 ไปจากโลกชิงฉาง
ด้วยเหตุนี้เยี่ยฉวนออกจากสำนักเหมันตอุดรไปพร้อมเหล่าศิษย์สำนักชางเจี้ยน
เป็นแน่ว่ายามที่พวกเขาจากไป เยี่ยฉวนยังยึดทรัพย์สมบัติทั้งหมดของสำนักเหมันตอุดรมาด้วย
หลังจากออกมา เยี่ยฉวนนำศิษย์ทั้งหมดไปยังที่ตั้งสำนักผู้ตรวจการเขตแดน
ตอนนี้สำนักผู้ตรวจการดินแดนนั้นร้างว่างเปล่า
ในตำหนักสำนักผู้ตรวจการเขตแดน เยี่ยฉวนมองไปรอบๆ นิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน จากนั้นเขาก็กล่าวออกมาเสียงต่ำ “เอาทุกอย่างไปให้หมด!”
ครึ่งชั่วยามผ่านไปเยี่ยฉวนและคนอื่นๆ ออกจากสำนักผู้ตรวจการเขตแดนไป ไม่ได้จากไปแต่ตัว แต่เอาสมบัติไปด้วย!
เยี่ยฉวนและคนอื่นๆ ไม่ได้กลับไปที่สำนักชางเจี้ยน ทว่าไปที่กองกำลังถัดไป……
ปล้นสะดม!
ไม่ช้าไม่นานกองกำลังทั้งหลายที่เคยมาเยือนสำนักชางเจี้ยนเพื่อช่วยสำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็หายไปตามๆ กัน
ชำระแค้นอย่างบ้าคลั่ง!
เยี่ยฉวนนำเหล่าศิษย์แห่งสำนักชางเจี้ยนไปชำระแค้นอย่างบ้าคลั่ง!
ทว่ายอดฝีมือในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงทั้งหมดในกองกำลังเหล่านี้แทบถูกสังหารโดยสตรีลึกลับไปหมดสิ้นแล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีกองกำลังใดที่ต้านทานเยี่ยฉวนและผู้อื่นได้
ไม่นานเยี่ยฉวนก็มาถึงกองกำลังสุดท้ายพร้อมกับเหล่าศิษย์แห่งสำนักชางเจี้ยน
สถานศึกษาฉางหลาน!
เหนือสถานศึกษาฉางหลาน ชายชราผู้หนึ่งเข้ามายืนขวางเยี่ยฉวนและคนอื่นๆ ไว้
นั่นคืออาจารย์ของจี้อวิ๋น
ชายชราจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนและคนอื่นๆ มองพวกเขาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายน้อยๆ “เจ้าช่วยละเว้นสถานศึกษาฉางหลานเพื่อเห็นแก่จี้อวิ๋นได้หรือไม่?”
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ “ข้าต้องขออภัยด้วย ในครานี้ข้ามาในฐานะตัวแทนแห่งสำนักชางเจี้ยน!”
จากนั้นคนพูดก็กดมือขวาลงเบาๆ “สังหารพวกมันให้เรียบ!”
จากนั้นศิษย์แห่งสำนักชางเจี้ยนทั้งหมดด้านหลังก็เร่งรุดไปในสถานศึกษาฉางหลานอย่างฉับไว
เบื้องหน้าเยี่ยฉวน สีหน้าของชายชราออกจะดูไม่จืดไป พร้อมกันนั้นก็ตั้งท่าเตรียมเข้าจู่โจม เวลานั้นเองกระบี่ก็ได้เข้าประชิดแสกหน้าของชายเฒ่า!
คนชราจ้องมองเยี่ยฉวนที่กล่าวอย่างแผ่วเบา “หากท่านต้องการจะปลิดชีพข้านัก ก็เอาเลย”
คนพูดจ้องเขม็งไปที่อีกฝ่ายไม่วางตาและไม่ได้พูดสิ่งใด
ครึ่งชั่วยามต่อมาเยี่ยฉวนจากสถานศึกษาฉางหลานไปพร้อมศิษย์แห่งสำนักชางเจี้ยน
กลางอากาศนั้นชายชราทอดมองไปที่ร่างทั้งหลายที่กองอยู่ที่พื้นเบื้องล่าง
มีร่องรอยของความเศร้าโศกฉายอยู่ในแววตาเขา ยามที่สถานศึกษาฉางหลานกำลังจะหมายหัวเยี่ยฉวน เขาได้คัดค้านอย่างถึงที่สุด ทว่าชิวหย่วนคิดว่าเยี่ยฉวนจะพ่ายแพ้เป็นแน่……
เหตุเพราะการตัดสินใจที่พลาดพลั้งไป สถานศึกษาฉางหลาน… มรดกของสถานศึกษาฉางหลานและสิ่งที่สั่งสมมานับพันๆ ปีจึงได้ถูกทำลายหมดสิ้น!
เวลาผ่านไปชายชราทอดถอนหายใจและเบือนหน้าไป
สำนักชางเจี้ยน
เยี่ยฉวนกลับมาที่สำนักชางเจี้ยนพร้อมกับเหล่าศิษย์ทั้งหลาย เวลานั้นยอดเขาทั้งหกของสำนักชางเจี้ยนพังทลายและทุกอย่างก็กลายเป็นเศษซาก
เมื่อมองไปที่สำนักชางเจี้ยนเบื้องหน้าเยี่ยฉวน ทุกผู้คนด้านหลังเขาก็หม่นหมองไป
หลายคนได้ลาลับไป
บัดนั้นเยี่ยฉวนเอ่ยออกมาเบาๆ “นับจำนวนคนตายและให้พวกเขาได้หลับอย่างสงบ”
ด้านหลังของเขา ศิษย์สำนักชางเจี้ยนคำนับ “ขอรับ!”
ด้วยเหตุนี้เขาเบือนหน้าและจากไปพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่ง
เยี่ยฉวนมาที่ยอดเขาอวิ่นเจี้ยน ที่ที่กลายเป็นซากปรักหักพังกองพะเนิน
เยี่ยฉวนนั่งบนเศษซากนั่น เขาใช้เวลาในยามกลางคืนหมดไปเช่นนั้น
ผู้คนมากมายลาลับไป!
เฉินเป่ยฮั่น เจี้ยนซ่วน เหลียนปี่เซียน จ้านเถี่ย……และเยว่ฉี……
เยว่ฉี!
เมื่อคำนึงถึงตรงนี้เขาก็เร่งรีบเข้าไปในหอคอยแห่งเรือนจำ
ในหอคอยนั้นเยี่ยฉวนไปยังจิตวิญญาณของเยว่ฉี บัดนั้นจิตวิญญาณของนางถูกห่อหุ้มด้วยลำแสงของกระบี่แห่งแสง
สร้างกายเนื้อใหม่!
ปัญหาของเยว่ฉีไม่ใช่แค่ต้องสร้างกายเนื้อให้นางใหม่ แต่รวมถึงต้องซ่อมแซมจิตวิญญาณของนาง แม้จะยากลำบากแสนเข็ญ มันก็ไม่สำคัญ ตราบเท่านี่มีความหวังอยู่!
สถานศึกษาเต๋าอี้!
นึกได้ถึงสิ่งนี้เขาก็ออกจากหอคอยแห่งเรือนจำไป
เขาจำต้องสะสางเรื่องทุกอย่างในโลกชิงฉางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็ไปสถานศึกษาเต๋าอี้!
เพื่อที่จะฟื้นฟูสำนักชางเจี้ยน สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดคือเงิน ทว่าในเวลานี้ เยี่ยฉวนไม่ได้ขาดแคลนเงินแต่อย่างใด เขาอาจจะถูกเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกชิงฉางก็เป็นได้
เหตุเพราะกองกำลังที่พวกเขาเข้ายึด ตั้งแต่ก่อนหน้าก็ไม่ใช่กองกำลังทั่วไป ความมั่งคั่งของกำลังเหล่านี้ที่สั่งสมมาอยู่ในมือของเขา!
ทรัพย์สมบัติทุกประเภท ศิลาจิตวิญญาณ ที่มีมากเหลือคณานับ……
เยี่ยฉวนพบยอดเขาใหม่หลายที่ในอาณาเขตของสำนักชางเจี้ยน ไม่ช้าก็มีหอตั้งอยู่ตามยอดเขาทีละยอดจนครบ
เยี่ยฉวนกลับไปที่แผ่นดินชิง
หลังจากกลับมาที่แผ่นดินชิง เยี่ยฉวนออกคำสั่งเรียกรวมตัวเป็นสิ่งแรก ไม่ช้าไม่นานศิษย์เก่าแห่งสำนักชางเจี้ยนก็กลับไปที่สถานศึกษาฉางหลานสำหรับการรับสืบทอด
เบื้องหน้าหอฉางหลาน เยี่ยฉวนกำลังนั่งอยู่เงียบๆ ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาทำความเคารพเขาอย่างซาบซึ้งทีละคน ไม่ห่างออกไปจากเขานักมีกว่า 20 คนที่ยืนอยู่
พวกเขาเป็นศิษย์เก่าของสถานศึกษาฉางหลานทั้งสิ้น!
ในเวลานั้นเสียงของแผ่นดินไหวที่อยู่ห่างไกลออกไปพลันดังขึ้น เยี่ยฉวนเงยหน้ามอง แลเห็นว่าขุนศึกกว่าร้อยคนกำลังเคลื่อนพลมาด้วยกันอยู่ที่ตีนเขาไม่ห่างออกไปนัก
เหล่าขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลาน!
เหล่าขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานนั้นเคลื่อนพลมาอย่างว่องไว ภายในชั่วพริบตาพวกเขาก็มาถึงฉางหลาน พวกเขาลงมาจากม้าพร้อมกัน และจากนั้นก็นั่งลงชันเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าเยี่ยฉวน “คำนับท่านอาจารย์ใหญ่!”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างผ่าเผย
พวกเขาเฝ้ารอวันนี้มาเนิ่นนาน
เยี่ยฉวนกล่าวเบาๆ “ลุกขึ้น!”
หลังจากนั้นพวกเขาก็ลุกขึ้นและออกไปยืนด้านข้างอย่างสงบเงียบ
ขณะนั้นเองเงาอันงดงามพลันเคลื่อนมาอย่างว่องไวในระยะที่ห่างออกไป ไม่ช้าสตรีนางหนึ่งก็ปรากฏเบื้องหน้าเยี่ยฉวน
เจียงจิ่ว
เจียงจิ่วจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน ฉับพลันนางยื่นนิ้วเรียวที่ดูสะอาดผุดผ่องไปเชยคางเยี่ยฉวนอย่างนุ่มนวล
“เจ้าจำข้าได้หรือไม่?”
เยี่ยฉวนยืนขึ้นและสวมกอดเจียงจิ่วอย่างทะนุถนอมและกล่าวเสียงนุ่ม “เสี่ยวจิ่ว……”
หลังจากที่เจียงจิ่วได้ยินเช่นนี้ ร่างเล็กอันบอบบางของนางก็สั่นเทิ้ม ไม่ช้านางก็เอามือไปประคองข้อมือของเยี่ยฉวนไว้
“ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่กลับมาเสียแล้ว……”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “โธ่ ได้อย่างไรเล่า!”
จากนั้นคนจึงมองไปที่ด้านหลังของเจียงจิ่งซึ่งมีคนสิบคนกำลังยืนอยู่ด้านหลังของนาง ทั้งหมดเป็นที่เขาเลือกก่อนหน้านี้
ขณะนี้คนทั้งสิบได้อยู่ในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
ขั้นควบยุทธ์สะท้านภพ!
เห็นเช่นนั้นเยี่ยฉวนก็ค่อนข้างตกตะลึง
เจียงจิ่วพลันหัวเราะและกล่าว “เจ้าประหลาดใจอย่างนั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า
เจียงจิ่วหันไปมองคนทั้งสิบด้วยสีหน้าเย็นชา “จงเคารพท่านอาจารย์ใหญ่ให้ไว”
คนทั้งสิบจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน ทว่าไม่มีผู้ใดกระทำตาม
เมื่อเห็นภาพนี้เจียงจิ่วหน้านิ่วไปน้อยๆ และจากนั้นเยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “พวกเขากลายเป็นพวกหยิ่งยโส”
จากนั้นเขาก็หายไปจากทัศนียภาพ ในเวลาต่อมา……
ตู้ม ตู้ม ตู้ม ตู้ม……
ภายใต้สายตาของผู้คนทั้งหมด คนทั้งสิบนั้นลอยกระเด็นออกไปนับ 300 ชุ่นได้ พวกเขาดิ้นรนอยู่ที่พื้นเป็นเวลานานและค่อยๆ ลุกขึ้นมา
หลังรับรู้ได้ถึงสิ่งนี้ ทุกคนรอบๆ ต่างตื่นตะหนก โดยเฉพาะสิบคนเหล่านั้น เหตุเพราะพวกเขาอยู่ในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพในเวลานี้ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าในแผ่นดินชิง กระนั้นมันเป็นไปอย่างคาดไม่ถึง พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะโต้ตอบได้เมื่ออยู่ต่อหน้าเยี่ยฉวน!
เจียงจิ่วก็ตกตะลึงด้วยเช่นกัน นางรู้ว่าพลังของเยี่ยฉวนนั้นแข็งแกร่งขึ้น ทว่านางไม่คาดว่าจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้!
ราวกับกำลังตรึกตรองบางสิ่ง นางหันไปจ้องเขม็งที่คนทั้งสิบ “จงเคารพท่านอาจารย์ใหญ่ให้ไว”
คนทั้งสิบชีวิตค่อยๆ ยืนขึ้นมาและกำลังจะคำนับ บัดนั้นเองปราณกระบี่อันทรงพลังพลันเข้าโอบล้อมพวกเขาไว้ ฉับพลันทั้งหมดก็คุกเข่าลงกับผืนดินทันที
เยี่ยฉวนก้าวย่างไปหากลุ่มคนเบื้องหน้าอย่างช้าๆ “เช่นนี้ หากข้าไม่แข็งแกร่ง พวกเจ้าก็จะไม่ยอมรับข้าใช่หรือไม่?”
คนทั้งสิบเหงื่อไหลพรากไม่ปริปาก
เยี่ยฉวนท่าทางเฉยเมยและกระทืบเท้าเบาๆ
ตู้ม!
ทั้งสิบร่างหมอบไปกับพื้นในฉับพลัน ในเวลาเดียวกันกระดูกของพวกเขาทุกคนก็แตกสลาย
เยี่ยฉวนกล่าวเสียงแผ่วเบา “เจ้าทำอย่างไรถึงได้ในสิ่งที่เจ้ามีในวันนี้?”
มีน้ำเสียงที่สั่นเทาตอบออกมา “ด้วยความกรุณาของท่านอาจารย์ใหญ่!”
เยี่ยฉวนไม่แสดงอารมณ์ ใดๆ “แล้วอย่างไร?”
ชายคนนั้นตอบกลับทันควัน “พวกข้าผิดไปแล้ว ขอท่านโปรดให้อภัยพวกข้า……”
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ เขาหันกลับไปมองเจียงจิ่วที่อยู่ไม่ไกล “พลังของพวกเขาเพิ่มขึ้น ทว่าข้าไม่พึงพอใจกับความประพฤติของพวกเขา ฉะนั้นข้าจึงตัดสินที่จะยึดทุกอย่างที่พวกเขามีกลับมา จะเว้นก็แต่สิ่งสำหรับการบำเพ็ญเพียร ข้าจะเหลือเอาไว้ให้ด้วยความเมตตา”
ด้วยเหตุนี้คนพูดก็หันไปจ้องมองคนทั้งสิบ “พวกเจ้าเป็นอิสระแล้ว”
หลังจากที่คนทั้งสิบได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก พวกเขาเร่งรีบอ้อนวอนเยี่ยฉวน ทว่าเยี่ยฉวนก็เบือนหน้าและจากไปเสียแล้ว
ไม่ไกลออกไปเจียงจิ่วปรายตามองคนพวกนั้น ท่าทางของนางดูเข้าใจได้ยาก “พวกเจ้าคิดว่าหลังจากพวกเจ้าบรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพ พวกเจ้านั้นแข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินชิง พวกเจ้าคิดว่าเขาจะต้องพึ่งพาเจ้าและเขาต้องการพวกเจ้ามากกว่าที่พวกเจ้าต้องการเขา ฉะนั้นพวกเจ้าจึงไม่เคารพเขาอีกต่อไป ช่างน่าเสียดายที่เขานั้นแกร่งกล้ากว่าที่พวกเจ้าคาดไว้นัก เขาแข็งแกร่งเสียจนพวกเจ้าล้าหลังไปไกลมิอาจตามเขาทันได้”
กล่าวถึงสิ่งนี้แล้วนางก็หยุดพูดไปเล็กน้อยและจากนั้นเอ่ยออกมา “ต่อแต่นี้ไปเจ้าเป็นอิสระ ในภายภาคหน้าจะหามีผู้ใดช่วยจัดเตรียมวัตถุดิบในการบำเพ็ญเพียรให้พวกเจ้า และหามีผู้ใดช่วยฝึกฝนเจ้า!”
จากนั้นนางก็หันหลังและจากไป
ด้านหลังเจียงจิ่ว สีหน้าของคนทั้งสิบซีดเซียวไป
ไร้วัตถุดิบในการบำเพ็ญเพียร……นี่เป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงสำหรับพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาพัฒนาขึ้นมาอย่างไร้ความกังวล เหตุเพราะพวกเขาเพียงต้องมุ่งเน้นไปที่การบำเพ็ญเพียรโดยมิต้องเป็นกังวลกับสิ่งอื่นใด ทว่าบัดนี้พวกเขาจะไม่ได้รับการดูแลอย่างพิเศษอีกต่อไป!
ห่างออกไป เหล่าศิษย์แห่งสถานศึกษาฉางหลานนั้นและขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานทอดมองไปที่กลุ่มคนพวกนั้นและเบือนหน้าจากไป
สำหรับพวกเขา เยี่ยฉวนนั้นคือที่สุด มากไปกว่านั้นพวกเขาเคารพยกย่องเยี่ยฉวนไม่ใช่เพียงเพราะพลังอันยิ่งใหญ่ ทว่าเพราะทุกๆ อย่างที่เยี่ยฉวนทำเพื่อพวกเขาด้วยเช่นกัน
ในโถงใหญ่แห่งฉางหลาน เยี่ยฉวนยืนอยู่เงียบๆ ด้านหลังเขามีเจียงจิ่วอยู่ นางมองเยี่ยฉวนและเอ่ยเสียงนุ่มนวล “เหตุใดเจ้าจึงโกรธเคืองถึงเพียงนั้น?”
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ “ข้าไม่ได้โกรธเคือง มันเป็นเหตุเพราะพวกเขากลายเป็นคนยโสโอหัง ข้าไม่ต้องการคนเช่นนั้น หากข้าเก็บพวกเขาไว้ เจ้าคงไม่สามารถกำราบพวกเขาได้ยามที่ข้าไม่อยู่”
ไม่อยู่?
เจียงจิ่วขมวดคิ้วน้อยๆ “เจ้าจะไปจากแผ่นดินชิงหรือ?”
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ “ไม่ใช่แผ่นดินชิงหรอก แต่เป็นโลกชิงฉาง”
“เจ้าจะไปจากโลกชิงฉางหรือ?”
เจียงจิ่วขมวดคิ้วแน่นมากขึ้น “เจ้าต้องการจะไปจากโลกชิงฉางหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “คราวนี้ข้าจะพาเจ้าไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง เจ้าสามารถพัฒนาขึ้นได้ดีกว่าที่นี่!”
เจียงจิ่วกดเสียงต่ำ “เช่นนั้น แผ่นดินชิง……”
เยี่ยฉวนกล่าวอย่างนุ่มนวล “โดยธรรมดาแล้วเราคงปล่อยมันไว้ไม่ได้ ทิ้งคนส่วนหนึ่งเอาไว้ที่นี่และให้พวกเขาเกณฑ์ศิษย์ใหม่ต่อไป”
เจียงจิ่วตรึกตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้และพยักหน้า “ย่อมได้”
เยี่ยฉวนยิ้มและจากนั้นเขาก็ไปที่หออิงหลิงพร้อมเจียงจิ่ว ในหอนั้นเยี่ยฉวนไปที่แผ่นจารึกจิตวิญญาณของจี้อวิ๋น เวลาต่อมาเขากล่าวเบาๆ ท่านผู้อาวุโสจี้ อีกไม่นานสถานศึกษาฉางหลานจะกลายเป็นสถานศึกษาที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลกชิงฉาง..”
บัดนี้เองคิ้วของเขาย่นไปเล็กน้อย และจากนั้นเขาก็เอาศิลานำสารออกมา ไม่นานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “มีบางสิ่งเกิดขึ้นที่สำนักเวทบรรพกาล”
