Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 119


ตอนที่ 119 ซ้ายขวาหน้าหลัง โจมตีศัตรูไว้ก่อน

“นี่จะลงมือกันอย่างไร ไม้กระบองในมือพวกเราไม่ได้ยาวเหมือนพวกมัน เข้าใกล้ก็จะโดนลงมือก่อนน่ะสิ!”

แม้ว่ากำลังโมโหคุกรุ่น แต่เฉินซือเป่าก็ยังไม่บุ่มบ่าม ก็ไม่อยากออกไปโดนโจมตีเอาเช่นกัน แก้สถานการณ์เช่นนี้ให้ได้ถึงจะแก้แค้นได้

“คุณชาย หรือพวกเรากลับไปเอาทวนยาวที่จวนเรามาค่อยลงมือ จะได้ไม่เสียเปรียบ ยังจะได้ตามคนมาช่วยเพิ่มด้วย!”

คนรับใช้ข้างๆ เสนอขึ้นด้วยท่าทีระมัดระวัง เฉินซือเป่าโบกมืออย่างร้อนใจ มองขบวนแถวอย่างละเอียดก่อนจะกล่าวว่า

“อย่าได้เสนอความคิดโง่ๆ คนพวกนี้ไม่รู้ว่าเป็นคนของใครในเมืองหลวงนี้ พอถึงจวน ท่านพ่อข้าจะให้ข้าออกมาอีกหรือไม่ยังไม่แน่ เรื่องจะกลับมาเอาเรื่องที่นี่อีกไม่ต้องพูดถึงเลย หากจะแก้แค้น ก็ต้องตอนนี้เท่านั้น!”

เฉินซือเป่าคิดการณ์ได้ปรุโปร่ง แม้ว่าวันๆ จะเอาแต่เที่ยวเตร่ ไร้สาระ แต่เรื่องการรบพวกนี้ก็มีคนสอนสั่งอยู่ แต่ที่เรียนมานั้นต่างชั้นมากนัก

พวกหวังทงเข้าแถวจัดขบวนกันทุกวัน ตอนนี้ยังมีไม้พลองยาวมาช่วยหนุน ยืนกันนานไม่ใช่ปัญหา ยังคงแน่วแน่มั่นคงอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ทางนี้จับตาอยู่นานก็มองไม่ออก พวกเฉินซือเป่าที่ใจร้อนกันหลายคนก็นำคนบุกเข้าใส่ แต่ก็ล้วนถูกเฉินซือเป่าตะโกนเรียกให้กลับมา

การบุกเข้าใส่อย่างโง่ๆ เช่นนี้ ผลก็คงเหมือนกับเสี่ยวถังเมื่อครู่นี้ ขบวนสี่เหลี่ยมแต่ละด้านนี้ ไม่ว่าด้านไหนก็ล้วนเหมือนกัน เหมือนว่าไม่มีช่องโหว่

เฉินซือเป่ามองจนตาลาย ยังไงก็คิดหนทางไม่ได้ จึงหันกลับไปกล่าวกับหัวหน้านายทหารว่า

“เฉินอู่ เจ้าว่าจะรุกอย่างไร?”

หัวหน้านายทหารผู้นั้นก็เอาแต่จ้องมอง พอได้ยินเสียงคุณชายตนถามมา ก็อดส่ายหน้าไม่ได้ ตอบว่า

“ป้องกันแน่นหนา นี่ต้องเป็นกองทหารที่ฝึกกันมาระยะหนึ่งแล้ว ดูเสื้อเกราะและหมวกเกราะ ดูไม้พลองนั่น ข้าเคยเห็นทหารมาหลายมณฑล เกรงว่ามีแค่คนของจวนเว่ยกั๋วกง[ 1 ]แห่งเมืองหนานจิงเท่านั้นที่มีความสามารถเช่นนี้ได้”

พอพูดถึงตรงนี้ สองคนก็มองไปพร้อมกัน หากว่าคนพวกนี้เกี่ยวข้องกับเว่ยกั๋วกงแล้ว เช่นนี้ไม่ต้องลงมือละ หันหลังกลับบ้านดีกว่า

“คุณชาย หรือกลับไปเอาโล่มาจะดีกว่า ยังไงก็พอรับไว้ได้!”

“เฉินอู่ จิตใจพวกเจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ พอถึงจวนก็ฟ้องท่านพ่อข้า ไม่ให้ข้าออกจากบ้าน รีบหาทางว่าจะโจมตีอย่างไรดีกว่า กลับไปข้าจะควักเงินเลี้ยงสุราพวกเจ้าเอง!”

เฉินอู่สีหน้าแดงก่ำอยู่พักหนึ่ง ก็กระแอมไอดังติดกัน ก่อนจะเอ่ยว่า

“เห็นคนพวกนี้แล้ว แม้ว่ายืนเป็นค่ายกล แต่ไม่เดินรุกเข้าโจมตี น่าจะฝึกยังไม่พอ เกรงว่าพอขยับก็จะผิดตำแหน่ง ข้าน้อยมีวิธี พวกเราทางนี้ยังวิ่งได้ ไม่สู้แบ่งออกเป็นสองขบวน วิ่งไปรบกวนพวกมันสองด้าน แต่ไม่ต้องบุกเข้าไป สองด้านไม่อาจประสานกันเมื่อใด ขบวนย่อมคลายตัวลง ถึงตอนนั้นตรงไหนมีช่องว่าง บุกเข้าตรงนั้นก็พอได้ คุณชายน้อย หากต้องบุกจริง ท่านอย่าได้ลงมือหนัก ฟาดไปสองสามทีก็พอ เห็นยุทธวิธีคนกลุ่มนี้แล้วคิดว่ามีที่มาไม่ธรรมดา”

ได้ยินเฉินอู่มั่นใจเช่นนี้ เฉินซือเป่าก็สะบัดข้อมือ กล่าวอย่างฮึกเหิมว่า

“ข้ารู้หนักเบา แม่มันสิ วันนี้ตีกันสนุกดี รอให้ชนะก่อน ข้าจะเลี้ยงสุรา เชิญหญิงงามมาให้ความสำราญพวกเจ้า ใช่แล้ว วิธีนี้เจ้าเรียนมาจากทางใต้ในปีนั้นใช่ไหม?”

เฉินจินเซิ่งเคยนำทัพลงใต้ตอนปลายรัชสมัยฮ่องเต้เจียจิ้ง ได้รบเข่นฆ่าพวกโจรสลัดด้วยมีดจริงทวนจริง พวกเฉินอู่ตอนนั้นก็ตามไปอารักขาข้างกายด้วย ดังนั้นเฉินซือเป่าจึงได้ถามเช่นนี้

คิดไม่ถึงว่าเฉินอู่ฟังแล้วก็หน้าแดงก่ำ กระแอมไอสองสามทีก่อนจะกล่าวอย่างไม่เต็มปากว่า

“อันนี้…อันนี้…ตอนกองทัพราชวงศ์หมิงเราออกรบกับศัตรู โจรสลัดที่มาจากทางทะเลจะใช้วิธีทำให้ทัพเราอลหม่าน จากนั้นค่อยโจมตี…”

“ถุย! เจ้าพวกหน้าไม่อาย!!”

พอได้ยินว่าเรียนวิธีจากโจรสลัด ท่าทางภาคภูมิของเฉินซือเป่าก็ลดลงไปกว่าครึ่ง แต่ก็ยังกล่าวต่อว่า

“ให้ชนะพวกบัดซบนี่ก่อนค่อยว่ากัน!”

เสี่ยวถังรู้สึกดีขึ้นไม่น้อยแล้ว จึงให้เขานำขบวนที่สอง เฉินซือเป่าแบ่งทหารที่จวนให้ไปทางนั้น 10 กว่านาย กำลังหลักไว้ข้างกายตน สองข้างตะโกนขึ้นพร้อมกันก่อนจะบุกออกไป

ด้านหนึ่งโจมตีซ้าย ด้านหนึ่งโจมตีขวา แยกอาณาเขตโจมตีของไม้พลองออก แล้วยังคอยตะโกนด่าอยู่ด้านนอก แต่ไม่รุกเข้าใส่ หรือไม่ก็ก้าวเข้าไปสองสามก้าว พอเด็กๆ ยกไม้พลองจะแทง คนของเฉินซือเป่าก็รีบถอยกลับ หวังให้ขบวนแถวอลหม่าน

“นิ่งไว้ นิ่งไว้ ไม่มีคำสั่งอย่าขยับสะเปะสะปะ ต้องรักษาขบวนแถวไว้!”

หวังทงตะโกนเสียงดัง สี่ด้านรอบนอก ทุกด้านล้วนมีเด็กที่นิ่งพอจะรักษาสถานการณ์ไว้ได้ พวกเขาพากันส่งเสียงตะโกนเรียกแถว ทำให้ขบวนแถวไม่ถึงกลับกระจายตัวออก

*****

ณ บ้านเรือนในละแวกนั้น โจวอี้กังวลว่าหากทำฮ่องเต้บาดเจ็บจะเป็นความผิดใหญ่หลวง ทำบุตรชายเซียงเฉิงป๋อบาดเจ็บ ดีไม่ดีจะถูกไทเฮาตำหนิว่าเหลวไหล ทางไหนก็ล้วนยากลำบาก มองแล้วก็รู้สึกใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ

พวกเซวียจานเยี่ยกับเติ้งจิ้นและหูฉีล้วนเป็นคนกองทัพ ต่างจากโจวอี้ พวกเขาจัดวางกำลังไว้เรียบร้อย หากมีเรื่องก็รีบออกไปหยุดไว้ ตอนนี้รอดูเรื่องสนุก

บรรดาชายฉกรรจ์หลายคนมองดูผ่านทางหน้าต่างอย่างออกรส เด็กๆ ของลานฝึกหู่เวยจัดขบวนได้อย่างมียุทธวิธี รุกถอยอย่างมีจังหวะ แต่คนที่เฉินซือเป่าพามานั้นก็ไม่ได้บุกอย่างไม่สนใจอะไร แต่กลับแบ่งออกเป็นสองขบวนลอบโจมตี

“เด็กๆ ลานฝึกพวกนี้ไม่เลวเลย เจ้าว่ากองกำลังมังกรรักษาพระองค์เราวันหน้าฝึกแบบนี้บ้างได้ไหม”

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ข้ากับเจ้าจะตัดสินได้ เจ้าว่าสองกลุ่มนี่ใครจะชนะ?”

“ลานฝึกรักษาระเบียบ คนจวนเซียงเฉิงป๋อป๋อนำกำลังมาสามสิบนาย แต่คนอื่นๆ เป็นแค่คนรับใช้ เกรงว่าใช้การไม่ได้”

เติ้งจิ้นกับหูฉีวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน เซวียจานเยี่ยที่อยู่ตรงนั้นด้วยก็จ้องมองอยู่ พลางหัวเราะขึ้นว่า

“พวกทหารจวนเซียงเฉิงป๋อรักษาชายแดนใต้มาห้าปี ออกรบทั้งหมดเจ็ดครั้ง เวลาที่เหลือเอาแต่ปราบโจรกันอยู่ในจวนหงส์ตะวัน อย่าคาดหวังว่าจะมีความสามารถอันใด ข้าว่า ไม่แน่ว่าจะชนะ”

หลายคนยิ่งพูดยิ่งสนุก ใกล้จะได้ลงพนันขันต่อกันละ แต่ถูกโจวอี้ที่ทำหน้าอยากจะร้องไห้ยั้งเอาไว้ จึงได้เงียบดูกันต่อ

****

ยกไม้พลองอยู่อย่างนี้ทำให้เหนื่อยมาก คนพวกนี้ก็เอาแต่ล่อหลอกไม่หยุด บรรดาเด็กๆ ไม่กล้าวางไม้พลองลง ขบวนแถวก็ค่อยๆ คลายออก เฉินซือเป่ามองออกว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปบ้างแล้ว ก็ยิ่งฮึกเหิม กระโดดไปมาหลอกล่อ ตะโกนเสียงดังไปด้วยว่า

“แน่จริงพวกเจ้าก็ออกมา หดหัวอยู่นั่นจะเป็นลูกผู้ชายได้ไง เจ้าคนที่ชื่อหวังทงนั่น ออกมาสู้กับข้าตัวต่อตัว หากให้คนมาช่วยเจ้าก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย”

คนทางนี้ทั้งร้องเหยียดหยามทั้งตะโกนด่า เด็กๆ อย่างไรก็อายุยังน้อย สะกดกลั้นอารมณ์ไม่อยู่ ลี่เทาที่ยืนแถวหน้าก็คำรามใส่หวังทงว่า

“พลทหารหวัง เช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ได้การ รีบออกคำสั่ง!”

หวังทงกลับเอาแต่จ้องมองตำแหน่งสองข้างที่เข้ามาใกล้ เฉินซือเป่าและคนอื่นๆ มองออกว่าเด็กๆ เหน็ดเหนื่อยแล้ว จึงเขยิบเข้าใกล้ยิ่งขึ้น คนที่กล้าหน่อยก็เข้าใกล้อาณาเขตความยาวของไม้พลอง หวังทงตะโกนดังขึ้นทันทีว่า

“พร้อม~~~ มองไปข้างหน้า!!!”

แม้ว่าทุกคนจะตึงเครียด แต่พอคำสั่งออกมา เด็กทุกคนก็ยกไม้พลองพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่ทันใช้ความคิดอะไร การเคลื่อนไหวนี้ออกไป กลับทำให้ฝ่ายตรงข้ามทั้งสองด้านตกใจกระโดดตัวลอย กระโจนถอยห่างออกไปพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายหลายก้าว

“พร้อม ขวาหัน!!!”

หวังทงออกคำสั่งอีก ขบวนแถวสี่เหลี่ยมเล็กก็พร้อมกันหันไปทางขวา ตอนนี้เองพวกเสี่ยวถังก็เห็นโอกาส ศัตรูตรงหน้าหันหลังให้ตนเอง ลงมือตอนนี้ย่อมได้เปรียบ แต่ไหนเลยจะมีเรื่องได้เปรียบเช่นนี้ส่งมาถึงที่ จึงลังเลครู่หนึ่ง

“สามแถวหน้ายก ก้าวไปข้างหน้าสิบก้าว~~~ปฏิบัติ!!!”

หวังทงตะโกนเสียงดังขึ้นอีก เด็กๆ สามแถวหน้าก็ยกไม้พลองขึ้นอย่างไม่ทันใช้ความคิดอะไร ทำตามขั้นตอนการฝึกปกติ ปากก็ตะโกนพร้อมกันว่า

“หนึ่ง สอง หนึ่ง สอง…”

เดินก้าวยาวๆ ออกไป เพิ่งจะตะลึงกับการมองไปข้างหน้าของพวกเด็ก ยังไม่ทันได้ตั้งสติ ก็เห็นไม้พลองหลายแถวก้าวมาทางตนเองแล้ว

เมื่อครู่หยอกเย้าและเข้าใกล้เกินไป ถอยหลังไม่ทันแล้ว หัวหน้ากองทหารเฉินอู่เห็นทางไม่ดี ก็คว้าตัวเฉินซือเป่ากลับมา

บรรดาคนของจวนเซียงเฉิงป๋อที่ยืนแถวหนึ่งแถวสอง ทำได้แค่หันหลัง มอบแผ่นหลังให้พวกเด็กๆ ไปอย่างไม่สนใจอะไรกันอีกแล้ว

ในเมื่อมอบให้ตรงหน้า ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะไม่แทง เด็กๆ รูปร่างไม่สูงนัก ยกสูงเปลืองแรง ยกราบกลับพอดี การยกราบนี้สามารถแทงเข้าที่ขาหลังและก้น

สองที่นี้เนื้อเยอะมาก แทงโดนไม่มีอันตรายอะไรมาก แต่ความเจ็บปวดนั้นย่อมเลี่ยงไม่ได้ และยังเจ็บปวดมากอีกด้วย พวกตัวสูงๆ ยังแทงลงโดนบั้นเอวข้างหน้าอีกด้วย

ชั่วขณะหนึ่งที่เสียงดัง ‘โอยโยๆ’ อย่างเจ็บปวดกระทบโสตประสาทไม่หยุด ความเจ็บปวดนี้ย่ำแย่ยิ่งนัก ไม่สนใจว่าเจ็บ สนใจแค่ไม้ในมือยังถือไว้ไม่อยู่

ตอนเด็กๆ ก้าวเข้าใส่ก้าวที่สามนั้นก็ถึงทหารของเฉินซือเป่าแล้ว หลายคนหันหลังไม่ทันก็โดนแทงเข้าท้องน้อยและจุดยุทธศาสตร์ ยืนไม่อยู่ ล้มลงกับพื้นทันที ยังดีที่พรรคพวกมือเท้าไวหนีทัน จึงไม่ถูกคนเหยียบข้ามไป

เด็กๆ ก้าวที่ห้า ก็ไล่ทันเฉินซือเป่า ด้านหน้าด้านหลังเฉินซือเป่ามีคนกันไว้ วิ่งได้ไม่ไกล ก็รู้สึกว่าด้านหลังถูกแทง เจ็บถึงใจ เจ็บจนไม่สนใจอะไรแล้ว ทิ้งไม้พลองสองมือกุมด้านหลัง ก้มหน้าก้มหน้าเบียดตัวไปด้านหน้า

พวกทหารพวกนั้นเดิมยังพอมียุทธวิธี คิดจะวิ่งเร็วแต่ก็ยังรักษาขบวน แต่พวกคนงานคนรับใช้ ยังมีพวกบรรดาคนที่คุณชายทั้งหลายพามา พอถูกเด็กแทงใส่ก็วิ่งหนีกันกระจัดกระจาย กุมก้นร้องอย่างเจ็บปวด วิ่งกันอลหม่านไปทั่ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจะกลับมารวมตัวกันใหม่

ไม้กระบองร่วงลงพื้นเต็มไปหมด ทุกคนร้องกันอย่างเจ็บปวดไม่หยุด พวกที่วิ่งเร็วก็วิ่งไปถึงถนนทักษิณแล้ว พวกที่วิ่งช้าก็กระจัดกระจายไปทั่ว การโจมตีนี้ก็เพื่อให้พวกเขากระจัดกระจาย

เด็กๆ มองลอดหมวกเกราะออกมาเห็นศัตรูแต่ละคนมีสภาพเอน็จอนาถเช่นนั้น ก็อดยิ้มกว้างไม่ได้ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็หัวเราะดังลั่นออกมา

“พร้อม~~~กลับหลังหัน!!”

เสียงตะโกนดังของหวังทงดังขึ้นอีก

………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

[ 1 ] บรรดาศักดิ์พระราชทานมีสามระดับ ได้แก่ กง โหว และป๋อ ตามลำดับ เว่ยกั๋วกงเป็นราชทินนามที่พระราชทานให้ขุนนางที่มีความดีความชอบ เป็นตำแหน่งที่สืบทอดต่อในวงศ์ตระกูล ในสมัยราชวงศ์หมิงขุนนางตระกูลสวีได้รับพระราชทานพระราชทินนามนี้มาจากปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หมิง จักรพรรดิจูหยวนจาง

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version