ตอนที่ 213 เรียกร้องเบี้ยหวัด
“เช่นนั้นหวังทงว่าอย่างไร?”
“บอกว่าเบี้ยที่ค้างไว้อีกหลายเดือนนี้ต้องจัดการจ่ายให้เรียบร้อยก่อนวันที่ 5 เดือนหนึ่ง ยังบอกว่าองครักษ์เสื้อแพรเป็นคนของกองพันองครักษ์เสื้อแพรเทียนจิน ก็ควรได้รับการปฏิบัติเยี่ยงทหารในพื้นที่ ต้องจ่ายเป็นข้าวสารทั้งหมด ไม่เอาตั๋วเงิน และไม่ให้หักด้วย”
ณ กองตรวจการ ฟานต๋าไม่ได้กลับบ้านไปฉลองปีใหม่ บ่ายวันที่ 28 เดือนสิบสองเขานั่งอยู่ที่ห้องโถงกลาง ฟังเสียงร่ำไห้ไปฟ้องไปของหานถิงไฉ
เห็นลูกน้องตนโดนจัดการมาจนจมูกเขียวช้ำ ด้านนอกยังมีพลทหารที่สภาพทุลักทุเลอีกหลายคน สีหน้าของนายกองฟานต๋าก็ดำคล้ำน่ากลัวยิ่ง
“เงินและตั๋วที่นำส่งไปล่ะ?”
“ใต้เท้าหวัง ไม่ หวังทงนั่นเขียนใบรับว่ารับไว้แค่ 520 ตำลึง ที่เหลือยังต้องชดเชยให้ครบ”
ได้ยินเช่นนี้ ฟานต๋าก็ระงับความโกรธของตนเองไว้ไม่อยู่ ตบโต๊ะดังปัง ตะโกนเสียงดังด้วยความโมโหว่า
“บัดซบ พวกฝึกยุทธ์นิสัยหยาบช้า!!”
กล่าวได้ครึ่งเดียวก็รีบหยุด คิดถึงผู้แทนพระองค์ที่ต้องเสียงอ่อนน้อมต่อหวังทงและภาพเหตุการณ์ในวันรับราชโองการแต่ละภาพแล้ว ในใจฟานต๋าก็รู้สึกเกรงขึ้นมาหลายส่วน โบกมือให้หานถิงไฉด้วยความแค้นใจว่า
“เจ้าคนไม่ได้เรื่อง ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!!”
หานถิงไฉโขกศีรษะร้องไห้ไป ก่อนจะรีบลุกออกไปทันที ฟานต๋าเงียบไปนาน ก่อนจะสั่งด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“บอกไปว่ากองตรวจการปิดทำการปีใหม่ ไม่พบแขก พวกเจ้าก็ออกไปด้วย”
คนใช้และเจ้าหน้าที่ในห้องโถวก็รับคำก่อนจะทยอยออกไป ฟานต๋าก้มหน้าเดินเลี้ยวเข้าไปหลังฉากโต๊ะหนังสือ เดินเข้าห้องด้านในไป
ที่เรียกว่าห้องด้านในก็เป็นแค่พื้นที่กั้นด้วยฉากบังลมในห้องโถงใหญ่เท่านั้น ฟานต๋าเดินเข้าไป ขันทีดูแลเสบียงว่านเค้ากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้
“ว่านกงกง วาจาเมื่อครู่ท่านได้ยินแล้วกระมัง ยุ่งยากแล้วๆ !”
ฟานต๋าถอนหายใจยาวนั่งลงตรงหน้าว่านเต้า เอาแต่ส่ายหน้าไปมา ว่านเต้ากล่าวอย่างเรียบเฉยว่า
“เมืองหลวงมีแต่มังกรพยัคฆ์ซ่อนตัว ผู้ที่สามารถทำให้ผู้แทนพระองค์เกรงได้ย่อมมีไม่มาก บางทีอาจเป็นญาติสนิทกงกงท่านใด จดหมายที่เราส่งไปก็ส่งออกไปเมื่อวานแล้ว วันที่ 1 เดือนหนึ่งก็น่าจะได้ข่าวมาแล้ว”
ฟานต๋าดื่มชาไปคำหนึ่ง ในใจก็สงบนิ่งลงมาก กล่าวเสียงเบาๆ ว่า
“ข้าส่งคนไปเมืองหลวงสอบถามแล้ว มีบางเรื่องก็ไม่เข้าใจนัก หากเป็นบุคคลยิ่งใหญ่จริง ทำไมต้องมาประจำที่สามกองกำลังพิทักษ์เทียนจินเรานี่ด้วย ใต้หล้ามีที่ไปอีกมากมายไม่ไป”
ว่านเต้าหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยว่า
“เทียนจินเป็นเมืองท่า เป็นท่าไปมาเหนือใต้ ย่อมเป็นที่ๆ ดี มาที่นี่ก็นับว่าไม่เลว ใต้เท้าฟาน ข้าพูดอะไรไปท่านก็อย่าได้ตำหนิ เบี้ยเพียงแค่นี้จะไปมีอะไร ขูดรีดเอากับพวกหัวหน้ากองกำลังนั่นก็ได้มาแล้ว ให้ไปก็แล้วกัน ไยต้องยื้อไว้ด้วย!?”
ฟานต๋าเผยรอยยิ้มฝืด กล่าวว่า
“ว่านกงกงก็พูดง่าย ข้าวเท่าไร ตั๋วเท่าไร ค่าเสียหายเท่าไร ค่ารถม้าเท่าไร ก็เป็นตัวเลขของใต้หล้า ข้าฟานต๋าผู้นี้จะทำลายธรรมเนียมนี้ ไม่กี่วันก็คงไม่มีทางได้อยู่บนตำแหน่งนี้ต่อไปได้ ไม่แน่ว่าอาจต้องถูกส่งไปรับโทษที่ห่างไกลสุดขอบฟ้าก็ได้ ถึงตอนนั้นทุกคนก็คงไม่รอดกัน”
ว่านเต้าดื่มชาไปคำหนึ่ง ก็หัวเราะร่ากล่าวว่า
“ก็เป็นเพราะขุนนางบุ๋นอย่างพวกเจ้าที่เรื่องเยอะ หักกันมาเป็นลำดับชั้น ยังมาบอกว่าธรรมเนียมอะไรกัน ทำเอาเหมือนว่าเป็นกฎจากบรรพชนกำหนดไว้ เรากล่าวกันตรงนี้เลยนะ อย่าได้เสียเงินก้อนใหญ่ไปเพราะเห็นแก่เงินเล็กน้อย ถึงตอนนั้น ทุกคนก็คงไม่อาจรอดตัวไปได้”
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าฟานต๋าก็จริงจังพยักหน้าเห็นด้วย
ในตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงด้านนอกดังมา ประตูห้องโถงกลางถูกคนเปิดออก ฟานต๋าขมวดคิ้วทันที ยังไม่รอให้เอ่ยปาก ก็ได้ยินเจ้าหน้าที่ส่งเสียงเรียกอย่างหวาดกลัวลนลานว่า
“ใต้เท้า เกิดเรื่องแล้ว เกิดเรื่องแล้ว ด้านนอกมีคนหลายร้อยคนมาปิดประตูใหญ่เราไว้แล้ว!!”
ได้ยินเช่นนั้น ฟานต๋ากับว่านเต้าก็สบตากันลุกขึ้นยืนทันที ฟานต๋าก้าวออกมาจากฉากบังลมอย่างเร่งร้อน ถามขึ้นว่า
“เรื่องอะไรกัน ทำไมมีคนมาปิดประตูเรา?”
เจ้าหน้าที่หน้าตาจะร้องไห้กล่าวอย่างเร่งรีบว่า
“เป็นพวกองครักษ์เสื้อแพร พวกมันมาเรียกร้องเบี้ยหวัด บอกว่าปีใหม่ไม่จ่ายก็ไม่มีเงินไปฉลองปีใหม่!”
ฟานต๋าอึ้งไป รีบลุกขึ้นจนคว้าเอาแจกันที่วางอยู่ร่วงลงพื้นแตกกระจายทันที พอเห็นเจ้าหน้าที่ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น จึงกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า
“ยังมัวยืนโง่อยู่ทำไม รีบไปตามขุนพลหลี่ขอกำลังมาป้องกันสิ”
ขันทีว่านเต้าเดินออกมา เห็นเจ้าหน้าที่รีบวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกไป ได้ยินเสียงด้านนอกตะโกนดังขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าก็เริ่มสับสน เอ่ยขึ้นว่า
“หวังทงผู้นี้ ทำการบังอาจเหิมเกริมจริง”
“ว่านกงกง เรื่องวันนี้ท่านเป็นพยาน เขาเป็นแค่นายกองพันองครักษ์เสื้อแพร รุมทำร้ายเจ้าหน้าที่แจกเบี้ยหวัดก่อน จากนั้นยังมาก่อเรื่องที่นี่ ยังจะมีธรรมเนียมราชการหรือไม่ เสื่อมเสียถึงราชสำนักหรือไม่!!”
ว่านเต้าหัวเราะเฝื่อนๆ กล่าวกับฟานต๋าที่ออกอาการบ้าคลั่งเล็กน้อยว่า
“ใต้เท้าฟาน เบื้องลึกของหวังทงผู้นี้ยังไม่รู้ชัด เราต้องรับมืออย่างระมัดระวัง เราออกทางประตูหลังกัน ใต้เท้าฟานอย่าได้กังวลไป กลางวันแสกๆ หวังทงนั่นย่อมไกล้าทำอะไรเกินเลยเป็นแน่”
กล่าวจบ ว่านเต้าก็ประสานมือจากไปอย่างคุ้นทาง เสียงด้านนอกยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
*********
พอขุนนางและพลทหารที่มาส่งเบี้ยหวัดกลับไปอย่างทุลักทุเล หวังทงก็เดินหน้าดำคร่ำเครียดกลับมาที่ห้องโถง เงิน 500 ตำลึงกับตั๋วเงิน 400 กว่าตั้งก็ย้ายเข้ามาด้วย
แต่พวกองครักษ์เสื้อแพรไม่น้อยได้แต่มองเงินพวกนี้ตาปริบๆ พอหวังทงเข้ามา ด้านน้อยก็มีเสียงอื้ออึงดังขึ้น แต่ความร้ายกาจของไอสังหารหวังทง ทุกคนยังจำได้แม่น ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก
ถกกันอยู่นาน สุดท้ายก็ผลักคนที่พอเป็นความหวังของทุกคนอยู่บ้างอย่างหังต้าเฉียวออกมา นายกองร้อยหังก็แอบคิดในใจว่า ตนเองได้เงินจากหวังทงมากกว่าคนอื่น วันนี้เบี้ยหวัดหกเดือนที่ได้มา ตนเองอย่างไรก็น่าจะได้มากอีกหน่อย ดังนั้นจึงเหมือนถูกผลักออกมาพอเป็นพิธีเดินเข้าไปในห้อง
ในห้องนอกจากหวังทง ยังมีคนยืนอยู่สองข้าง ถานเจียงและชายหนุ่มสองคนรูปร่างสูงยืนอยู่หน้าสุด เมื่อครู่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน พอเห็นหังต้าเฉียวเข้ามาก็ไม่พูดต่อ
นายกองร้อยหังกระแอมไอ เข้าไปกล่าวว่า
“พอใต้เท้ามา ก็ราวกับพระอาทิตย์สาดแสง เบี้ยหวัดหกเดือนก็ได้มา พวกข้าน้อยด้านนอกต่างพากันเลื่อมใสอย่างมาก พวกข้าน้อยเก็บกวาดก็เก็บกวาดใกล้จะเสร็จแล้ว ตามธรรมเนียมพรุ่งนี้ก็จะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กันแล้ว ใต้เท้าท่านจะแจกเบี้ยให้พวกเราเลยหรือไม่ ให้ทุกคนโขกศีรษะคำนับอวยพรปีใหม่ท่านเร็วขึ้น”
หวังทงหน้าดำคล้ำจ้องมองหังต้าเฉียว กล่าวเสียงเยียบเย็นว่า
“เจ้ามันได้เรื่องแค่นี้เองหรือ ค้างไว้ 28 เดือน นี่ยังมาถูกหักอีก ให้มาน้อยนิดแค่นี้ เจ้ายังเลื่อมใส?”
หังต้าเฉียวหัวเราะแหะๆ กล่าวตอบว่า
“ไม่น้อยแล้วขอรับ มีให้ก็ไม่เลวแล้ว ใครยังจะรังเกียจว่ามากน้อยอะไรกัน!”
เห็นสีหน้าหวังทงไม่ถูกต้องนัก คิดไปคิดมาก็รีบกล่าวว่า
“ใต้เท้าลำบากเช่นนี้ พี่น้องเราล้วนรู้ความ ครั้งนี้เบื้องบนแจกจ่ายเบี้ยหวัดมา 350 ตำลึง พี่น้องเราก็ไม่อยากรบกวนใต้เท้า…”
นี่ก็เหมือนกล่าวไว้ว่าได้เหลือราว 250 ตำลึงให้หวังทง เงินแค่นี้ไม่อยู่ในสายตาหวังทง แต่เบี้ยหวัดครั้งนี้นับว่ามากกว่าทุกครั้งแล้ว
ได้ยินข้อเสนอของอีกฝ่าย หวังทงส่ายหน้าลุกขึ้น กล่าวว่า
“ให้ทุกคนหยุดงานทั้งหมดไปตั้งแถวด้านนอกประตู ต้าไห่ เจ้าไปขี่ม้าออกไปตามทุกคนที่โรงเตี๊ยมมา เหลือคนงานชายและผู้หญิง 10 คนเฝ้าบ้านไว้ก็พอ รีบไป”
สีหน้าหังต้าเฉียวยิ้มแฉ่ง กล่าวขึ้นตามมาติดๆ ว่า
“ใต้เท้าแจกเบี้ยหวัดแล้วใช่ไหมขอรับ ข้าน้อยจะไปตามทุกคนมา รีบไปเดี๋ยวนี้เลย!!”
กล่าวจบก็วิ่งออกไป จางซื่อเฉียงที่อยู่ข้างๆ ตะโกนเรียกลี่เทาและซุนซิง ถามก่อนว่า
“ใต้เท้าย้ายเงินพวกนี้ออกไปหรือไม่”
หวังทงพยักหน้า กล่าวน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ย้ายออกไปแต่ไม่แจก ส่งเบี้ยมา 6 เดือน ยังหักกันถึงขั้นนี้ ข้าไม่มีเวลาเล่นกับพวกกองตรวจการนั่น ลากนานไปไม่รู้ว่าจะลากไปถึงเมื่อไร ต้องจัดการเด็ดขาด”
กล่าวจบก็ก้าวเท้ายาวๆ ออกไป เดินออกไปที่ลานบ้าน ด้านนอกเต็มไปด้วยผู้คน พลทหารองครักษ์เสื้อแพรลงมือทำงานกันอยู่พอได้ยินว่าจะจ่ายเบี้ยหวัด ก็รีบวิ่งออกมารวมตัวกันด้านนอก
หวังทงยืนมองอยู่ สีหน้าเย็นชาเริ่มมีแววกรุ่นโกรธ หวังทงก้มตัวลงเปิดหีบออก ล้วงมือเข้าไปหยิบก้อนเงินออกมา 4-5 ก้อน จากนั้นก็โยนกลับไป
ก้อนเงินส่งแสงแวววับจับตา สายตาทุกคนพุ่งตรงไปที่นั่น หวังทงเอ่ยขึ้นเสียงดังว่า
“กองตรวจการติดค้างพวกเจ้าเท่าไร 28 เดือน ถ้านับว่า 1 ปีจ่ายเบี้ยหวัด 10 เดือน ก็ 5,800 ตำลึง นี่แค่ 500 ตำลึง พวกเจ้าก็อยากได้แล้วหรือ? พวกเจ้าได้เรื่องแค่นี้เองหรือ? พวกเจ้ามีมองการณ์ไกลได้แค่นี้เองหรือ?”
วาจาเสียดแทงให้ฮึกเหิมเช่นนี้ ก็เป็นกลยุทธ์ที่มักใช้เพื่อกระตุ้นคนงานในโลกก่อน ให้ทุกคนรู้สึกเดือดแค้นขึ้นก่อน จากนั้นค่อยให้กำลังใจ คิดไม่ถึงว่า พอกล่าวจบ คนไม่น้อยกลับพากันพยักหน้าหงึกๆ
พวกไร้อนาคต หวังทงรู้สึกหมดแรง ตามด้วยความรู้สึกแค้นใจ ในเมื่อไร้ทางยุให้ฮึกเหิม ก็ใช้แส้ฟาดเอาละกัน เขายกเท้าถีบฝาหีบ เสียงดังขึ้นว่า
“ไปเอาเรื่องที่กองตรวจการกับข้า ให้ฟานต๋านั่นคืนเงินเบี้ยที่ค้างไว้ทั้งหมด ได้มาแล้ว ข้าไม่หักไว้สักแดงเดียว พวกเจ้าเอาไปฉลองปีใหม่กันได้หมด!”
พอกล่าวออกไป พลทหารทุกคนก็มีสีหน้าลังเลหวาดกลัว หวังทงแค่นเสียงเย็น กล่าวเสียงดังว่า
“ตามไปด้วยกัน แม้ว่าฟานต๋าไม่ให้เงิน ข้าก็จะชดเชยให้พวกเจ้าทั้งหมดเอง ทั้งหมดจ่ายด้วยเงินและข้าว ไม่หักพวกเจ้าสักแดง หากไม่ไป เสบียงข้าวกินและเงินที่แจกจ่ายไปวันก่อน ข้าก็จะเอาคืนไม่ขาดแม้แต่แดงเดียวเช่นกัน”
คนงานและเด็กจากลานฝึกของหวังทงก็ไม่น้อย ยามนี้ก็พากันถือกระบองพลองยาวยืนเรียงสองข้าง ซุนต้าไห่กับหม่าซานเปียวก็ไม่กล่าวอันใด เอาแต่เปิดหีบออก หยิบก้อนเงินในหีบออกมาก่อนจะโยนกลับไป
สายตาทุกคนจับจ้องที่ก้อนเงิน เสียงลมหายใจเริ่มแรงขึ้น หวังทงเสียงดังถามขึ้นว่า
“ไปไม่ไป!?”
ลูกธนูขึ้นสายแล้ว ไม่ไปยังต้องโดนตีและเอาเงินคืน ไปยังมีความหวังว่าจะได้เงิน ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม ทุกคนก็ร้องรับขึ้นพร้อมกันว่า
“ไปเรียกร้องเบี้ยหวัดกัน เอาเงินไปฉลองปีใหมกัน!!!”
