ตอนที่ 212 การหักเบี้ยหวัดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
จำได้ว่าตอนได้เข้าไปทำงานในบริษัทชั้นนำที่มีชื่อระดับประเทศ หวังทงที่ไม่มีคนฝากฝังให้ถึงกับหลั่งน้ำตาปล่อยโฮ พอเข้ามาทำงานผ่านโปรไปได้ กลับถูกส่งไปเป็นผู้จัดการขายของบริษัทที่กวางสีทันที
หวังทงยังคิดว่าตนเองดวงดี แต่พอมาถึงกวางสีก็พบว่าที่นี่ขาดทุนทุกปี ไม่มีการค้าอะไร พนักงานก็ทำงานของตนเองไปเรื่อยเปื่อย ตอนนั้นหวังทงจึงได้รู้ว่าย่อมไม่มีขนมเปี๊ยะโปรยจากฟ้าลงมาง่ายๆ
ปีแรกที่เริ่มทำงาน เวลาทั้งหมดก็จมอยู่ที่การค้าในเมืองหลักอย่างหนานหนิง กุ้ยหลินและหลิ่วโจว ในวันที่อากาศร้อนจัดยังต้องเบียดรถเมล์ไปทำงาน วิ่งรอกไปมาหลายแห่ง ทำยอดขายกระเตื้องขึ้นได้นิดหน่อย ลูกน้องในมือก็ช่วยอะไรไม่ได้ กลับเอาแต่เป็นภาระ ถึงขึ้นแอบขัดขากันลับหลัง
ใช้เวลาอีกหนึ่งปี เขาจึงได้สร้างทีมขายขึ้นมาใหม่กลุ่มหนึ่ง เปลี่ยนพนักงาน สร้างกลุ่มคนทำงานที่มีความสามารถพัฒนาได้
จากนั้นท่านประธานยังชมเชยเขาต่อหน้าด้วย ยังส่งคนที่ไว้ใจมารับไม้ต่อบริษัทย่อยที่กวางสีที่เขาลำบากลำบนวางรากฐานขึ้นมา จากนั้นหวังทงก็ล้มป่วย…
หวังทงสะดุ้งลุกขึ้นนั่งบนเตียง ถ่านฟืนในเตาข้างเตียงเบาบางลงแล้ว แสงถ่านแดงมีเพียงเล็กน้อย ทำให้ห้องมืดยิ่งนัก
ควานมือไปหากระบอกปืนไฟ หวังทงสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะสงบนิ่งลง มาเกิดในยุคนี้นานแล้ว เกือบจะลืมทุกอย่างในโลกก่อนแล้ว คิดไม่ถึงว่าคืนนี้อยู่ๆ จะฝันถึง
หยิบเสื้อยาวมาคลุมก้าวลงจากเตียงไปรินน้ำชามาดื่ม ข้างนอกมีเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ คนของตระกูลถานและ หลี่หู่โถวที่ค่อนข้างความรู้สึกไวเป็นพิเศษ ในห้องมีเสียงเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็จะรู้ตัวทันที หวังทงเอ่ยออกไปเบาๆ ว่า
“ไม่มีอะไร พวกเจ้าไม่ต้องสนใจ”
ด้านนอกเงียบลงทันที หวังทงนั่งอยู่ขอบเตียงหยิบดาบปักวสันต์เขี่ยถ่านในเตา ในห้องก็ค่อยๆ อุ่นขึ้นอีกเล็กน้อย ความคิดก็ค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้น
พลทหารและหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรที่เดิมอยู่ประจำกองกำลังเทียนจินทั้งกลุ่มนี้ ทั้งหมดไม่อาจนำมาใช้งานได้ พวกที่คงสถานะไว้ไม่จากไปก็นับว่าพวกเขาดวงดีแล้ว ไปแล้วคิดจะกลับมาปฏิบัติงานอีกย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
ทำงานนอกพื้นที่ ลูกน้องในสังกัดก็ย่อมต้องเป็นกำลังสำคัญของตน ซื่อสัตย์ภักดีกับตน ทำงานให้ตน นายกองร้อยหังกลุ่มนี้แม้ว่าไม่อาจขัดขาอะไรได้ แต่ก็หดหัวไร้ศักดิ์ศรีมานาน ยังไร้สามารถอย่างมาก และยังเป็นคนในพื้นที่ แอบสมคบคิดกับผู้ใดในพื้นที่บ้างก็ไม่กระจ่างนัก
เติมๆ ซ่อมๆ ไม่สู้โละทั้งหมดตั้งขึ้นมาใหม่ หวังทงจะสร้างกำลังที่เป็นของตนเองทั้งกอง การมาถึงสามกองกำลังที่เทียนจินที่ไม่มีฮ่องเต้คอยให้การสนับสนุน แต่มือไม้ก็สามารถกางออกไปได้กว้าง นี่คือโอกาส ขึ้นอยู่กับตนเองจะสามารถฉวยไว้ได้หรือไม่เท่านั้น
********
“ใต้เท้าหวัง ทั้งหมด 152 ตำลึงกับตั๋วเงินอีก 410 ตั้ง[1] ขอให้ท่านตรวจนับด้วย จากนั้นก็เขียนใบรับให้ข้าน้อย”
นายทหารสี่นาย คนแบกหามสองคน เจ้าหน้าที่ชุดสีครามหนึ่งนายนำเบี้ยหวัดที่ติดค้างมาส่งแต่เช้า
แม้ว่าจะวันที 28 เดือนสิบสองแล้ว แต่คนของนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจินยิ่งมากขึ้น เมื่อวานทั้งธัญพืชและหมั่นโถว น้ำซุปกระดูกแพะตุ๋น พลทหารพวกนั้นกินกันจนอิ่มหนำสำราญ พวกที่ทิ้งตำแหน่งไปและยังไม่มีที่ไปที่ดีพอได้ยินข่าวก็ทยอยกลับมา
การซ่อมแซมและทำความสะอาดห้องต่างๆ ในที่ทำการกำลังต้องการแรงงาน เมื่อวานลงมือกันไปรอบ ยังต้องการคนมาทำงานอีกมาก
หวังทงไม่ให้สถานะที่ชัดเจน ให้แค่กินอยู่และเรียกใช้งาน ทุกอย่างรอหลังปีใหม่ค่อยว่ากัน
สามารถกินอิ่มกันสักมื้อ ในน้ำแกงมีรสชาติเนื้อสัตว์อยู่บ้าง สำหรับพวกพลทหารชั้นล่างที่ยากจนกันมานานก็นับว่าเป็นอาหารมื้อสุดยอดแล้ว ทุกคนจึงขยันขันแข็งอย่างมาก
ทุกคนมากันเกือบครบแต่เช้าตรู่ และมาเจอคนนำเบี้ยหวัดมาส่งพอดี
ขุนนางบุ๋นระดับล่างผู้นั้นสวมชุดผ้าฝ้ายยาวกระดุมหน้าด้านบนเย็บทับด้วยผ้าแพรต่วนอย่างดี สวมหมวกหนัง ใบหูสองข้างสวมเครื่องกันหนาวขนกระต่ายห่อไว้อย่างแน่นหนา รูปร่างก็สมบูรณ์ดี การแต่งกายเช่นนี้ดีกว่าพวกพลทหารองครักษ์เสื้อแพรที่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ กันมากนัก เขาอาจไม่รู้ถึงสภาพการณ์การรับราชโองการเมื่อวาน ดังนั้นท่าทางการแสดงออกจึงเห็นได้ชัดว่ารู้สึกน่ารำคาญยิ่ง
หวังทงได้ยินจำนวนดังกล่าว ก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นมอง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตำหนิว่า
“520 ตำลึง ตั๋วเงิน 410 ตั้ง นี่มันคิดยังไงกันเนี่ย!?”
“ใต้เท้า ทางท่านทั้งหมดมีคน 246 คน เบี้ยหวัด 6 เดือน ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวเลขที่ข้าน้อยกล่าวไป”
หวังทงสีหน้าดำคล้ำไปทั้งใบหน้า เขาจ้องมองผู้ผู้นั้นพลางกล่าวช้าๆ เน้นย้ำทีละคำว่า
“240 คน ข้าวสารเดือนละ 10 กระบวยต่อคน เราไม่กล่าวถึงราคาข้าวกันละกัน แค่ตามราคาข้าว 10 กระบวยเท่ากับ 1 ตำลึง ก็ควรจะเป็น 1,460 ตำลึง ที่เจ้านำมานี่ แม้ว่าจะเอาตั๋วเงินพวกนั้นไปรวมด้วย ก็แค่ 930 ตำลึง นับประสาอะไรกับตั๋วเงินพวกนั้นมีค่าราวกับเศษกระดาษ”
“วันนี้อากาศหนาว 1 ตำลึงซื้อข้าวได้แค่ 9 กระบวยเท่านั้น ใต้เท้าเรายังคิดให้มากแล้ว พวกเจ้าอมเงินไปเท่าไรกันแน่!”
ซุนต้าไห่ใจร้อน ยืนขึ้นส่งเสียงดังมาจากด้านหลัง หวังทงก็รู้สึกโมโหคุกรุ่นขึ้นมาแล้วเช่นนั้น แต่ยามนั้นเองก็ได้ยินเสียงเหล่าขอทานองครักษ์เสื้อแพรดังมาจากด้านหลังจอกแจกว่า
“แจกเบี้ยหวัดแล้ว แจกเบี้ยหวัดแล้ว…”
“เอาเยอะขนาดนั้นไปทำไม แจกเบี้ยยังไม่พอใจเช่นนี้ไม่แจกแล้ว ใต้เท้าน้อยท่านนี้ก็ช่าง…”
หวังทงทำเป็นไม่ได้ยินวาจาของพวกไม่เอาถ่านด้านหลังมาทำให้จิตใจไขว้เขว สองตาจ้องไปยังขุนนางผู้นั้นเพื่อรอคำตอบ ขุนนางผู้นั้นพอได้ยินการคำนวณของหวังทงก็อดตกใจมองหวังทงตั้งแต่หัวจรดเท้า หัวเราะกล่าวว่า
“คิดไม่ถึงว่าใต้เท้าหวังจะคำนวณเก่งเพียงนี้”
วาจานี้ราวกับครูสอนคณิตศาสตร์ที่พวกว่าเด็กเกเรสามารถคำนวณได้อย่างไรอย่างนี้ หวังทงก้าวขึ้นหน้าไปอีกก้าวทันที เขาโกรธถึงขีดสุด หักและอมเงินเบี้ยหวัดของตน และยังกำเริบไม่เกรงกลัวเช่นนี้ การหยอกล้อเช่นนี้ เห็นพยัคฆ์เช่นข้าเป็นแมวป่วยหรืออย่างไร?
เห็นหวังทงโมโห ขุนนางผู้นั้นก็รู้สึกหวาดกลัวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง รีบกล่าวว่า
“ใต้เท้าหวัง ใต้เท้าฟานสั่งให้ข้าน้อยนำมาส่งให้ท่าน ข้าน้อยจะไปกล้าแอบกระทำการอื่นไปได้อย่างไร จะว่าไป เช้านี้รับเงินมา คนหาบและข้าน้อยก็นำมาทันที ตลอดทางมิได้หยุดพัก มิเช่นนั้นท่านก็ค้นตัวพวกวข้าน้อยได้เลย ดูว่ามีซ่อนไว้บ้างไหม!”
“จำนวนทำไมไม่ถูกต้อง!!”
หวังทงไล่ถามด้วยน้ำเสียงดุดัน คิดไมถึงว่าเจ้านั่นกลับหัวเราะ กล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า
“ใต้เท้าอย่าได้ใจร้อนไป ข้าน้อยจะคำนวณให้ท่านดู องครักษ์เสื้อแพรนับว่าเป็นทหารเมืองหลวง ที่เมืองจี้โจวนี่นับว่าเป็นกองกำลังนอกพื้นที่ เมืองหลวงสามารถแจกเบี้ยหวัดให้ครบได้ พวกเราที่นี่ก็ได้แต่ต้องแจกเบี้ยผสมกับข้าวสาร กองกำลังที่เมืองจี้โจวอาจเป็นข้าวสารทั้งหมด หรือข้าวแปดส่วน ตั๋วเงินสองส่วน กองกำลังนอกพื้นที่ส่วนใหญ่ก็ข้าวหกส่วน ตั๋วเงินสี่ส่วน แต่การแจกเบี้ยปกติก็ต้องหักสามส่วนเป็นค่าเสียหาย จากนั้นก็หักค่ารถม้า 5 เฟิน[2] ใต้เท้าฟานบอกไว้ว่าหักค่าเสียหายท่านแค่สองส่วน ค่ารถม้าแค่ 1 เฟิน ท่านคำนวณเก่ง ก็ลองคิดให้ละเอียดดูได้ว่าใช่ตัวเลขนี้หรือไม่”
การคำนวณก็ไม่ยาก ตัวเลขไม่ได้มากอะไร แต่หักบ้าหักบอนี่มันอะไรกัน ข้าวสารกี่ส่วน ตั๋วเงินกี่ส่วน ก็หมายความว่าเบี้ยหวัดให้เงินเท่าไร ให้ตั๋วเงินเท่าไร ตั๋วเงินตอนนี้ก็เหมือนกระดาษไร้ค่า แต่ทหารในราชวงศ์หมิงทุกแห่งไม่ว่าแจกเป็นข้าวสารอาหารแห้งหรือเงิน ก็ต้องผสมกับตั๋วเงิน
นี่ก็นับว่าเป็นการโดนหัก ใช้ตั๋วแทนเงินตามกฏหมาย ทำให้คนไม่กล้าพูดกันตรงๆ เท่านั้น แต่ค่าเสียหายสามส่วน ค่ารถม้าอีกนี่มันเรื่องบัดซบชัดๆ
จากคลังของกองตรวจการมาถึงที่นี่ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป จะไปมีค่าเสียหายและค่ารถม้าอะไร ขุนนางผู้นี้ยังทำท่าเหมือนว่าได้มอบน้ำใจยิ่งใหญ่ให้กับตนอีก
หวังทงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกดน้ำเสียงต่ำถามไปว่า
“จะเรียกขานท่านอย่างไร? ท่านทำหน้าที่อะไรในกองตรวจการหรือ?”
ขุนนางผู้นั้นยังคิดว่างานตนเสร็จสิ้นแล้ว อีกฝ่ายกล้ำกลืนยอมรับแล้ว ก็อดสบายอกสบายใจไม่ได้ ในใจก็อยากรีบกลับไปบ้านเตรียมฉลองปีใหม่ เมียน้อยที่อยู่แยกไว้อยู่นอกบ้านนั่นร้องไห้มาทั้งคืนต้องกลับไปปลอบใจเสียหน่อย จึงกล่าวกับหวังทงไปด้วยท่าทางไม่สนใจนักว่า
“ข้าน้อยแซ่หาน ชื่อว่าถิงไฉ ที่กองตรวจการทำหน้าที่แจกเบี้ยหวัด…”
วาจายังกล่าวไม่จบ ก็ได้ยินรู้สึกเสื้อด้านหน้ารัดแน่น คนทั้งคนถูกหวังทงตะปบไว้แน่น หวังทงรูปร่างสูงใหญ่ หานถิงไฉผู้นั้นถูกดึงขึ้นจนสองเท้าลอยขึ้นจากพื้น หวังทงคำรามอย่างโกรธแค้นว่า
“เจ้าแซ่หานนี่ เบี้ยหวัดโคตรพ่อโคตรแม่เจ้าจ่ายเป็นตั๋วข้าก็ยอมรับชะตาแล้ว ยังกล้าหักข้าอีก วันนี้ต้องคายออกมาให้ข้าให้หมด วันนี้เจ้าอย่าคิดจะมีชีวิตกลับไปฉลองปีใหม่เลย!!”
ใครก็ไม่คิดว่าหวังทงอยู่ๆ จะโกรธและลงมือเช่นนี้ พลทหารที่แบกของมาได้สติคิดจะเข้ามาดึงกลับไป หม่าซานเปียวกับซุนต้าไห่ก็ตะโกนเสียงดังพุ่งออกมา ลงมือในระยะห่างเพียงเท่านี้ พลทหารที่เหมือนพวกใช้แรงงานมากกว่าพวกนั้นไหนเลยจะรับมือได้
ถูกหมัดหม่าซานเปียวไปอย่างจังหนึ่งหมัด ซุนต้าไห่ก็จัดอีกคนลงไปกองกับพื้น อีกคนถอยหลังคิดจะหยิบฉวยไม้หาบมาป้องกัน ก็เห็นเจ้าร่างผอมคนหนึ่งพุ่งออกมา จากนั้นก็รู้สึกเจ็บร่างกายส่วนล่าง อ้าปากกุมส่วนล่างไว้ทรุดลงทันที หลี่หู่โถวลงมือเอง ไม้พลองสั้นในมือไม่รู้ว่ามาจากไหนฟาดขวางฉับพลัน ส่งให้อีกคนที่อยู่ด้านข้างลงไปกองกับพื้นอีกคน
ลี่เทากับซุนซิงสองคนลงมือต่อทันที ใช้ทวนยาวจ่อไปตัวของคนหาบของอีกสองคน หานถิงไฉที่ถูกยกตัวขึ้นมองซ้ายมองขวา เดิมคิดจะพูดอะไร แต่พอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ลนลานทันที
ยังไม่ทันได้มีสติ ก็ถูกหวังทงโยนลงพื้น ชักดาบตวัดใส่ จ่อคมดาบไปที่ลำคอของหานถิงไฉ ด่าด้วยความโมโหว่า
“เงินของข้าเจ้าอมได้หรือ คายออกมาวันนี้จะไม่สังหารเจ้า หากไม่คายออกมา ข้าจะค่อยๆ ปาดเจ้า!”
หานถิงไฉเดิมยังมีท่าทีอวดเบ่งอยู่หลายส่วน แต่พอร่างกระแทกพื้นที่เหน็บหนาว ถูกดาบจ่อลำคอ เครื่องกันหนาวที่ใบหูก็กระเด็นออกไป กลิ่นไอสังหารจากหวังทงทำเขาหวาดกลัวจากส่วนลึกอย่างแท้จริง หนาวสั่นไปทั้งตัวราวกับน้ำแข็งหนาวเหน็บ เสียงแรกกลับเปล่งไม่ออก ตกใจจนไม่อาจกล่าวอะไรออกมาได้
พยายามกลืนน้ำลายอย่างสุดชีวิต กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า
“ใต้เท้าหวัง ใต้เท้าหวัง เงินก้อนนี้ข้าไม่ได้อมไปจริงๆ เป็นธรรมเนียม เป็นธรรมเนียมปฎิบัติ!!”
ตอนนั้นเอง ถานเจียงก็รีบเข้ามาอย่างเร่งร้อน ทำความเข้าใจสถานการณ์ก่อนครู่หนึ่งก็ไปดึงตัวหวังทงไว้ กระซิบว่า
“ใต้เท้า ทุกอย่างเป็นธรรมเนียมขอรับ”
หวังทงหันมามองค้างไป พลทหารองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจินพากันพยักหน้า รีบแย่งกันกล่าวกันว่า
“เป็นธรรมเนียม…เป็นธรรมเนียม…”
หวังทงมองซ้ายมองขวา พบว่าทุกคนล้วนเห็นตรงกัน ก็อดงงไม่ได้ มีเหตุผลที่ไหนจะมาหักเบี้ยหวัดกัน
…………………………
[1] ตั้งละ 1,000 แผ่น
[2] หน่วยเงินจีน
