ตอนที่ 276 เรื่องเช่นนี้เจ้าก็ทนได้
หยางเจี๋ยปาเป็นนายกองธงโหญ่ในสังกัดของหังต้าเฉียว ดื่มสุราเล่นพนันด้วยกันมา บ้านก็ติดกัน ความสัมพันธ์ไม่เลว
ได้ยินว่าสหายรักถูกรุมอยู่ที่หน้าร้านจิ้นเหอ กำลังถูกหลี่หยางทอดทิ้งให้อยู่ตรงนั้นพอดี กำลังหาทางลงไม่ได้พอดี ข่าวนี้ช่วยให้เขาหาทางลงได้พอดี
หังต้าเฉียวรีบถามอย่างร้อนใจว่า
“เกิดอะไรขึ้นกัน…ไม่ต้องเล่า รีบนำข้าไปก่อนเร็ว!”
คนทั้งกลุ่มพากันวิ่งไปทางทิศใต้ เถ้าแก่และลูกจ้างหลายร้านพากันโผล่หน้าออกมามอง เห็นเงาของพวกหังต้าเฉียวเฮโลกันไปก็ยิ้มเยาะ หลี่หยางเดินออกมาเยาะเย้ยว่า
“ไร้คุณธรรมย่อมได้รับผลกรรม คิดว่าชาวเทียนจินเราไร้ความกล้าหาญผดุงคุณธรรมหรือไง!?”
*********
“มารดามันสิ ขุนนางใหญ่ในราชสำนักต่างกล่าวว่าพวกเจ้าเก็บเงินไร้ธรรมเนียม ยังกล้ามาหลอกลวงที่นี่อีก เงินที่พวกเจ้าเก็บไปไม่คืนมาก็แล้วไป ยังกล้าส่งเสียงด่าทออีก ใต้หล้ามีธรรมเนียมเช่นนี้ที่ไหนกัน!”
หน้าประตูร้านจิ้นเหอ ชายฉกรรจ์หลายสิบคนกำลังล้อมคนสองสามคนไว้ ด่าไปลงมือไป
ชาวบ้านพากันมามุงกันหนาถึงสามชั้นสี่ชั้น มองไม่เห็นข้างในว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นแวบๆ ว่าคนที่ถูกรุมล้อมพากันกุมศีรษะกำลังโดนรุมกระทืบ
ในเมืองเทียนจินมีสามร้านค้าใหญ่ ร้านทงไห่ ร้านหย่งเซิ่งและร้านจิ้นเหอแห่งนี้ สามร้านค้านี้ทำการค้าได้กำไรดีที่สุด สินค้าส่วนใหญ่ก็เป็นของสามร้านนี้ถึงแปดส่วน ว่ากันว่าสามร้านนี้นอกจากร้านทงไห่ที่มีสาขาหลักที่เทียนจินแล้ว อีกสองร้านเป็นเพียงแค่ร้านสาขาเท่านั้น
ว่ากันว่าในปีนั้น ขณะที่หลายร้านต้องตั้งวางกระถางธูปนาวาสุคนธ์นั้น ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องสามร้านนี้ แต่เถ้าแก่สามร้านนี้ไม่ไยดีกับเงินเล็กน้อยแค่นี้ กลับนำไปมอบให้ด้วยตนเอง
พวกนักเลงทั้งในเมืองนอกเมืองต่างรู้ว่า ไม่ใช่ว่ากำลังของนาวาสุคนธ์ยิ่งใหญ่ แต่สามร้านใหญ่นี้ต่างไว้หน้าสำนักนาวาสุคนธ์ การค้าใหญ่เช่นนี้ เบื้องหลังไม่รู้ว่ามีกลุ่มอิทธิพลใดหนุนหลัง ผู้ใดเกรงกลัวสำนักนาวาสุคนธ์กัน ผ่านเรื่องเช่นนี้ไป การขนส่งลำเลียงสินค้าของทั้งสามร้านนี้ นาวาสุคนธ์ไม่เคยชักช้าให้เสียการ ล้วนลงมือจัดการให้เป็นอันดับแรก นี่เป็นเรื่องเล่ากันทั่วไปทั้งในเมืองและนอกเมือง
ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า สำนักนาวาสุคนธ์ยังส่งคนมาพิทักษ์ปกป้องสามร้านนี้ด้วย แต่สามร้านนี้ก็ไม่เห็นค่าอะไร มีวันหนึ่งจงใจนำคนออกไปรับสินค้าที่ริมคลองส่งน้ำ แต่ละร้านมีคนงานชายฉกรรจ์เกือบร้อยคน ความยิ่งใหญ่เช่นนี้ หากไม่ใช่ทหารขุนพลหลี่มาเองเกรงว่าคงสู้ไม่ไหว
เรื่องเล่ามากมาย ปกติเล่ากันในวงสุรา พวกหังต้าเฉียวเองก็เล่ากันสนุกปาก คิดไม่ถึงว่าวันนี้ต้องมาประสบด้วยตัวเอง
พวกหังต้าเฉียวที่สวมชุดองครักษ์เสื้อแพรระยะนี้ก็พอมีหน้ามีตาในเมืองหลวงขึ้นเรื่อยๆ แต่บัดนี้มีพวกถูกรุมลงมือ คนที่มุงดูก็พากันส่งเสียงหัวเราะเยาะ ความองอาจเกรียงไกรของพวกเขาหายวับไปสิ้นแล้ว ผู้ใดจะยอมหลีกทางให้พวกเขากัน
“หลีก! หลีก!”
“รีบเข้าไปถูกรุมทืบหรือไง พวกท่านลงมือกันเป็นหรือ!”
“พูดไปแล้วเจ้าจะกลัว เจ้ารู้ไหมว่าที่เบียดตัวเข้ามานี่คือผู้ใด องครักษ์เสื้อแพรเลยนะ องครักษ์เสื้อแพรของเทียนจินเราเมื่อหลายวันก่อนไง!!”
“ฮ่าๆ ดาบที่แขวนที่เอวนั้นมันท่อนฟืนชัดๆ พวกที่ถูกรุมอยู่ข้างในยังไม่เห็นจะชักออกมาเลย!!”
บรรดาคนมุงพากันหัวเราะเยาะเย้ยไม่หยุด ถึงกับจงใจขวางทางพวกหังต้าเฉียว หากพวกหังต้าเฉียวที่หมดแรงหมดความกล้าหาญกันไปแล้วก็ไม่กล้าปะทะตรงๆ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินเข้าไป
องครักษ์เสื้อแพรกลุ่มนี้เริ่มหวาดหวั่น จิตใจเริ่มกลับไปเหมือนเมื่อหลายปีก่อน กว่าจะเบียดวงล้อมเข้าไปได้ พวกนั้นก็ลงมือกันเพลิน เสียงร้องอย่างเจ็บปวดค่อยๆ เบาบางลง
“พี่ชายทุกท่าน หยุดมือเถิด หยุดมือเถิด!!”
ในใจร้อนรน หังต้าเฉียวยกสองมือขึ้นตะโกนดังมาจากด้านนอก เสียงยังเจือแววสะอื้น ชาวบ้านอยู่ด้านใน เขาเป็นเจ้าหน้าที่ แต่หังต้าเฉียวไม่กล้ากล่าวเสียงแข็งแม้แต่น้อย ได้แต่ขอร้องเสียงอ่อน
“โอะโอ! ใช่ท่านนายกองร้อยหังหรือไม่!? ท่านมาเก็บค่าป้ายสงบสุขด้วยตัวเองเลยหรือนี่ ท่านดูสิ แขวนป้ายสงบสุข แต่หน้าประตูก็มีเรื่องวิวาท นี่ไม่สงบสุขแล้วนะ!”
เสียงตะโกนดังขึ้น ในที่สุดก็มีคนที่เหมือนเป็นหัวหน้าหันหน้ามา คนผู้นี้หังต้าเฉียวจำได้ เดิมเคยเปิดโรงฝึกยุทธ์ในเมืองเทียนจิน พอมีฝีมือยุทธ์อยู่บ้าง ต่อมาร้านจิ้นเหอก็จ้างไปเป็นเถ้าแก่รอง ตำแหน่งจริงๆ ก็คือหัวหน้าคุ้มครองร้าน”
หลายปีนี้สองฝ่ายไปมาหาสู่กันไม่น้อย หัวหน้าผู้นี้แต่ไรไม่เคยไว้หน้าหังต้าเฉียว ทว่าหลายวันก่อนยังมีใบหน้ายิ้มอยู่บ้าง วันนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นเหมือนเดิม
“พี่หยวน หยางเจี๋ยปาท่านก็รู้จัก พวกเราทำงานกินดื่มมาด้วยกัน ร้านจิ้นเหอกิจการใหญ่โตไยต้องคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเราด้วย ปล่อยคนเถิด ลงมือต่อไปคงได้เกิดเรื่องแน่ อย่าได้ลงมือต่ออีกเลย!”
หังต้าเฉียวไม่กล้าลงมือ ตัวเองมีคนเพียงสิบกว่าคนจะไปสู่คนมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร เห็นข้างนอกส่งเสียงเชียร์กัน เกรงว่าคนที่จะช่วยตนคงไม่มากนัก ดูท่าแล้วนายกองพันเราคงสูญสิ้นอำนาจแล้วจริงๆ เด็กนั่นเชื่อถือไม่ได้ ตนเองไยจึงได้ปล่อยให้มันหมูบดบังดวงตา หลงเชื่อเข้าไปได้
พี่หยวนผู้นั้นสูงกว่าหังต้าเฉียวราวครึ่งศีรษะ ได้ยินหังต้าเฉียวขอร้องเสียงอ่อนเช่นนี้ ก็มองอย่างดูถูกพลางส่งเสียงเยาะ หันหน้าไปทางประตูร้าน จากนั้นก็ตะโกนดังขึ้นว่า
“หยุด!”
บรรดาชายพวกนั้นเหมือนยังไม่สะใจ ลงมือติดพันไปอีกสองสามทีจึงได้หยุด หัวหน้าหยวนยกมือขึ้น ก่อนจะสะบัดมือทิ้งลงอย่างแรง เสียงดังเปรี๊ยะ ทุกคนมองตามไป เป็นป้ายสงบสุขสีดำตัวอักษรสีแดง หัวหน้าหยวนยกเท้าบดขยี้ น่าจะใช้กำลังภายในอยู่บ้าง
แผ่นป้ายสงบสุขทำจากไม้แตกออกเป็นสี่เสี่ยง รอบข้างเงียบกริบ ไม่รู้ว่ามีผู้ใดออกหน้ามาตะโกนเชียร์ว่าเยี่ยม คนแซ่หยวนผู้นั้จึงได้ประสานมือสี่ทิศขอบคุณ กล่าวเสียงดังขึ้นว่า
“เราชาวเทียนจิน ปกติไม่ล่วงเกินผู้ใด แต่ก็ไม่อาจยอมให้คนชั่วต่างเมืองมารังแกกันได้ง่ายๆ ร้านจิ้นเหอเราทำเช่นนี้ แม้ว่าไปถึงศาล ฮ่องเต้ก็ต้องยืนข้างเรา!!”
บรรดาคนมุงต่างส่งเสียงเชียร์ดัง พวกหังต้าเฉียวคิดหาช่องลอดออกไปก็ไม่มี ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินเข้าไปประคองพวกที่ยืนไม่ไหวกันออกมา คนของร้านจิ้นเหอก็ลงมือกันโหดเหี้ยมเกินไป พวกองครักษ์เสื้อแพรยังดีที่กุมหัวไว้ หากอย่างน้อยก็มีสองคนที่ถูกตีจนแขนหัก ยังมีอีกคนน่าจะกระดูกซี่โครงหัก ต้องเชิญหมอมาดูถึงจะรู้ บาดแผลอื่นๆ ก็เต็มไปหมด
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะ พวกหังต้าเฉียวค่อยๆ ประคองพรรคพวกเดินกลับออกมา ดีที่พวกเขายังสนใจพรรคพวกตน ให้คนไปตามคนที่ไปเก็บเงินให้กลับมา จะได้ไม่ต้องเกิดเรื่องเช่นนี้อีก
*********
หลังจากลองปืนใหญ่ หวังทงก็ไปที่ค่ายฝึกก็น้อยลง อยู่ที่ทำการและที่บ้านในเมืองมากขึ้น
พวกหังต้าเฉียวคอตกกลับมาถึงที่ทำการ ซุนต้าไห่กับลูกน้องกำลังฝึกยุทธ์กันอยู่กลางลานบ้าน ปกติที่ทำการองครักษ์เสื้อแพรก็มีซุนต้าไห่กับพี่น้องเขาดูแล หวังทงตอนนี้ไม่อยู่
พอเห็นพวกหังต้าเฉียวกลับมาสภาพน่าอนาถเช่นนี้ ยังมีพวกที่พากันกลับมาด้านหลังอีก ซุนต้าไห่ก็งง หลายวันนี้พวกองครักษ์เสื้อแพรในเมืองมีความกล้าหาญมากกว่าตอนนี้ไม่รู้เท่าไร เหตุใดวันนี้จึงได้มีสภาพน่าอเนจอนาถเช่นนี้ได้
“เกิดอะไรขึ้น?”
ซุนต้าไห่ส่งเสียงถาม หังต้าเฉียวโดนมาจากข้างนอกมากมายเช่นนี้ ก็รู้สึกโกรธแค้นหวังทงและซุนต้าไห่ จึงไม่สนใจไยดี เดินเข้าไปทางเรือนด้านหลังทันที
ซุนต้าไห่เป็นพวกใจร้อน จะทนไหวได้อย่างไร รูปร่างเขาเตี้ยกว่าหังต้าเฉียว เอื้อมมือไปกระชากคอเสื้อนายกองร้อยหังลงมาตรงหน้า ถลึงตาจ้องด่าเสียงดังว่า
“รีบบอกข้ามาเดี๋ยวนี้!!”
อย่างไรก็พวกขี้ขลาด พอเห็นท่าทางดุดันของซุนต้าไห่ หังต้าเฉียวก็ตัวสั่นเทา รีบเล่าขึ้นอย่างติดๆ ขัดๆ
ขณะเล่านั้น หังต้าเฉียวก็มองเห็นสีหน้าซุนต้าไห่แดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ เส้นเลือดในตาเริ่มชัดขึ้น แต่ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะหันไปถามคนพวกนั้นที่ตามมา
รอจนเล่าจบ ซุนต้าไห่ก็กัดฟันกรอดถามว่า
“เจ้าคนแซ่หัง เจ้าก็เลยคลานกลับมางั้นสิ!?”
“นายกองร้อยซุน วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ไม่อาจล่วงเกิน…”
กล่าวยังไม่ทันจบ ก็ถูกซุนต้าไห่ตบบ้องหูเข้าอย่างแรงหนึ่งที คนรอบข้างต่างพากันถดตัวถอยหลังตามสัญชาตญาณ หังต้าเฉียวกุมใบหน้าถามกลับว่า
“นายกองร้อยซุน ตบข้าทำไม!”
ไม่ได้ลงมือคืน แต่กลับถามด้วยความอัดอั้นตันใจ ซุนต้าไห่โมโหจนทนไม่ไหว ด่าเสียงดังขึ้นว่า
“เจ้าพวกเต่าหัดหัว ราวกับอิสตรี หน้าตาองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินเราถูกพวกไร้ศักดิ์ศรีเช่นพวกเจ้าทำลายจนสิ้นแล้ว!”
ด่าจบ ก็หันไปเรียกคนของตนว่า
“คนที่ลงมือกับพี่น้องเรา จะให้จบเช่นนี้ได้อย่างไร ตามข้าไป ไปเอาคืน!!”
เขาส่งเสียงเรียก ไม่มีผู้ใดขยับ หากพากันมองไปทางประตู ซุนต้าไห่ก็หันไปมองตามอย่างงงๆ หวังทงกับผู้ติดตามกำลังยืนอยู่หน้าประตู เมื่อครู่ซุนต้าไห่โมโหมากจึงไม่ได้สนใจอะไร เขากล่าวเสียงดังกับหวังทงว่า
“ใต้เท้า เรื่องเมื่อครู่ท่านได้ยินแล้วใช่ไหม?”
“ที่หังต้าเฉียวกล่าวมา ข้าได้ยินแล้ว”
“เอาไงดี!?”
ได้ยินซุนต้าไห่เช่นนี้ หวังทงก็ยิ้ม ส่งเสียงหัวเราะดังสองสามทีก่อนจะถามว่า
“ยังต้องถามว่าเอาไงอีกหรือ นำคนไปเอาคืนสิ!!”
ซุนต้าไห่ได้ยินคำสั่ง ก็รับคำเสียงดัง หวังทงตะโกนดังขึ้นว่า
“พวกเจ้าหากยังมีศักดิ์ศรีอยู่บ้าง ก็ตามนายกองร้อยซุนไปเอาหน้าที่เสียไปคืนกลับมา อย่าได้มัวแต่เป็นเต่าหดหัวอยู่ที่นี่!!”
วาจาปลุกใจจบลง บรรดาคนสิบกว่าคนก็พากันก้าวออกมา หวังทงกวาดตามองทุกคน หันไปกล่าวกับไช่หนานด้านหลังว่า
“ซักถามทุกคน ร้านไหนไม่จ่ายเงิน ร้านไหนด่าทอ ร้านไหนลงมือ”
ไช่หนานรีบก้มกายคำนับรับคำ หวังทงกล่าวกับถานปิงที่อยู่ข้างๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“รวมกำลังพล!!”
