ตอนที่ 337 ต่อเรือ เรียกร้องความยุติธรรม
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมจตุรทิศก็เคยเป็นขุนนางมาก่อน ก่อนจะขออำลาตำแหน่งกลับบ้านเกิดมา ตำแหน่งและความชอบยังคงมีอยู่ แม้ไม่ได้ปฏิบัติราชการ แต่ยังรู้จักวงการราชการ ฉากหน้ายังได้รับการเคารพมากว่าขุนนางที่รับตำแหน่งอยู่เสียอีก อย่างไรก็ระดับขุนนางเท่ากัน เขายังมีอายุราชการมากกว่าอีกด้วย
ทุกคนล้วนเป็นขุนนาง เถ้าแก่โรงเตี๊ยมพบกับใต้เท้ากาวก็ย่อมไม่รู้สึกหวาดกลัว พอเข้ามาถึงก็นั่งลงดื่มชา เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเปิดประเด็นตรงไปตรงมาทันที
“ใต้เท้ากาว เรื่องนี้ไม่อาจแสร้งเลอะเลือนปล่อยผ่านไปเช่นนี้!”
ใต้เท้ากาวคิดจะเปลี่ยนประเด็นก็ไม่มีโอกาส ได้ยินก็ได้แต่ยิ้มเฝื่อนกล่าวว่า
“พี่ตู้ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงกองกำลังที่เหลียวโจว คนผู้นั้นต้องการให้ปล่อยผ่าน ข้าเองก็ไม่รู้จะทำเช่นไร หากมีเรื่องกันขึ้นมาจริง เรื่องไปถึงขุนพลหลี่ที่เหลียวโจว ถึงตอนนั้นต้องจัดการให้กระจ่าง แต่ข้าสิจะเป็นขุนนางต่อไปได้ไหม?”
หลี่เฉิงเหลียงประจำเมืองเหลียวโจวมาเกือบ 20 ปี มีตำแหน่งสูงและมีอำนาจมาก ราชสำนักให้ความสำคัญมาก หลี่เฉิงเหลียงยังใช้เงินเป็น ในราชสำนักไม่ว่าใครเป็นใหญ่ เงินที่เหลียวโจวก็ไม่เคยขาด ทุกฝ่ายให้การปกป้องมาก
คดีนี้หากเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา ระดับหลี่เฉิงเหลียงอาจจะเห็นแก่หน้าตาตนเอง ไม่ปกป้องลูกน้องตก แต่ไม่ว่าสังหารหรือไม่สังหาร ก็ล้วนทำให้เสียหน้า
ล่วงเกินคนใหญ่คนโตเช่นนี้ อาจไม่ต้องรอให้หลี่เฉิงเหลียงลงมือเอง อาจมีคนที่มีสัมพันธ์ดีกล่าวไม่กี่คำ ตำแหน่งของใต้เท้ากาวก็คงหลุดลอย ไม่รู้ว่าจะมีวิธีจัดการโหดเหี้ยมเยี่ยงไงอีก
เถ้าแก่ตู้ผู้นั้นสีหน้าแปรเปลี่ยน ถอนหายใจกล่าวว่า
“ข้าเองก็เข้าใจความลำบากของใต้เท้า เราอยู่ในวงการนี้มาเหมือนกัน ต้องคำนึงถึงผลให้มากที่สุด ในช่วงเวลาปรับเปลี่ยนตำแหน่งเช่นนี้จะให้เกิดเรื่องอันใดมิได้ มิเช่นนั้นจะส่งผลต่ออนาคตอย่างมาก ใต้เท้ากาว ลำบากท่านแล้ว!”
ได้ยินเช่นนี้ ใต้เท้ากาวก็เริ่มมีสีหน้าละอาย ลุกขึ้นคำนับเถ้าแก่ตู้เอ่ยว่า
“ขอพี่ตู้โปรดเข้าใจความลำบากใจของข้าด้วย!”
ใบหน้าแสดงออกไม่เป็นไร แต่ในใจแอบด่า ในใจคิดว่าหากมิใช่เจ้ามีน้องชายทำงานอยู่กรมตรวจสอบล่ะก็ ไหนเลยข้ายังจ้องยำเกรงเจ้า
คิดไม่ถึงว่าเถ้าแก่ตู้กลับลุกขึ้นประสานมือกล่าวว่า
“ใต้เท้ากาว ใช่ว่าข้าไม่เข้าใจท่าน หากคนที่ตายไปเป็นญาติกับที่ปรึกษาการทหารฝ่ายซ้ายที่ซานตง หากเอาเรื่องขึ้นมา ข้าก็ไม่รู้จะตอบไปว่าอย่างไร ใต้เท้ากาวทางนี้ก็ยุ่งยากเช่นกัน!”
ในราชสำนักมีคนหนุนก็ย่อมแตกต่าง ที่ปรึกษาการทหารฝ่ายซ้ายที่ซานตงไม่สู้ผู้บัญชาการที่เมืองเหลียวโจว แต่ตำแหน่งบุ๋นอย่างไรก็สูงกว่าตำแหน่งบู๊ ที่ปรึกษาการทหารฝ่ายซ้ายที่ซานตงวันหน้ายังไม่รู้จะเป็นเช่นไร ยังรับราชการอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก ยังไม่ต้องพูดถึงว่าตำแหน่งยังสูงกว่าตนเองมากนัก เป็นบุคคลที่ล่วงเกินไม่ไหวเช่นกัน สีหน้าใต้เท้ากาวเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ใต้เท้ากาวและเถ้าแก่ตู้ยามนี้เหมือนเป็นพี่น้องลงเรือลำเดียวกัน ทางนั้นก็ล่วงเกินไม่ได้ แต่อย่างไรก็ต้องหาวิธีที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่ายให้ได้
“พี่ตู้รู้จักหวังทงไหม?”
“ในพื้นที่เทียนจินจะไม่รู้จักหวังทงได้อย่างไร ใต้เท้ากาวกล่าวเช่นนี้เพื่อ?”
“หวังทงแม้จะทำอะไรตามใจไม่เกรงใจผู้ใด แต่ก็มีเหตุผล ตอนอยู่เมืองหลวงเมื่อเจอความอยุติธรรมยังออกหน้าช่วยเหลือ เรื่องวันนี้อย่างไรก็ถือว่าสังหารคนในที่สาธารณะ คนตายยังเป็นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ไม่สู้ท่านไปขอร้องหวังทง ไม่แน่อาจมีทาง…”
ใต้เท้ากาวกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบ เถ้าแก่ตู้ฟังแล้วก็พยักหน้า
************
ช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนสิบเอ็ดถึงครึ่งเดือนแรกเดือนสิบสอง ทุกครั้งที่ไปริมคลองส่งน้ำและริมแม่น้ำทะเล ก็รู้สึกได้ถึงลมหนาวพัดบาดผิวราวกับมีดกรีด
สวมเสื้อคลุมหนังก็เอาไม่อยู่ แต่แรงงานทุกคนของหวังทงมีน้ำขิงร้อน ๆ ดื่ม ไม่จำเป็นต้องมีเสื้อกันหนาวอันใด หากร่างกายก็ต้องห่อหุ้มไว้ให้แน่นหนา
ช่วงวันที่ 10 เดือนสิบสอง แรงงานที่แม่น้ำทะเลรวบรวมกำลังคนมาจัดการซ่อมถนน จากคลองส่งน้ำที่เทียนจินไปทางแม่น้ำทะเล อาจกล่าวได้ว่าไม่มีถนน ล้วนเป็นเพราะคนเดินจนเกิดเป็นทาง หากสินค้ามากขึ้น แต่รถใหญ่ไปมาไม่ได้ ก็ไร้ประโยชน์
ในวันที่อากาศหนาวเย็น หวังทงยังออกไปข้างนอกในตอนเช้า ไปที่โรงอาวุธปืนไฟเพื่อปรึกษาหารือแผนการผลิตในปีหน้า แน่นอนว่าในยุคนี้ไม่ได้ใช้ชื่อเรียกเช่นนี้
ในมือหวังทงตอนนี้มีเรือทะเลห้าลำ สามลำในนั้นเป็นเรือเก่าผุพัง อีกสองลำอีกฝ่ายปีหน้าจะนำเงินมาไถ่คืน ยังไงก็ต้องคืน
หากคิดแค่การค้าทางทะเล การสร้างท่าเรือและมีกำลังทางทะเลของตนเองไว้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด หลังจากทำลายท่าเรือส่วนตัวที่แม่น้ำถังเจียไปแล้ว ก็เริ่มคิดถึงการต่อเรือด้วยตนเอง
ตอนนี้ในมือเขามีโรงตีเหล็กสองแห่ง หนึ่งเป็นโรงตีเหล็กของเฉียวต้า อีกหนึ่งก็คือสำนักอาวุธปืนไฟ ตอนนี้ล้วนอยู่ใต้อาณัติของเขา
ช่างตีเหล็กเกือบพัน คนงานเรียนรู้อีกนับพัน วัตถุดิบพร้อม เดิมหวังทงคิดว่าต่อเรือเป็นเรื่องง่าย คิดไม่ถึงว่าเมื่อได้มาคุยกับนายกองเหรินในเดือนสิบสองนี้จึงได้รู้ว่ามีความยากลำบากซ่อนอยู่
เทียนจินไม่ใช่ว่าไม่มีช่างต่อเรือ แต่ช่างต่อเรือสามารถต่อเรือประมงจับปลาอย่างเรือสำปั้นเล็กๆ เท่านั้น เรือที่พังๆ หลายลำตอนนี้เป็นช่างตีเหล็กของโรงเหล็กคิดหาทางซ่อมแซมเอาเอง
ช่วงปีรัชสมัยเจียจิ้งห้ามออกทะเล โรงต่อเรือถูกกวาดล้าง เครื่องมือและภาพเรือถูกทำลาย ช่างต่อเรือส่วนใหญ่ไม่ไปที่อื่นกัน ก็ถูกคหบดีทางใต้มาเชิญตัวไปทำงาน ต่อมารัชสมัยหลงชิ่งให้เปิดทะเล หากพ่อค้าในแผ่นดินกลับหาเรือใหญ่ออกทะเลไม่ได้ แม้คิดจะต่อเรือก็ไร้หนทาง
แม้แต่เรือทะเลธรรมดาก็ไม่สามารถต่อได้ ไม่ต้องพูดถึงเรือรบติดปืนใหญ่อะไรนั่นเลย เรือพวกนี้ต้องการคุณภาพที่สูงกว่านี้
อย่างน้อยที่สุดก็ต้องลองเลียนแบบจากเรือที่มีอยู่ เหรินย่วนปกติครุ่นคิดแค่การหลอมปืนใหญ่และสร้างอาวุธ ไม่ชำนาญเรื่องการต่อเรือ จึงเหมือนกับจับเป็ดขึ้นแท่น ไม่ง่ายเลย
หวังทงไปหารือเช่นนี้ทุกวัน หวังว่าความรู้ตนเองจะพอช่วยเหลืออีกฝ่ายได้บ้าง สองฝ่ายร่วมกันหารือ
คนงานเปิดประตูกว้าง ม้าค่อยๆ ย่างออกจากประตู หวังทงบนหลังม้าครุ่นคิด หากจะต่อเรือเงียบๆ ด้วยกำลังตนเช่นนี้คงไม่ใช่หนทาง อย่างไรก็ต้องประกาศหาช่างต่อเรือที่ชำนาญการมาช่วย
ยุคนี้พวกรู้เรื่องเรือก็มีอยู่ไม่กี่แห่ง เจ้อเจียง ฮกเกี้ยนและกวางตุ้ง แต่ช่างพวกนี้ก็อยู่กับพ่อค้าเรือทะเลและคหบดีมีอิทธิพลในพื้นที่ คิดจะเชิญมาก็คงไม่มา แต่พวกชาวโปรตุเกสที่กวางตุ้งมาเก๊านั้นอาจจะพอหาทางได้ แต่ตอนนี้ตนเองจะเอาอะไรไปเชิญให้มาไกลถึงเทียนจินนี่กัน
ตอนเรียนตีเหล็กที่มาเก๊าเคยรู้จักกับบามองด์นายช่างตีเหล็กผู้หนึ่ง ยังฝากตัวเป็นศิษย์ด้วย สองฝ่ายสายสัมพันธ์ไม่เลว ไม่รู้ว่าบามองด์ยังอยู่ที่นั่นไหม อย่างไรก็เกือบสามปีมาแล้ว
วันนี้ตอนไปโรงตีเหล็กจะลองบอกให้ต่างชาติสามคนนั้นไปที่มาเก๊าสักครา ต่างชาติพวกนั้นรอนแรมจากยุโรปมาถึงแผ่นดินหมิง ก็ย่อมเพื่อเงินทอง เงินทองสามารถล่อใจได้ ตนเองก็พร้อมจะจ่าย ย่อมสามารถเชื้อเชิญช่างมาได้อย่างแน่นอน
คิดถึงตรงนี้ก็คิดทางออกได้ไม่น้อย ในเมื่อไปมาเก๊า เช่นนี้ก็ไม่ควรแค่เชิญช่างต่อเรือมา ก็เชิญช่างที่รู้การหลอมปืนใหญ่มาด้วยกันเลยทีเดียว คิดไปไกลถึงว่าพวกช่างก่อสร้างก็เอามาด้วย ขอเพียงเป็นพวกมีความรู้ช่างก็เชิญมาได้หมด เงินทองตนเองทางนี้ก็มีมากอยู่ อย่างไรก็ต้องมองการณ์ไกลสักหน่อย
************
พอออกจากประตูที่ทำการ ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเบื้องหน้า เสียงคนตะโกนเรียก ลูกน้องข้างกายต่างชักอาวุธพร้อม หวังทงตกใจ กำลังเหม่อคิดอยู่ก็พลันก้มตัวลงคว้าดาบด้วยสัญชาตญาณ
เสียงตะโกนเรียกเบื้องหน้าเงียบกริบลง
รอจนหวังทงหันไปมอง ก็เห็นทหารจับคนหลายคนกดลงกับพื้น กำลังตะเกียกตะกายอยู่ที่นั่น
หวังทงปล่อยดาบในมือ หันไปมอง หลายคนที่มุ่งมาทางเขาได้ถูกจับกดกับพื้นหมดแล้ว พวกนายทหารตระกูลถานขี่ม้าไปอยู่ด้านหน้าคนเหล่านั้นแล้ว กำลังซักถามเสียงดุดัน
“ใต้เท้า ใต้เท้า โปรดให้ความเป็นธรรมด้วย!!”
หวังทงขมวดคิ้ว พอได้ยินเสียงเรียก ‘ใต้เท้า’ เห็นได้ชัดว่าพวกคนที่มาไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป อย่างน้อยต้องเป็นญาติของขุนนาง เพราะหากเป็นชาวบ้านทั่วไป เกรงว่าคงต้องตะโกนคำแรกว่า ‘นายท่านผู้ผดุงธรรม’
“นำตัวมา!”
ส่งเสียงสั่งการบนหลังม้า พลทหารด้านหน้าก็ค้นตัวคนเหล่านั้นก่อนจะนำตัวมา นายทหารรับหน้าที่ปฏิบัติการอารักขาวันนี้ก็คือหม่าอวิ๋นขุย เป็นคนที่ตอนคัดเลือกกำลังพลในวันนั้นแสดงออกได้โดดเด่นที่สุด ยามนี้สีหน้าเขาไม่ดีนัก
พอมาถึงเบื้องหน้าหวังทง หม่าอวิ๋นขุยคุกเข่าลงก่อนกล่าวด้วยความละอายว่า
“เป็นข้าน้อยที่อารักขาบกพร่อง ปล่อยให้พวกนี้ผ่านมาได้ ขอใต้เท้าลงโทษ!”
ทุกคนรู้สึกได้ว่าคนของหวังทงองอาจกล้าหาญขึ้นทุกวัน ต่อหน้าหวังทงต่างแสดงความแข็งแกร่งและความกระตือรือร้นของตน วันนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ ทำให้เสียหน้ามาก
หวังทงมองมายิ้มกล่าวว่า
“ไม่เกี่ยวกับเจ้า พวกเขามาร้องทุกข์ เพราะพวกเขาไม่มีอาวุธ ไม่คิดจู่โจม ดังนั้นพวกเจ้าย่อมไม่ทันระวัง ลุกขึ้น!!”
หม่าอวิ๋นขุยโขกศีรษะก่อนจะลุกขึ้น ผู้ที่ตะโกนว่า ‘ขอความเป็นธรรม’ ถูกนำตัวมาหน้าหวังทง หวังทงยิ้มถามว่า
“ญาติผู้ตายมิใช่ว่าเป็นที่ปรึกษาทางทหารฝ่ายซ้ายที่ซานตงหรอกหรือ ความสัมพันธ์ระดับนี้เหตุใดไม่นำมาใช้ เถ้าแก่ตู้ส่งพวกเจ้ามาหาข้า พวกเจ้าก็มาจริง”
กล่าวออกมาเช่นนี้ คนที่มาขวางทางร้องทุกข์ก็ตะลึงงัน มีคนหนึ่งกัดฟันกรอด กล่าวว่า
“หากกลับซานตงไปขอหมายศาลมา ต่างมณฑลกันเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะเสียเวลาขอหมายนานเท่าไร คนผู้นั้นเป็นขุนพลที่เมืองเหลียวโจว ถึงตอนนั้นหันมาจับกุมคนที่นำหมายไปแทนจะทำเช่นไร ที่เทียนจินไม่มีผู้ใดออกหน้าให้ข้าน้อย ได้ยินว่าใต้เท้าผดุงความยุติธรรม จึงมาขอให้ใต้เท้าหวังออกหน้าให้ความเป็นธรรมแก่ข้าน้อย!!”
หวังทงยิ้ม เรื่องนี้จางซื่อเฉียงได้รายงานมาแล้ว เรื่องที่จะมีพวกมาขวางทางร้องทุกข์ก็มีคนมาบอกไว้ก่อนแล้ว
คนที่มาขวางทางร้องทุกข์เห็นสีหน้าหวังทงยังคงนิ่ง ก็เริ่มร้อนใจ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นเอาแต่โขกศีรษะ ร่ำไห้ขอร้องว่า
“ทุกคนเตรียมเดินทางกลับบ้านในวันมะรืนนี้ด้วยกัน น่าสงสารบิดามารดาและภรรยาที่บ้านกำลังรอเขากลับไปฉลองปีใหม่…”
“ฆ่าคนต้องชดใช้ ข้าจะให้ความเป็นธรรมกับพวกเจ้าเอง”
หวังทงกล่าวเสียงเรียบ หันหลังไปตะโกนดังว่า
“รวมพลค่ายหนึ่ง!!”
