ตอนที่ 433 ไม่ปล่อยเล็ดรอด ไม่ใช่วันพระ
พวกขุนพลตระกูลถานและพวกพลธนูต่างก็เคร่งเครียดอย่างมาก พวกเขาอยู่หน้ารถ เดิมคิดว่าหวังทงให้พวกเขาสังหารราษฎรหมิง
แต่ละฉากต่อเนื่องมา ทุกคนเริ่มฮึกเหิม มองเชลยชาวหมิงสวมเสื้อผ้าบาง ร่างกายผอมโซวิ่งมา ด้านหลังมีพวกมองโกลไล่ตาม ได้ยินหวังทงออกคำสั่ง ก็รีบขึ้นสายธนูพร้อม
พวกตระกูลถานเชี่ยวชาญการยิงธนูบนหลังม้า ยิงเข้าทุกดอกไม่ต้องพูดถึง หวังทงบอกว่า ‘พวกยิงแม่นให้ขึ้นมา’ พลธนูคนอื่นที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ก็ย่อมไม่กล้าขึ้นไปขายหน้าบนรถนั่น
พวกเขายืนอยู่ในช่องว่างระหว่างปืนใหญ่ เล็งไปยังพลม้ามองโกลที่ห่างหลายสิบก้าวข้างหน้า ธนูหมิงมีความยาว ยิงได้ไกลกว่าธนูสั้นบนทุ่งหญ้า นับประสาอันใดกับพวกพลธนูที่แรงเยอะและมีธนูชั้นดีเช่นนี้
พวกมองโกลที่ไม่ได้ถูกปืนยิงตาย เห็นพวกเชลยหมิงวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดชีวิต พวกเขาก็หน้ามืดคิดว่าตนเองมีโอกาส เร่งม้าตามมา
พวกหน้าสุดถูกยิงร่วงจากหลังม้า จึงเริ่มได้สติ แต่ระยะห่างเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะกลับหลังหันก็กลับหลังหันได้ อย่างไรก็ตาย มีคนชักดาบออกมา มีคนคว้าธนูขึ้นมา ในเมื่อโจมตีกองทัพหมิงด้านหน้าไม่แตกพ่าย เช่นนี้ก็สังหารสุนัขหมิงระบำยแค้นก็แล้วกัน
แต่พวกเขาไม่สามารถทำอย่างที่คิดได้ ลูกธนูพุ่งมาอย่างรวดเร็วราวกับเช็ครายชื่อ พุ่งเข้าจุดสำคัญทุกดอก นับประสาอันใดกับปืนไฟที่ดังไม่หยุด
พวกมองโกลถูกยิงล้มตายลงไม่หยุด ระยะห่างจากเชลยหมิงวิ่งมาเริ่มไกลจากกัน ระยะทางนี้สำหรับพวกมองโกลแล้วเรียกได้ว่าแสนทรมาน ไล่ตามมาไม่ถึง 20 ก้าว ไม่ว่าด้านหลังออกคำสั่งอันใด ในที่สุดก็มีคนบังคับม้าหันหลังวิ่งหนีไปดื้อๆ ไม่กล้าวิ่งขึ้นหน้าอีก
มีเชลยหมิงอยู่บ้างที่ถูกฟันหลัง ถูกธนูด้านหลังยิงเอาก็มี แต่อย่างไรก็เหลือรอดชีวิตเกินครึ่ง เห็นกำแพงไม้อยู่ตรงหน้า ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนก็ระเบิดเสียงร้องไห้ดัง แต่เสียงนี้ไม่ใช่เสียงแห่งความหวาดกลัว หากเป็นเสียงร่ำไห้ด้วยความดีใจ
กองกำลังหู่เวยทางนี้ก็มีสีหน้าผ่อนคลายลงทุกคน การปล่อยให้ราษฎรหมิงถูกพวกมองโกลสังหารต่อหน้าตนอย่างไรก็รับไม่ได้ ยังดีที่ใต้เท้าสั่งการเด็ดขาดและรับมือได้ทันท่วงทีจึงมีผลลัพธ์เช่นนี้
เชลยหมิงกำลังจะเข้าใกล้กำแพงไม้ ก็มีทหารคนหนึ่งเอ่ยถามว่า
“ใต้เท้า จะให้เปิดประตูค่าย ปล่อยพวกเขาเข้ามาหรือไม่?”
หวังทงส่ายหน้า กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า
“ให้พวกเขาปีนเข้ามาทีละคน ปีนเข้ามาก็จับมัดไว้ทีละคน ค้นตัวก่อนจะจับไปรวมกันด้านหนี่ง ส่งคนไปเฝ้าไว้ บนสนามรบ ไม่อาจยอมให้เกิดเหตุแม้เพียงหนึ่ง!”
นายทหารอึ้งไป จากนั้นก็รีบออกไปปฏิบัติตามคำสั่ง นอกจากพลปืนใหญ่ที่กำลังบรรจุกระสุนแล้ว พลธนูและพลปืนต่างก็ยืนเป็นสองแถว พลทวนยาวและพลดาบก็เข้ามาแทนที่
ด้านหนึ่งก็ต้องระวังพวกมองโกลทัพใหญ่ ด้านหนึ่งก็ต้องตะโกนเรียกเชลยฮั่นให้ปีนข้ามมาทีละคน ตอนยังไม่ช่วยชีวิตไว้ก็ไม่สบายใจ ตอนช่วยไว้แล้วก็ยากที่จะรู้สึกกลัว พวกที่ถูกจับมานี้วิ่งมาที่ค่ายเราเพื่อเอาชีวิตรอด หากค่ายเราแตกพ่าย คนที่ตายก็จะเป็นเราทุกคน
คิดแล้วก็โมโห จึงจับมัดอย่างไม่ปราณี เชลยฮั่นก็ไม่กล้าบ่นอันใด อย่างไรก็รอดชีวิตแล้ว ยังจะว่าอันใดได้อีก หวังทงยืนอยู่อีกทาง ไม่สนใจ หากเอาแต่จับตามองทัพมองโกล
วันนี้ลำบากกันมาทั้งวัน อีกฝ่ายตายไปอย่างน้อย 800 ตนเองเข้าใจการรบดี ทัพไม่ถึง 4,000 ตายลงเช่นนี้ก็นับว่าทำลายขวัญมากแล้ว เหตุใดอีกฝ่ายไม่ยอมถอย และยังเข้ามาใกล้อีก ทหารหลายคนยังคนวนเวียนอยู่ไม่ไกลนัก
เชลยหมิงได้รับการช่วยชีวิตแล้ว แต่ก็ทำตามคำสั่งหวังทงจับมัดไว้ที่คอกสัตว์ มีคนห้าสิบคนเฝ้าดูอยู่ ลี่เทารีบวิ่งเข้ามารายงานว่า
“พี่หวัง ทั้งหมด 97 ชาย 70 หญิง 27……”
กล่าวยังไม่จบ ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนกรีดร้องดังจากในค่าย
“เจ้าเป็นสายลับมองโกล เจ้าเป็นสายลับมองโกล……”
จากนั้นก็มีเสียงคำรามดังกับเสียงร้องตกใจ เสียงแหลมฟังแล้วเหมือนเสียงเด็ก หวังทงหันกลับไป เห็นเชลยหมิงพวกนั้นเริ่มวุ่นวาย
แต่ก็มิได้กังวลอันใด ในค่ายตนเอง หลายสิบคนถูกมัดไว้หรือว่าจะมีผู้ใดปืนขึ้นฟ้าได้ หลี่หู่โถวรอรับคำสั่งอยู่ข้างหวังทงเดิมก็หงุดหงิดอยู่ พอได้ยินก็รีบวิ่งไป
เห็นเด็กคนหนึ่งกรีดร้องสุดชีวิต ดิ้นรนหลบไปอีกมุมหนึ่ง หากชายฉกรรจ์หน้าดำเสื้อผ้าบางเช่นกันก็ตวาดด่าทอก้าวเข้าไปใกล้
“มารดามันสิ ตัวใหญ่เช่นนี้ ดูเหมือนเชลยทาสที่ไหนกัน!”
หลี่หู่โถวแอบด่า ตวัดทวนในมือแทงไป เขาฝีมือดี ทวนพุ่งไป ชายสองคนนั้นสลบทันที หวังทงรีบมาถึง ตบบ่าหลี่หู่โถว ออกคำสั่ง
“นำเด็กนี้ไป คลุมเสื้อให้อุ่นแล้วหาอาหารให้กิน จับเจ้าสองคนนี้ออกมา!!”
ตอนนำตัวเข้ามา ต้องมัดให้แน่นขึ้นอีก และต้องค้นตัว ลูบที่แขนขาและเอว ยังมีที่หลัง ดูว่ามีอาวุธหรือไม่
การค้นหาอย่างละเอียดนี้ทำให้พบมีดสั้นที่ต้นขาด้านใน บรรดาทหารต่างรู้สึกหนาวยะเยือก หากไม่ได้ทำตามคำสั่งใต้เท้าจับมัดไว้ ถึงตอนนี้สองคนนี้เกิดทำอะไรขึ้นมา ก็ย่อมยุ่งยากมากมาย
บรรดาเชลยต่างพากันโกรธแค้นยิ่งขึ้น หากไม่ใช่เด็กคนนั้นตะโกนดัง ยังไม่รู้ว่าจะรู้ตัวกันตอนไหน หรือจะแยกคนนอกกับคนในไม่ออก?
มีตัวอย่างเช่นนี้ หวังทงก็ให้ลี่เวยนำคนเข้าค้นตัวทีละคน ลี่เวยแม้ว่าขี้ขลาด แต่การค้นตัวนี้ทำได้รวดเร็ว ไม่นานก็จับออกมาได้อีกสองคน
พวกมองโกลอุบายเยอะจริง ใช้เชลยหมิงมาเป็นแนวหน้า ยังแอบส่งสายลับแฝงตัวเข้ามารอก่อการด้านในอีก
หลังจากสายลับสี่คนฟื้นขึ้น ก็รู้ว่าไม่รอดแล้ว ทุกคนต่างก็ตะโกนด่าทอเสียงดัง ยังมีพวกมองโกลอีกหลายสิบที่ถูกจับเป็นเชลยตอนแรก ก็พร้อมใจกันตะโกนด่าทอพร้อมกันดังไปทั่ว
ทหารของกองกำลังหู่เวยอย่างไรก็คงไม่เกรงใจ มีพวกคนงานที่อารมณ์ร้อน หยิบไม้เข้าไปตีหยิบแส้เข้าไปฟาด หากไม่ใช่หวังทงสั่งว่าห้ามสังหาร พวกเขาคงเปลี่ยนเป็นมีดดาบเข้าเฉือนเนื้อพวกมองโกลนี้ทั้งเป็นไปแล้ว
“รักษาวินัย ในค่ายห้ามส่งเสียงดัง!”
หวังทงพูดเสียงเย็น ทหารข้างๆ รีบเข้ามาคุมสถานการณ์ ทุกคนยังไม่พอใจ ศัตรูราวเดรัจฉานพวกนี้ทำไมยังสังหารไม่ได้ แต่วินัยทหารไม่อาจฝ่าฝืน ผู้ใดก็มิกล้ากล่าวอันใดหรือบ่นอันใด
ถานเจียงแอบขมวดคิ้ว เมื่อครู่ตอนช่วยเชลยสร้างขวัญให้ทหาร แต่ตอนนี้ไม่สังหารเชลยมองโกล ใจทหารโกรธแค้น ย่อมไม่เป็นผลดี ใต้เท้าแต่ไรก็เข้าใจเรื่องพวกนี้ดี นี่เป็นเพราะเหตุใด เขากำลังคิดจะเตือน แต่ก็เห็นหวังทงเงยหน้ามองฟ้า
ไม่ทันให้รอถาม ก็ได้ยินหวังทงสั่งการว่า
“มู่เอิน บรรจุกระสุนปืนกลวง 4 กระบอก รอคำสั่งข้า!!”
ที่เรียกว่า กระสุนปืนกลวง ก็คือกระสุนที่ใช้ในการส่งข่าวหรือใช้ในการฝึกซ้อม ไม่มีอานุภาพทำลายล้าง มู่เอินรับคำสั่ง รีบไปเตรียมการ หวังทงปีนขึ้นไปบนหลังคารถ ตะโกนดังว่า
“เมื่อครู่เห็นพวกมองโกลสังหารราษฎรหมิงเรา พวกเจ้าโกรธแค้นหรือไม่!!”
ทุกคนนิ่งไปก่อนจะตอบเสียงดังกลับมาทันทีว่า
“โกรธ!!”
หวังทงหัวเราะดังโบกมือก่อนจะพูดเสียงดังว่า
“ตอนนี้ก็จะให้พวกเจ้าได้ระบำย!!”
**************
พวกสายลับมองโกลที่ปลอมปนเข้ามากับเชลยหมิง อย่างไรก็พอเข้าใจภาษาฮั่นบ้าง เมื่อครู่โดนรุมมาเกือบตาย แต่ก็ฟังเข้าใจแม่ทัพหมิงพูดอันใด
ได้เห็นทหารหมิงเดินเข้ามาสิบกว่านาย นำพวกเขาไป ก็รู้ว่าโชคไม่ดีแน่แล้ว ได้แต่สบถด่าเสียงดัง แต่คิดไม่ถึงว่า สายลับสี่คนนี้จะถูกนำไปที่รถใหญ่
แม่ทัพหมิงบนรถพยักหน้า สายลับหนึ่งคนก็ถูกผลักร่วงจากกำแพงไม้ลงไป
กำแพงไม้ห่างจากพื้นหลายฟุต หน้าหนาวพื้นดินก็แข็ง ตกลงไปก็ย่อมเจ็บ แต่ก็เป็นด้านนอกค่ายหมิง หรือปล่อยพวกเราไป
สายลับไม่ทันได้คิดละเอียด ก็ตะกุยตะกายวิ่งไป ทัพใหญ่มองโกลเห็นมีคนวิ่งมา ก็เริ่มเอะอะกัน
**************
สายลับผู้นั้นวิ่งล้มลุกคลุกคลานมา พวกหวังทงมองแผ่นหลังเขาอยู่บนรถม้า หวังทงหันไปสั่งลี่เทาว่า
“หลีจื่อ เจ้าฝึกทหารมาแต่เล็ก ตอนนี้แสดงให้ข้าดูหน่อย!!”
สีหน้าลี่เทาตื่นเต้นจนแดงก่ำ พยักหน้า จากนั้นหยิบธนูขึ้นมา ขึ้นสายธนู เขาเป็นลูกหลานทหารเมืองเซวียนฝู่ ย่อมเชี่ยวชาญการใช้อาวุธ ลี่เทาหรี่ตา ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ นี่เป็นการแสดงต่อหน้าผู้บังคับบัญชา ไม่อาจผิดพลาดได้
พอเล็งแน่ใจแล้ว ก็ยิง สายลับวิ่งไปได้ไม่ถึง 40 ก้าว เสียง ‘เฟี้ยว’ ดังขึ้น ลูกธนูติดขนนกทะยานไปอย่างเร็ว ปักเข้ากลางหลัง สายลับนั้นวิ่งได้อีกสองก้าวก็ล้มลง
“เยี่ยม!”
ทุกคนตะโกนชม หวังทงหัวเราะปรบมือให้ สายลับคนที่สองถูกผลักลงไป พวกมองโกลที่มองดูอยู่อีกฝั่งเริ่มตะโกนด่าทออย่างตกใจ ทหารมองโกลที่ยังอยู่บริเวณด้านนอกเริ่มเข้ามาใกล้ กำลังเข้าใกล้รัศมียิงก็ลังเล หยุดลง
สายลับคนที่สองย่อมเห็นจุดจบของเพื่อนตน แต่ไม่วิ่งก็ตายอย่างเดียว ดิ้นรนลุกขึ้นได้ก็วิ่งโซซัดโซเซไป ไม่รู้ว่าด้านหลังมีแผลหรือตั้งใจ เขาไม่วิ่งเส้นตรง หากคดเคี้ยวไปมา
หลี่หู่โถวยกธนูขึ้นหรี่ตาเล็งเป้าหมายที่เลี้ยวลดไปมา ขยับเป้าหมายเล็กน้อย กะน้ำหนักให้พอดี เปล่งเสียงร้องเบาๆ ก่อนจะปล่อยธนูพุ่งทะยานไปอย่างเร็ว ปักเข้ากลางหลังคนผู้นั้น ธนูของหลี่หู่โถวเล็กกว่าของลี่เทาสองส่วน กำลังไม่มาก หนึ่งดอกไม่ถึงที่ตายทันที สายลับล้มลงพื้น ดิ้นลงครู่หนี่งก่อนจะหยุดลง
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้พวกมองโกลยิ่งโกรธ มีทหารม้าพุ่งกันออกมา แต่พอเห็นว่าใกล้ระยะยิง ทหารกองกำลังหู่เวยก็ยิงทันที กระสุนปืนใหญ่ตกลงบนพื้นดินแข็ง ม้าหลบไม่ทันถูกกระแทกใส่ขาหักทันที พวกมองโกลไม่กล้าเข้าใกล้อีก
สายลับคนที่สามถูกโยนลงไป……
