ตอนที่ 436 ไล่ล่ากลางคืนเดือนมืด มองโกลไม่ทันตั้งตัว
“ผู้ใดบอกว่าพวกเราจะกลับตอนนี้!?”
ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ ลี่เวยที่ยังไม่ได้สติดี สีหน้าซีดเผือดทันที ไม่สนใจสถานะมารยาทอันใด กล่าวติดๆ อ่างๆ ว่า
“ใต้เท้าหวัง ไม่อาจเสียเวลานอกด่านนี่นานนัก นายน้อยเรารออยู่ที่ปากทางนานแล้ว นายท่านเรา……”
กล่าวยังไม่ทันจบ ลี่เทาก็ยันเท้าถีบก้นลี่เวยอย่างแรงจนล้มไปข้างหน้าหลายก้าว ถลึงตาใส่คำรามเสียงต่ำว่า
“ไสหัวไปข้างๆ เลยไป หน้ำตาข้าถูกเจ้าฉีกหมดสิ้นแล้ว”
ลี่เวยหน้ำตาแทบจะร้องไห้กำลังจะกล่าวอันใด แต่พอเหลือบเห็นท่าทางลี่เทาที่เหมือนจะกินคนได้ ก็รีบหลบไป ลี่เทาเดินท่ามกลางคนอื่นๆ รู้สึกเหมือนเงยหน้ามองผู้ใดไม่ได้ ต่อหน้าหวังทงกับขุนพลตระกูลถานที่ล้วนเป็นหัวหน้าอาวุโสกว่า พวกเด็กหนุ่มมาด้วยกันจากลานฝึกและนายกองร้อยแต่ละค่ายที่รุ่นราวคราวเดียวกัน ถูกลูกน้องในตระกูลท่าทางหวาดกลัวทำให้ตนเองเหมือนเป็นคุณชายร่ำรวยแต่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ในกองทัพมักจะหัวเราะเยาะคนเช่นนี้ที่สุด
คิดถึงตอนนั้นที่อยู่ลานฝึกหู่เวยยังอยากเป็นผู้นำจนไปรุมฮ่องเต้ว่านลี่ ตอนนี้มาถูกคนคิดเช่นนี้อีก ไม่อาจเงยหน้ามองผู้ใดได้อีกแล้ว
หวังทงส่ายหน้า ส่งสัญญาณบอกทุกคนว่าอย่าได้หัวเราะอีก เดินเข้าไปตบบ่าลี่เทากล่าวว่า
“ทางเทียนจินขาดคน ข้าหวังว่าเจ้าจะกลับไปช่วยข้าที่เทียนจิน เจ้าอยู่เซวียนฝู่มีแต่คนทะนุถนอม ว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน เดิมข้าคิดว่าเป็นเรื่องดี แต่พอมาเห็นที่นี่เองแล้ว เกรงว่าจะทำให้เจ้าเสียโอกาส ตามข้ากลับไปเถอะ ที่นั้นเจ้าจึงจะได้ฝึกปรือเป็นผู้กล้า เป็นคนของข้าจึงจะมีอนาคต”
วาจานี้กล่าวได้จริงที่สุด ลี่เทาเดิมก็คิดจะกลับเทียนจิน ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ ก็รู้สึกซาบซึ้งใจ ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะกลับไป พยักหน้าอย่างแรงหลายทีกล่าวว่า
“พี่หวัง ข้าจะตามท่านกลับเทียนจิน”
หวังทงยิ้มอย่างพอใจ ออกคำสั่งว่า
“เก็บกวาดสนามรบให้เสร็จ ปิดประตูค่ายรถศึก นายกองร้อยแต่ละค่ายมารวมตัวที่นี่!”
**************
“คนต้องกินอาหาร ม้าต้องกินหญ้า คนและม้าก็ต้องนอน ทุกวันย่อมไม่เดินเกิน 20 ลี้ สองวันสุดท้ายจึงจะสามารถเร็วได้ถึง 30 ลี้ขึ้นไป”
ณ ห้องตู้บนรถม้า หวังทงกล่าวเสียงเรียบ คนล้อมรอบก็พยักหน้าเล็กน้อย การเดินทัพม้าบนทุ่งหญ้าไม่เร็วนัก หลายครั้งเดินทัพไปเลี้ยงม้าไปบุกไปก็มี จะมีแค่ใกล้ถึงที่หมายสองวันจึงจะเริ่มเร่งความเร็ว
“แต่พวกมองโกลที่โจมตีเรานั้น เข้าจู่โจมตอนฟ้ายังไม่สว่าง พอถึงกลางวันก็หยุดพักโจมตี หลังพวกเรากินอาหารกลางวันเสร็จก็นำราษฎรหมิงมาเป็นร้อย แสดงให้เห็นว่า ระยะห่างไม่ไกลจากที่นี่ต้องมีค่ายพักพวกมัน”
บนสนามรบ สถานการณ์พลิกผันไร้รูปแบบ ผู้ใดก็ไม่อาจเชื่อได้ว่าทหารมองโกลพวกนั้นจะนำชาวหมิงมารออยู่แถวนั้นก่อน ไปมาไม่ถึงสองชั่วยาม ยิ่งเห็นชัดว่าน่าจะอยู่ละแวกนี้เอง
“ที่นี่ห่างจากชนเผ่าหั่วเลยไม่ไกลนัก ข้าคาดว่า เผ่าหั่วเลยก็คือที่พักค่ายรอทัพพวกเรามาถึง จากนั้นก็ส่งสายลับมา เข้าโจมตีเราแต่ฟ้ายังไม่สางเช้านี้ เมื่อครู่ตอนพวกเราตีพ่ายไป ก็กระจายรอบทิศ อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ฟ้าก็ใกล้จะมืด หนึ่งคนหนึ่งม้าหลงทางบนทุ่งหญ้า หากไม่หนาวตายหิวตายก็ต้องถูกหมาป่ากิน พวกมันวิ่งไประยะหนึ่งก็ย่อมต้องกลับไปยังค่ายพักที่ออกเดินทางมา”
กล่าวถึงตรงนี้ หวังทงก็หยุดครู่หนึ่ง มือขวากำหมัดใส่มือซ้ายกล่าวเสียงดังกังวานว่า
“ที่พวกเราต้องทำก็คือไล่ล่า ถือโอกาสโจมตีในคืนนี้ จัดการพวกมองโกลให้สิ้นซาก”
ได้ยินเช่นนี้ ทหารรอบๆ ก็ตกใจ ตามมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น ยามนี้ถานเจียงกำลังครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า
“นายท่าน เห็นพลม้ามองโกลนั้นร้ายกาจไม่เบา ระยะห่างจากเผ่าหั่วเลยก็ใกล้แค้นี้ พวกมันยังกล้าไปอยู่ที่นั่นอีกหรือ?”
“หลายปีมานี้ทหารหมิงเราออกรบชายแดนกี่แห่งกัน? รบชนะกี่ครั้ง? กี่ครั้งที่รบขนะแล้วยังไล่ล่า? นับประสาอันใดกับทหารราบไล่ล่าทหารม้า? ข้าจะเดิมพันในสิ่งที่พวกมันคิดไม่ถึง!”
ถานเจียงคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าเห็นด้วย ไช่หนานที่เพิ่งออกสำรวจภายในค่ายมา ยามนี้ก็เอ่ยแทรกขึ้นว่า
“ใต้เท้า ก่อเรื่องชายแดน ถึงตอนนั้นมีคนรายงานขึ้นไป อย่างไรก็ย่อมมีเรื่องยุ่งยากตามมา……”
หวังทงกวาดตามองถานปิงและถานเจี้ยนเอ่ยว่า
“ชายแดนนี้ผู้ใดก่อเรื่องก่อนกันแน่ ทุกคนไม่พูด ผู้ใดจะรู้ จะว่าไป ตามไปสังหารพวกมองโกลนั้นให้สิ้นซาก คนตายย่อมไม่อาจกล่าววาจามากความ!”
หวังทงกวาดตามองรอบๆ เห็นทุกคนไม่มีความเห็นแย้งอีกก็เอ่ยว่า
“พลม้า พลปืนใหญ่ พลปืนไฟ กับพวกคนงานอยู่เฝ้าค่าย ข้าจะนำทหารราบออกสังหารศัตรูเอง!”
ค่ายที่เพิ่งจะเงียบสงบลงเริ่มคึกคักขึ้นอีกครั้ง พวกคนงานยกหม้อใหญ่มา นำม้าที่ตายด้านนอกมาถลกหนังออก หั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ โยนลงหม้อ ใส่เกลือและเครื่องปรุง ไม่นานกลิ่นก็หอมโชย แผ่นเปี๊ยะที่อบเสร็จแล้วฉีกเป็นชิ้นโยนลงชามซุปกิน เป็นอาหารที่ดีมื้อหนึ่ง
************
ชื่อเฮยกับพวกโรงบ้านชาวมองโกลห้าคน กับเชลยชาวฮั่นที่ได้รับอิสรภาพเดินอยู่หน้าสุดของขบวน หวังทงกับทหารเดินอยู่ด้านหลัง
หลี่หู่โถวถือโคมไฟเดินอยู่ท้ายสุด ด้านหลังเขายังสามารถมองเห็นโคมไฟอีกสิบกว่าดวง
คืนเดือนมืดเดินทัพบนทุ่งหญ้าเวิ้งว้างเช่นนี้ ย่อมกระจายไปคนละทิศละทางได้ง่าย ดังนั้นหวังทงจึงได้ใช้โคมไฟสีแดงให้หัวหน้าบางคนนำคนในค่ายเดินตาม ส่วนค่ายที่ถือโคมขาวก็ให้ทหารค่ายนั้นเดินตามโคมขาว
ทุกครึ่งชั่วยามก็จะหยุดจัดขบวน แต่ละค่ายรายงานตัวหนึ่งรอบ จากนั้นก็เดินต่อ ระมัดระวังอย่างมาก กอปรกับยากปกติที่ฝึกฝนเข้มงวด จึงไม่มีผู้ใดเดินออกนอกเส้นทาง
“พวกข้าน้อยเมื่อก่อนตอนอยู่ทางเหนือ ไม่กล้าออกมาเดินเช่นนี้ในหน้าหนาว เพราะไม่หนาวตายก็ย่อมถูกหมาป่ารุมล่าไปกิน แต่พี่น้องเราเหล่านี้บอกชัดเจนว่าเดินตามพระจันทร์และดวงดาวไปอย่างไรก็พอจับทิศทางได้”
ชื่อเฮยเดินไปก็เล่าเบาๆ ไป พวกเชลยชาวหมิงที่ปกติถูกขังไว้ในเผ่าใช้แรงงานหนัก ก็พอรู้ที่ตั้งชนเผ่าคร่าวๆ เท่านั้น หากตอนกลางวันที่ผ่านมาถูกนำตัวออกมาระหว่างทางก็พอจดจำได้ กลับเป็นทหารที่ติดตามลี่เวยมาพอคุ้นเคยเส้นทางในพื้นที่นี้ อย่างไรก็นอกด่าน สถานที่มีน้ำมีหญ้า มีที่หลบลม สถานที่เหมาะแก่การตั้งค่ายพักนี้มีไม่มาก ยังได้ข้อมูลจากพวกเชลยชาวหมิง ทำให้หาพบ
เดินทางกลางคืน แม้ว่าคนเยอะ แต่เพื่อไม่ให้ศัตรูรู้ตัวก่อน ทุกคนก็เดินกันเบาๆ โคมไฟก็จุดน้อย ทำให้รู้สึกว่าไม่สบายใจนัก ชื่อเอยพูดไม่หยุด
“ชนเผ่าพันคนขึ้นไป ในเผ่าก็ย่อมมีสุนัขหลายตัว กลางคืนยังต้องจุดตะเกียง เพื่อไม่ให้คนในเผ่าตนหลงทางในยามค่ำคืน นายท่านอยู่ทางใต้ไม่รูหรอกว่า ออกมาหาที่ปลดทุกข์กลางคืนดึกดื่นยังหลงทางได้ ตายอยู่นอกบ้าน……ดังนั้นที่นี่หากเห็นตะเกียงก็ถึงจุดหมายแล้ว……ข้างหน้า”
พูดพร่ำไม่หยุด อยู่ๆ ก็หุบปาก เห็นแอ่งน้ำตื้นๆ ข้างหน้า มีตะเกียงแขวนไว้ไหวๆ ถึงเผ่าหั่วเลยแล้ว
หวังทงสูดลมหายใจลึกออกคำสั่งว่า
“แต่ละค่ายตั้งแถว ตั้งแถวเสร็จให้ดับโคมไฟรอคำสั่ง!!”
***************
รอบเผ่าหั่วเลยมีทหารยามเฝ้าอยู่ แต่ก็สัปหงกอยู่อย่างนั้น แม้ว่ากลางวันจะพ่ายแพ้ค่ายรถศึกยับเยินมา แต่พอกลับมาถึงที่พัก ทุกคนก็พักผ่อนกันอย่างวางใจ
พวกเขาไม่คิดว่าทหารหมิงจะกล้าหาญออกไล่ล่า พวกทหารที่เอาแต่หดหัวอยู่ในรังจะออกไล่ล่ากลางค่ำกลางคืนได้อย่างไร นับประสาอะไรกับพวกทหารหมิงที่เก่งกาจแค่ป้องกัน หากไล่ล่ามาจริง พลม้าเราก็ไม่กลัว
ทางที่เผชิญหน้ากับหวังนั้นก็มีทหารเฝ้าเวร แต่เขากลับสัปหงกอยู่ ที่นั่นมีหลุมดินที่ขุดไว้ ก่อนค่ำ พวกเขาจะก่อไฟไว้ในนั้น ตอนนี้ความร้อนยังไม่จางหาย เป็นเวลาที่ดีในการนอน
ได้ยินด้านนอกมีเสียงตึงตังมา ทหารยามก็ตื่นเล็กน้อย ใจคิดว่าหรือว่าหมาป่า กำลังหันไปคว้าอาวุธ หญ้าที่ปิดหลุมไว้ก็มีคนเปิดออก อาวุธแหลมคมแทงลงมา ทหารยามกำลังจะส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด คนผู้นั้นก็โดดลงมาในหลุมอุดปากไว้ คมอาวุธในมือกลับไม่ยอมหยุดนิ่ง
“นายท่าน ทหารในหลุมทั้งสี่ทิศจัดการเรียบร้อยแล้ว!”
ด้านนอกหยุดนิ่งไปครึ่งชั่วยาม พวกตระกูลถานสองสามคนก็วิ่งไปรายงาน พวกเขาเป็นพวกมีฝีมือสูงส่ง ปฏิบัติการเก็บกวาดเงียบๆ เช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
หวังทงยืนนิ่งอยู่นาน ร่างกายรู้สึกหนาวเหน็บ ยามนี้พยักหน้ากล่าวว่า
“ถ่ายทอดคำสั่งไป จากจุดที่ข้าอยู่นี่กับค่ายหนึ่งเป็นหลัก แต่ละค่ายเรียงลำดับไปให้รอบเผ่าหั่วเลยเป็นเส้นตั้งแนว โอบล้อมจากซ้ายไปขวา แต่ละค่ายจัดแถวเสร็จก็ให้นายกองร้อยมารายงานความพร้อม ดูเปลวไฟจากทางข้า บุกพร้อมกัน!”
ทหารออกไปถ่ายทอดคำสั่งหวังทง หวังทงหันมาสั่งอีกว่า
“ซานเปียว เจ้ากับพวกหู่โถวไปหาหญ้าแห้งมา ยิ่งมากยิ่งดี”
หม่าซานเปียวเดิมไม่ต้องมาด้วย แต่เขาไม่อย่าพลาดโอกาสนี้ จึงดึงดันจะมาด้วยให้ได้
เวลาผ่านไป นายกองร้อยแต่ละค่ายทยอยมารายงานความพร้อม รายงานตำแหน่งเสร็จ กองหญ้าแห้งหน้าหวังทงก็กองสูงมากแล้ว หวังทงปรับสายตาให้เข้ากับความมืด มองไปยังค่ายด้านหน้า หัวเราะเบาๆ กล่าวว่า
“พวกมองโกลนั้นวางใจกันจริง ม้ายังเอาไปไว้ที่คอกม้าข้างกระโจมนั่น คิดว่าพวกเราจะไม่มาหรือไง!”
ซุนซิงด้านหลังใช้หินไฟจุดกองหญ้าแห้งกำหนึ่ง ชื่อเฮยหยิบถุงหนังบรรจุสุราและน้ำมันเดินไปกองหญ้าหน้าหวังทง หวังทงจุดกองหญ้าแห้งหนึ่งกำโยนลงไป หญ้ากับน้ำมันเผาไหม้เริ่มส่งกลิ่นควัน เปลวไฟเริ่มแดงฉาน ได้ยินค่ายหนึ่งหลังหวังทงขยับ ก็ได้ยินเสียงเสื้อเกราะและอาวุธดัง สองข้างโอบล้อมเข้าไป หวังทงหัวเราะดัง ดึงทวนยาวปักลงบนพื้น ตะโกนดังว่า
“สังหาร!! สังหารพวกมองโกลให้สิ้นซาก!!!”
ตะโกนจบ ก็เดินก้าวเท้ายาวเข้าไป เผ่าหั่วเลยเบื้องหน้ากำลังมีกองกำลังหู่เวยค่อยๆ เดินย่ำเข้าไป
***********
ระหว่างกระโจมเผ่าหั่วเลย เสียงสุนัขเห่าดังเกรี้ยวกราด……
