ตอนที่ 502 ทหารปฎิบัติตามคำสั่งถือเป็นหน้าที่ ภัยใหญ่หรือความชอบใหญ่
“ข้าถามเจ้า เหตุใดจึงมีการซ้อมรบเช่นนี้?”
หวังทงถามเสียงนิ่งเรียบ ลี่เทำไม่ลังเล ตอบทันควันว่า
“ทรงมีราชโองการ สำนักอาชาหลวงและกรมทหารปฏิบัติ”
“ในเมื่อเป็นราชโองการ ข้าไปเรียกร้องความเป็นธรรม เจ้าจะให้ฝ่าบาททรงคิดเช่นไร?”
ได้ยินหวังทงถามกลับเช่นนี้ ลี่เทาก็ร้อนใจ เขยิบเข้าไปใกล้อีกสองก้าวกัดฟันกล่าวว่า
“พี่หวัง พวกเรามีกันแค่ 4,000 บนทุ่งหญ้านั่นกองทัพมองโกลนับหมื่น ไม่ใช่ว่าไปตายสถานเดียวหรือ พี่หวังมักกล่าวว่า รบจนตัวตายเพื่อแผ่นดินหมิง เป็นหน้าที่พวกเรา แต่ครั้งนี้ไปตายชัดๆ พี่หวังคิดถึงพี่น้องเรานับพันนี้ด้วย!”
หวังทงสีหน้าเคร่งขรึมลง จ้องมองลี่เทาพลางถามว่า
“รับราชโองการมาแล้ว ให้ข้าคิดเช่นไรได้กัน!?”
“การดึงเวลาให้ช้าออกไประยะหนึ่ง พี่หวังถวายฎีกาฮ่องเต้ หู่โถวทางนั้นก็เขียนฎีกาไปด้วย บางทีฝ่าบาทอาจถูกผู้ใดปิดบังสายพระเนตร พวกเราอธิบายให้กระจ่าง สามเส้นทางประสานก็ควรออกพร้อมกัน ย่อมไม่ควรปล่อยให้กองกำลังหู่เวยเราเป็นเหยื่อล่อเช่นนี้!”
ลี่เทาหน้ำตาแดงก่ำ หวังทงเห็นลี่เทาแล้วก็ถอนหายใจกล่าวว่า
“ที่ลานฝึกหู่เวย ซุนซิงนิสัยนิ่งที่สุด ส่วนเจ้าเป็นลูกหลานทหาร รู้ทุกอย่างดีที่สุด คืนนี้กล่าวเช่นนี้ เจ้าไม่ต้องบอกและก็ไม่ควรบอกด้วย ทางบ้านเจ้ามีจดหมายมา เกรงว่าคงเร่งให้เจ้ากลับไปก่อนใช่หรือไม่ อย่างไรข้าก็คงเห็นแก่สายสัมพันธ์ จบเรื่องก็คงไม่ทำอันใดเจ้า แต่เจ้าก็ยังมาหาข้าบอกให้กระจ่าง เห็นได้ว่าในใจเจ้าคิดถึงพี่น้องเรา คิดเผื่อกองกำลังหู่เวยเรา”
หวังทงกล่าวเช่นนี้โดนใจลี่เทำอย่างจัง ลี่เทำอย่างไรก็อายุยังน้อย อึ้งไปพักหนึ่ง ขอบตาแดงก่ำเล็กน้อย ใช้มือขยี้เบาๆ น้ำเสียงเริ่มเจือสะอื้นไห้กล่าวว่า
“พี่หวัง พวกเราปฎิบัติงานด้วยความภักดี แต่กลับไม่เป็นธรรมกับเราเช่นนี้ ยามปกติทนได้ แต่การไปครานี้……”
วาจาไม่อาจกล่าวต่อไปได้ หวังทงนั่งอยู่ที่เดิมมาแต่ต้น ยามนี้ก็ค่อยๆ ลุกขึ้น กล่าวอย่างเอาจริงเอาจังว่า
“ลี่เทา ข้ามักพูดกับเจ้าเสมอว่า พวกเราเป็นอะไร……แผ่นดินหมิงนะ?”
“……พี่หวังเคยบอกว่า พวกเราเป็นทหารหมิง เป็นทหารในพระองค์……”
“ทหารปฎิบัติตามคำสั่งถือเป็นหน้าที่!!”
หวังทงกล่าวออกมาอย่างหนักแน่น สีหน้าเคร่งเครียด ลี่เทำได้แต่อึ้งไปพักหนึ่ง สีหน้าเริ่มจะแดงขึ้นเรื่อยๆ ยืนตัวตรง กำปั้นขวาทุบลงที่หน้าอก ก่อนจะกล่าวอย่างหนักแน่นว่า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ลี่เทาของยอมติดตามใต้เท้าร่วมเป็นร่วมตาย เพื่อตอบแทนแผ่นดินเรา”
กล่าวจบก็ประสานมือกล่าวว่า
“พี่หวัง เช่นนั้นข้าออกตัวก่อน ให้คนส่งจดหมายจากทางบ้านกลับไปก่อน”
ยังไม่ทันขยับ หวังทงก็เรียกไว้ หวังทงมีสีหน้าเต็มด้วยรอยยิ้ม กล่าวว่า
“หลีจื่อ เจ้าคิดว่าพวกเราออกรบโดดเดี่ยว เข้าสู่แดนศัตรู พวกมองโกลยังมีกำลังแข็งแกร่ง ครั้งนี้ไปเป็นภัยใหญ่ของพวกเรางั้นหรือ!!?”
ลี่เทารู้สึกงงกับคำถามของหวังทง แสดงออกทางสีหน้ากระจ่าง หวังทงส่ายหน้ากล่าวว่า
“เจ้าคิดว่าเป็นภัยใหญ่ แต่ข้ากลับคิดว่าเป็นความชอบใหญ่”
กล่าวเช่นนี้ทำเอาลี่เทาสับสนเล็กน้อย หวังทงไม่กล่าววาจามากความ กำชับไปว่า
“กลับไปพักผ่อนให้ดี ข้านำพวกเจ้ามาดีๆ ก็ย่อมนำพวกเจ้ากลับไปดีๆ วางใจได้ คืนนี้ที่คุยกันอย่าได้กล่าวออกไป”
ลี่เทาเดิมมาด้วยใจที่ร้อนรน แต่ตอนกลับออกไปรู้สึกเต็มด้วยความสับสน เข้าไม่รู้ว่าเหตุใดหวังทงจึงมั่นใจเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำว่า ทหารปฎิบัติตามคำสั่งถือเป็นหน้าที่ คำนี้สลักแน่นในใจของลี่เทาไว้แล้ว
*************
เช้าวันที่ 17 เดือนสิบสอง กองกำลังหู่เวยก็เริ่มเสียงดังกัน ทหารเริ่มเก็บค่ายพักขึ้นรถม้า
รถม้าใหญ่ 240 คัน บรรจุเสบียงอาหารและอุปกรณ์รบไว้เต็มคัน นอกจากนี้ อำเภอหวยโหรวและมี่อวิ๋นยังมีรถใหญ่อีกราว 200 คันที่บรรจุสิ่งของต่างๆ ไว้รอตามไปด้วยแล้ว
แม้แต่พวกค้าขายสัตว์ที่ซุ่นอี้และมี่อวิ๋นก็มากันพร้อม กองกำลังหู่เวยเดินทางและตั้งค่ายพัก ยังทิ้งเงินไว้ให้อีกก้อนโต มีชื่อเสียงว่ายอมจ่ายเงินสด
พวกที่ยอมขายของให้กองกำลังหู่เวยก็จะได้รับกำไรงาม เมื่อเป็นเช่นนี้ ชื่อเสียงย่อมขจรไกล ทุกคนคิดแล้วก่อนปีใหม่นี้คงได้กำไรร่ำรวยกันพอสมควร จึงพากันมารวมตัวกันที่นี่
กระโจมหวังทงถอนเก็บหลังสุด หัวหน้าแต่ละหน่วยก็มารวมตัวกันที่นี่ รายงานงานของตนเองทีละคน หวังทงฟังอย่างตั้งใจ ทุกคนรายงานจบ หวังทงก็ถามว่า
“นายกองไช่ จากอำเภอมี่อวิ๋นไปยังกองกำลังมี่อวิ๋น เส้นทางนี้มีพ่อค้าอันใดอีกหรือไม่ พวกเขาเอาสินค้ามาพอเพียงที่จะเติมเสบียงเรา ออกนอกด่านไป ก็น่าจะพอให้พวกเราได้กินใช้กันอีกนานกี่วัน”
ไช่หนานลุกขึ้นยืน ตั้งแต่คืนว่านเริ่มคิด ก็พอได้คำตอบชัดเจน กล่าวว่า
“จากการคำนวณ ออกนอกด่านหนึ่งวัน ยังต้องจัดรถกลับไปมี่อวิ๋นเพื่อนำสินค้าพวกนี้มา รถใหญ่และขบวนม้าสามารถอาศัยหญ้าบนทุ่งหญ้าได้ ของที่มีทั้งหมดสามารถเลี้ยงดูกองกำลังเรานอกด่านได้ 6-7 วัน”
หวังทงพยักหน้า กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“6-7 วัน การทำสงคราม อย่างไรก็ต้องพร้อมไว้ก่อน นับเป็น 6 วันละกัน ถานเจียง ทางเมืองหลวงไม่มีจดหมายใหม่มาถึงใช่หรือไม่!?”
ถานเจียงลุกขึ้นยืนส่ายหน้ากล่าวว่า ไม่มี หวังทงแค่นยิ้มส่ายหน้ากล่าวว่า
“กรมทหารนอกจากออกคำสั่งรวบรวมเสบียงชาวบ้านแล้ว เรื่องอื่นไม่สนใจทั้งสิ้น ตอนนี้ดูแล้ว กองกำลังมี่อวิ๋นย่อมไม่มีเสบียงอันใดไว้ให้เรา ก็หมายความว่า กองกำลังหู่เวยเราอยู่บนทุ่งหญ้าได้เพียง 6 วันเท่านั้น”
ทุกคนพยักหน้า หวังทงกล่าวต่อว่า
“ออกจากกู่เป่ยโข่วไปทางแม่น้ำฮาลาเหอก็ราวสามวัน เสบียงที่พวกเราหามาเพิ่มเติม ก็เกือบจะพอเพียงให้พวกเราไปกลับแม่น้ำฮาลาเหอเท่านั้น”
เรื่องที่ทุกคนรู้กันแล้ว หวังทงกล่าวออกมา ทุกคนจึงไม่ได้ตกใจอันใด หวังทงเอ่ยถามถานปิงข้างๆ ว่า
“ถานปิง หากเจ้าเป็นหัวหน้ามองโกล รู้ว่าพวกเราจะมา จะรับมืออย่างไร?”
“เรียนใต้เท้า หากข้าน้อยเป็นหัวหน้าเผ่ามองโกล ก็จะโจมตีตอนที่พวกเรายังเหลือเสบียงอีกเพียงแค่หนึ่งวัน!”
“หืม? ตอนนั้นก็น่าจะห่างจากกองกำลังมี่อวิ๋นไม่ไกลแล้วกระมัง เหตุใดจึงต้องลงมือยามนี้ หรือว่าไม่กลัวว่าเราสองกองจะรวมกำลังกันหรือ?”
หวังทงรู้อยู่แต่ก็ถาม พอกล่าวจบ ทุกคนก็ยิ้มส่ายหน้า ถานปิงยิ้มตอบกลับว่า
“หากกองกำลังมี่อวิ๋นมีความกล้าออกรบ เช่นนั้นพวกมองโกลไหนเลยจะกล้ามาตั้งค่ายกันที่ห่างจากแม่น้ำฮาลาเหอเพียงสามวันเดินทาง ตอบคำถามใต้เท้าอีกเรื่อง เสบียงยังเหลืออีกหนึ่งวัน ทุกคนในกองกำลังย่อมรู้ หากขี่ม้ามาโจมตี ขอเพียงก่อกวนหนึ่งวันรอเสบียงหมด ทุกคนย่อมหวาดหวั่น ถึงตอนนั้นขวัญทหารก็อ่อนแอ ขอเพียงโจมตีรุนแรง ทหารเราไหนเลยจะมีขวัญกำลังใจออกรบ ถึงตอนนั้นก็ได้แต่คิดหันหลังมองป้อม สามารถวิ่งกลับไปได้ ย่อมไม่มีใจอยากสู้ต่อ เกรงว่าเพียงแต่โจมตีก็ชนะทันที!”
ถานปิงกล่าวจบ หวังทงก็ยิ้มพยักหน้ากล่าวรับคำว่า
“พวกเราเดินทางครานี้ พวกเขาย่อมคอยก่อกวนระหว่างทาง เพื่อให้พวกเราเดินทางช้าลง ถึงวันสุดท้ายค่อยลงมือ ทหารม้ามีข้อดีตรงนี้ ที่สามารถจะล้อมวงใหญ่โจมตีได้ ตอนปะทะกันพวกเขาก็จะเลือกโจมตีได้ ทุกคน วันนี้ให้ทหารคนสนิทของทุกคนออกไปป่าวประกาศว่า เสบียงรองรับได้เพียงห้าวัน”
ทุกคนคิดแล้วก็เข้าใจทันที พากันลุกขึ้นรับคำสั่งแข็งขัน
************
หลี่หู่โถวกับลี่เทาหารือกันเสร็จก็เดินกลับไปยังค่ายพักตน หลี่หู่โถวเตี้ยกว่าลี่เทาครึ่งศีรษะ แต่ดูทรงพลังมาก ลี่เทามีความสูงอยู่ในวัยผู้ใหญ่ และก็แข็งแรง แต่สองคนอย่างไรก็ยังอายุน้อย พวกผู้ใหญ่กว่ามองมา แม้ว่าพวกเขาจะสวมชุดเกราะที่ต่างจากพลทหารอื่น แต่ก็คิดไม่ถึงว่าหนุ่มน้อยสองคนนี้เป็นหัวหน้าและรองหัวหน้านำกำลัง 1,500 นาย
“พวกชายฉกรรจ์คนงานที่สังกัดเรานั้น ยังมีหลายคนที่รับมาจากซุ่นอี้ หวยโหรวและมี่อวิ๋นชั่วคราว ไม่รู้ว่ามีสายลับมองโกลอยู่เท่าไร ใต้เท้าปล่อยข่าว เกรงว่าคืนนี้คงไปถึงบนทุ่งหญ้านั่นแล้วมั้ง!”
หลี่หู่โถวเดินไปยิ้มไปกล่าวไป ลี่เทำตามมาด้านหลัง เทียบกับหลี่หู่โถวที่ดูผ่อนคลายแล้ว ลี่เทาดูมีความกังวลอยู่มาก กล่าวว่า
“หู่โถว กองกำลังเราเป็นกองกลาง ห่างจากน้ำฮาลาเหอใกล้สุด ดีไม่ดีอีกฝ่ายจะประสานกำลังกันโจมตี เช่นนั้นใช่ว่าจะมีกำลังทหารม้านับหมื่นหรอกหรือ……”
“กลัวอันใด ค่ายรถศึกเรา มีปืน พวกมองโกลมาอย่างไรก็ต้องเสียเลือดเสียเนื้อกลับไปเป็นแน่!!”
เทียบกับลี่เทาที่มีความกังวลมากมายแล้ว หลี่หู่โถวกลับมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ได้ยินหลี่หู่โถวกล่าวเช่นนี้ ลี่เทำได้แต่อึ้งไป ส่ายหน้า รู้สึกว่าความกังวลลดลงไปมาก
*************
ภาพกองกำลังมี่อวิ๋นเล็กลงเรื่อยๆ กู่เป่ยโข่วที่แท้ก็เป็นปากหุบเขาธรรมดา แต่ในโลกนี้ชื่อนี้กลับได้ยินไม่น้อย
หวังทงหันไปมอง และมองกลับมาด้านหน้าหลายที บนทุ่งหญ้าไร้พรมแดน เอ่ยถามคนนำทางด้านหลังว่า
“ปีนี้ไม่มีหิมะหรือ?”
คนนำทางที่กองกำลังมี่อวิ๋นส่งมานั้น ครั้งนี้ที่ตามมาเป็นระดับนายกอง นายกองผู้นี้ถูกส่งออกมานอกด่านในช่วงปีใหม่เช่นนี้ย่อมรู้สึกไม่พอใจ แต่หวังทงระดับสูงเช่นนี้ เขาเองก็ไม่กล้าล่วงเกิน ยิ้มกล่าวว่า
“ปีนี้แล้ง แม่น้ำเฉาเหอในฤดูร้อนแทบแห้งขอด ยังดีที่ตอนใบไม้ผลิมีฝนตกใหญ่หลายครั้งแต่ที่นี่แต่ไรไม่เคยมีหิมะ คนโบราณว่ากันว่า ช่วงเดือนหนึ่งหากไม่มีหิมะ ดีไม่ดีก็อาจจะแล้งในปีนั้น!”
ปีก่อนตอนออกไปนอกด่านจางเจียโข่ว ออกไปก็เห็นหิมะขาวโพลน ตอนนี้ที่นี่กลับแห้งเหลือง ล้วนเป็นหญ้าแห้ง ต้นไม้พุ่มเตี้ย สูงเพียงแค่อานม้า ลมหนาวพัดมา บนทุ่งหญ้าแห้งพริ้วไหว ดูแล้วเหมือนคลื่นสีเหลืองเป็นระลอก งดงามยิ่ง
แต่ลมหนาวราวกับมีดกรีดพัดมา ทุกคนไหนเลยจะมีอารมณ์ชมความงาม ได้แต่ก้มหน้าเร่งเดินทางต่อ
ที่นี่ต่างจากจางเจียโข่ว กู่เป่ยโข่วมีเนินดินมากมาย เดินทางได้ไม่เร็วนัก เห็นพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าในอีกหนึ่งชั่วยาม หวังทงก็ออกคำสั่งให้ทุกคนตั้งค่ายพักแรม
ทุกคนรีบปฏิบัติตามอย่างแข็งขัน หวังทงบนหลังม้ามองไปรอบทิศ ตอนกำลังจะลงจากหลังม้า อยู่ๆ ก็เห็นควันจากทางเหนือพัดมาทางนี้……
