Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 633


ตอนที่ 633 ยกธงรบไม่ใช่วัตถุประสงค์

พอเสียงปืนดังสนั่นขึ้น ควันก็ลอยคละคลุ้งไปทั่วก่อนจะถูกลมทะเลพัดกระจาย พวกหวังทงยืนมั่นแล้ว เรือเจ็ดลำ มีสี่ลำถูกยิงกระโดงหัก ตัวเรือราวกับมีรูเล็กรูน้อยไปทั่ว มีลำหนึ่งเริ่มจมลง คนบนเรือรีบลนลานโดดลงทะเล

กาบเรือรบสูง ปืนใหญ่ยื่นออกจากสองข้างเรือ กาบเรือกวางตุ้งก็สูง ทางนี้ยิงไป ก็ย่อมถูกลำเรือเข้าอย่างจัง

ทหารเรือเทียนจินเรียงหน้ากระดาน เรือที่ฝ่าออกมาย่อมไม่ใช่เรียงหน้ากระดาน เรือสามลำอยู่ด้านหลังเรือลำอื่นจำยังพอแล่นต่อไปได้

ภาพเมื่อครู่ทำให้ทุกคนสะดุ้งตกใจอย่างมาก ปกติทุกคนออกทะเล เคยเจอปืนใหญ่ระดมยิงเช่นนี้ที่ไหนกัน เป็นความตกใจที่ราวกับแผ่นดินแยก เรือที่เหลืออยู่ก็เริ่มแล่นปะทะลมไปอย่างทุลักทุเล รีบบังคับเรือ หนีได้ไกลเท่าไรก็เท่านั้น

เรือกวางบินกับเรือรบอีกสามลำ พอระดมยิงเสร็จก็ถอยกลับไปที่เดิมด้วยแรงยิง เวลากระชั้นชิดคิดจะจัดขบวนใหม่ก็ไม่ง่าย ได้แต่มองดูเรือสามลำหนีไป แต่พวกหวังทงกลับไม่ร้อนใจ มองส่งตามไปเท่านั้น

เรือสามลำหนีพ้นจากรัศมีเรือรบสี่ลำ หากอยู่ ๆ ก็มีเรือกวางตุ้งหลายลำพุ่งเข้าใส่ เรือกวางตุ้งพวกนี้ขนาดใกล้เคียงกับเรือสามลำที่หนีออกไป หากหัวเรือเป็นไม้หนาทำมุมเข้าชน

แม้ว่าพุ่งเข้าชนไม่ใช่มาตามทิศทางลม หากได้เปรียบที่มากะทันหัน ความสนใจทุกคนยังอยู่ที่ปืนใหญ่เมื่อครู่ ยังชักใบเรือเต็มที่ หากไม่อาจบังคับทิศทางได้แล้ว

เสียง ‘โครม’ ดังสนั่น เรือลำแรกมีลูกเรือโชคร้าย ไม่ทันหลบ ถูกมุมปะทะอย่างจัง กระดูกแหลกร่วงหล่นลงทะเล

เรือสองลำประกบเข้าหากัน กว่าจะนิ่งลงได้ อยู่ทหารจากเรือที่ปะทะเข้าใส่ก็ถืออาวุธวิ่งข้ามมาผ่านมุมที่ชนติดกันเป็นสะพาน เสียงตะโกนสังหารดังมา

ทั้งปืนใหญ่ ทั้งพุ่งชน ขณะที่กำลังหัวหมุนไม่รู้จะไปทางใด ย่อมไม่อาจรวบรวมกำลังขึ้นต้านศึก เห็นคนแต่งตัวเป็นทหารทางการกรูขึ้นมา ในใจก็เริ่มแตกตื่น

หลายคนได้สติหันมาคว้าอาวุธได้ ไม่กี่ทีก็ถูกคนที่มากกว่าได้เปรียบ ถูกสังหารทันที ที่เหลือไม่คิดสู้ ได้แต่คุกเข่าลงยอมแพ้ร้องขอชีวิต

เรือลำที่สามมีชายฉกรรจ์ที่ดูเหมือนต่อสู้เก่งกาจ ถือดาบพัวเตาสังหารทหารทางการไปติดๆ ถึงสามนาย มีโจรสลัด 7-8 คนอยู่ข้างกาย กำลังต่อสู้ได้จังหวะ หากเรือตรงข้ามก็ดันปืนใหญ่เหยี่ยวมาจ่อ ปืนใหญ่เหยี่ยวนี้เป็นวิธีเรียกแบบชาวตะวันตก ความจริงก็คือปืนใหญ่น้ำหนักกระสุนราว 1 ชั่ง

กระสุนบรรจุแล้ว เรือสองลำห่างกันไม่กี่สิบก้าว ย่อมเล็งแม่น พอจุดไฟยิงไป ท้องทะเลเกิดคลื่น เรือโคลง ความแม่นยำไม่อาจรับประกันได้ แต่ระยะใกล้เพียงนี้คิดจะยิงเอียงออกไปก็ยากแท้

ได้ยินเสียงดังสนั่น โจรสลัดชายฉกรรจ์ด้านหน้าถูกยิงหน้าอกเป็นรู กระสุนเหล็กเจาะเข้าร่างกายหลายรู คนย่อมไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้ ล้มลงกับพื้นเรือทันที คนผู้นี้น่าเป็นหัวหน้า พอเขาล้มลง การต่อต้านบนเรือก็แตกฮือทันที

“เฉินหลินฝึกทหารเรือมาได้ไม่เลวจริงๆ นายกองม่ายนี่รบได้ดุเดือดดีแท้”

ถานเจียงข้างๆ หวังทงเอ่ยชม หวังทงกำลังกวาดตามมองสนามรบ ได้ยินถานเจียงกล่าวเช่นนี้ก็กล่าวว่า

“ทหารเรือสู้ด้วยชีวิต กล้าหาญยอมสละชีพ หากไม่อาจเข้าใกล้เรือศัตรู ได้แต่ยิงปืนเข้าถล่ม เช่นนั้นจะมีประโยชน์อันใด ……”

ถานเจียงคิดจะโต้แย้ง หากพออ้าปากก็พบว่าไม่มีเหตุผลแย้ง หัวหน้าเรือกวางบินหูอันเดินเข้ามากล่าวว่า

“ใต้เท้า เรือริมฝั่งมีไม่น้อยเข้าเทียบท่า คนบนเรือลงมายืนบนท่า จะโจมตีหรือไม่?”

หวังทงละสายตาจากสนามรบมองกลับมาบนฝั่งริมทะเล ถามว่า

“เรือเราอยู่ตำแหน่งนี้ มั่นใจว่าปิดท่าเรือได้แล้วหรือ?”

“ขอใต้เท้าวางใจ ที่นี่ปิดท่าเรือได้แล้ว ทิศทางลมหลายวันนี้ เรือคิดออกทะเล ก็ต้องมาออกจากตำแหน่งนี้ ล้วนอยู่ในรัศมียิงของปืนใหญ่เราหมด”

ได้ยินหูอันรายงาน หวังทงพยักหน้ากล่าวว่า

“ยกธงส่งสัญญาณให้ทางนั้นช่วยเชลยขึ้นมา ให้จัดทัพเหมือนตอนก่อนปิดกั้นเส้นทาง”

หูอันทำความเคารพแบบทหาร ก่อนจะรีบออกไปปฏิบัติตามคำสั่ง หวังทงมองขอบชายฝั่ง กล่าวว่า

“ทังซาน เจ้าขึ้นฝั่งไป อาจจะถูกซาต้าเฉิงตัดหัวทิ้ง ข้ารับปากว่าจะดูแลครอบครัวเจ้าให้อย่างดี และจะแก้แค้นให้เจ้าด้วย เจ้าจะไปหรือไม่?”

ทังซานข้างหวังทงก้มคำนับยิ้มกล่าวว่า

“ข้าน้อยสามารถมีวันเวลาดีๆ เช่นทุกวันนี้ได้ ครอบครัวมีความสุขตามข้ามาได้เช่นนี้ คนนอกยังเรียกพวกข้าว่านายท่าน ฮูหยิน ล้วนเป็นเพราะใต้เท้า ข้าน้อยตายตาหลับ”

หวังทงพยักหน้ากล่าวว่า

“สองชั่วยาม สองชั่วยามเจ้าไม่กลับมา ข้าก็จะเริ่มโจมตี!”

ทังซานคุกเข่าโขกศีรษะสองทีก่อนจะลุกขึ้นลงเรือเล็กออกไป

*************

ด่านเถี่ยเหมินยามนี้ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นท่าเรือที่ดีนัก ไม่เหมาะแก่การจอดเรือด้วยเป็นเนินเขาที่สูงต่ำไม่เท่ากัน สภาพพื้นที่เช่นนี้ไม่มีสถานที่ดีพอสำหรับจอดเรือ แต่หากจะมองท้องทะเล ย่อมเป็นที่ที่ดี

ฉลามดำซาต้าเฉิงและลูกน้องระดับหัวหน้าหลายคนกำลังยืนมองการรบอยู่ เรือรบปืนใหญ่หลายลำยิงดังสนั่น ซาต้าเฉิงและบรรดาลูกน้องต่างหนาวสั่นอย่างไม่รู้ตัว ผงะถอยไปก้าวหนึ่ง สบตากันไปมา ไม่กล่าวอันใด

รอจนเรือกวางตุ้งของเทียนจินใกล้เข้ามา สองฝ่ายปะทะกันแล้ว ซาต้าเฉิงถอนหายใจกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ดีนักว่า

“ปลาบินจบสิ้นแล้ว……”

ทุกคนเงียบงันไป ซาต้าเฉิงกล่าวอย่างหยาบคายว่า

“พวกเจ้าเห็นทหารเรือเทียนจินที่อดทนเช่นนั้นไหม เรือพวกนั้นไม่ต้องพูดถึง ด้านหลังมีพวกลูกเรือ เกรงว่าน่าจะเป็นทหารเรือกวางตุ้งราวสองพัน ปลาบินชอบว่าจะไปปล้นเทียนจิน ทำไมไม่คิดถึงกู้เหล่าหู่หลายพันคนถูกจัดการไปอย่างไร”

“พี่ใหญ่ พวกเราชักนำพวกมันขึ้นฝั่งมา ไม่สู้กับพวกมันบนทะเล รอพวกมันไป พวกเราก็ไป อย่างมากเราก็ไม่เอาท่าเรือด่านเถี่ยเหมินนี่ก็ได้”

มีคนรีบกล่าวขึ้น ตอนนี้ทุกคนไม่ได้คิดถึงการรบบนทะเลอีกแล้ว หากต่างคิดหาทางหลบทัพทะเลพวกนี้ ซาต้าเฉิงกระทืบเท้า ถอนหายใจกร่นด่าว่า

“พวกเจ้าเลอะเลือนหรือไง พวกเราเป็นใคร หากบนฝั่งชักนำทหารทางการมาจะทำเช่นไร อำเภอลี่จินมีทหารไม่เท่าไร แต่หากทำให้กองกำลังที่จี่หนานและชิงโจวแห่กันมา พวกเราอย่างไรก็ต้องสู้บนฝั่งอยู่ดีไหม……”

ทุกคนใบ้อึ้งกันไปหมด ยามนี้เนินเขาอีกด้านหนึ่ง มีคนตะโกนดังมาว่า

“นายท่าน ทางนั้นมีเรือเล็กแล่นมา!!”

ได้ยินเสียงตะโกนเช่นนี้ ทุกคนพากันมองไปทางนั้น ยืนขึ้นสูงเพื่อมอง เห็นเรือเล็กลำหนึ่งพายมาคนหนึ่ง ทุกคนรีบเดินลงไป

**************

“ทหารเรือใต้เท้าช่างเก่งกาจ ข้าน้อยได้เปิดหูเปิดตาแล้ว!”

ทังซานลงเรือไป เสิ่นหวั่งจึงได้เดินมาทางเสาเรือ แม้ประสานมือกล่าว หากจิตใจกลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เมื่อครู่ตอนออกมาจากห้องในเรือ เรียกได้ว่ามองเห็นสภาพการต่อสู้เมื่อครู่ทั้งหมด ทหารเรือเทียนจินยิ่งเข้มแข็ง ก็แสดงว่าความสำคัญของเขาก็ยิ่งลดลง เสิ่นหวั่งย่อมจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

พอเดินมาถึงหอคอยเรือ เสิ่นหวั่งมองไปยังชายฝั่ง กล่าวว่า

“ข้าน้อยเห็นชายฝั่งทางนั้นเริ่มอลหม่านไร้หนทางกันแล้ว ใต้เท้าตอนนี้รบได้เปรียบ ไยไม่ถือโอกาสเข้าโจมตีเอาชัย?”

หวังทงเหลือบมองเสิ่นหวั่ง ยิ้มกล่าวว่า

“ข้าเป็นคนใจอ่อน หากไม่สังหารได้ ก็จะไม่สังหาร ทุกเรื่องล้วนเน้นความสามัคคีเป็นสำคัญ เถ้าแก่เสิ่นว่าถูกต้องไหม?”

เสิ่นหวั่งหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะไม่กล่าวอันใด

***************

“ในเมื่อใต้เท้าทังเชี่ยวชาญธรรมเนียมชาวทะเลเช่นนี้ ไม่ทราบว่าเมื่อก่อนเคยออกหาปลากับเรือลำใด!?”

ซาต้าเฉิงถามอย่างสุภาพ นายกองทังที่มาผู้นี้ หากไม่สวมชุดทางการ เกรงว่าคงเป็นชาวเลอย่างแท้จริง วาจาว่า ‘หาปลากับเรือลำใด’ ก็เพื่อถามว่าเมื่อก่อนมีชื่อเสียงเช่นไรบนท้องทะเล

เห็นซาต้าเฉิงท่าทีเช่นนี้ ทังซานก็เริ่มวางใจไม่น้อย ขณะเดียวกันในใจก็รู้สึกไปไม่ถูก เมื่อก่อนตนเองก็แค่หากินบนท้องทะเล ฉลามดำซาต้าเฉิงมีชื่อเสียงระดับนี้ เป็นวีรบุรุษที่มองเห็นแต่ไม่อาจเอื้อมถึง ผู้ใดจะคิดว่าวันนี้จะมาพบกันด้วยสถานะเท่าเทียมกันเช่นนี้

“วันนั้นเป็นเพียงผู้น้อยไร้นามเท่านั้น ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง วันนี้ขึ้นฝั่งมาพบพี่ใหญ่ซา ก็เพื่อมาสอบถามท่านแทนใต้เท้าเรา พี่ใหญ่ซาเหตุใดอยู่ๆ จึงคิดจะจู่โจมเทียนจินเรา?”

ได้ยินทังซานกล่าวเช่นนี้ ซาต้าเฉิงก็อึ้งไป ก่อนจะรีบยิ้มเฝื่อนๆ กล่าวว่า

“ใต้เท้าทังล้อเล่นหรือ? หากข้าคิดเช่นนั้นกับเทียนจิน จะกล้ามาจอดเรือที่ด่านเถี่ยเหมินหรือ ข้าอยู่ที่นี่ก็คิดจะทำการค้า”

“ตอนนี้มีด่านภาษีเทียนจิน เปิดท่าเรือการค้าย่อมไม่ได้รับอนุญาต”

น้ำเสียงทังซานเด็ดขาดไม่น้อย สีหน้าซาต้าเฉิงเริ่มมีแววกรุ่นโกรธ ตามมาด้วยการมองไปยังทัพเรือเทียนจิน ก่อนถอนหายกล่าวว่า

“ในเมื่อไม่ได้อนุญาต จะปล่อยให้ข้านำพี่น้องกลับได้หรือไม่ ขอมอบเงินเพื่อขอขมาท่าน”

ได้ยินซาต้าเฉิงกล่าวน้ำเสียงอ่อนเช่นนี้ ในใจทังซานก็ยิ่งวางใจ กล่าวว่า

“คิดมาก็มา คิดไปก็ไป โลกนี้มีเรื่องง่ายๆ เช่นนี้หรือ!”

“ใต้เท้าทังต้องการอะไรกันแน่!!!?”

“พี่ใหญ่ซา ท่านเป็นผู้กล้าบนท้องทะเล หากถูกเสิ่นหวั่งกดเอาไว้ ได้เพียงส่วนแบ่งเล็กน้อย หรือว่าท่านยอมรับได้?”

***************

เสื้อผ้าจางเฉวียนเปลี่ยนเป็นชุดชาวบ้านแล้ว ดูแล้วก็ไม่แตกต่างจากคนเดินทางทั่วไป เขารู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวตนที่เมืองไคเฟิงย่อมถูกคนจับตาไว้แล้ว อีกพักหนึ่งหากไม่กลับไป เกรงว่าคงถูกฆ่ายกครัวปิดปากแล้ว

หากจางซื่อเหวยไม่รู้ว่า ภรรยาและบุตรสองคนที่เมืองไคเฟิงเป็นเพียงครอบครัวลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ของเขาที่ตายไป ภรรยาและบุตรที่แท้จริงของเขาอยู่ที่เมืองทงโจวต่างหาก ……

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version