ตอนที่ 64 ชายหัวล้านชุดดำ
ร่ายกายขันทีมีความพิการ เรื่องแบบนี้ควรเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงถึงจะถูก คิดไม่ถึงว่าโจวอี้กลับพูดออกมาหน้าตาเฉย เล่าอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร หวังทงพังแล้วก็รู้สึกร้อนรน แต่โจวอี้กลับพูดความคิดของตนเอง
“ในวังนอกวัง คนที่มีเงินเชื่อเรื่องแบบนี้ไม่น้อย เถ้าแก่เจ้าสองสามีภรรยานั้นฆ่าตัวตายในวันปีใหม่ ไม่ใช่คนอื่นฆ่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเหตุอื่น แต่น้องหวังเจ้าต้องการเข้าไปข้องเกี่ยว ดีไม่ดีอาจต้องพบกับความยุ่งยากมากมาย เจ้าต้องการสืบต่อหรือ?”
พูดแล้วก็ต้องพูดให้เข้าใจ คนสายตาเฉียบคมมองเห็นการตายของสองสามีภรรยาแซ่เจ้าแล้วก็ล้วนต้องสงสัย ฆ่าตัวตายเองแม้ว่าไม่มีความผิด แต่การบีบให้ฆ่าตัวตายย่อมมีความผิดมาก
และยังคำพูดกำกวมไม่ชัดเจนของหลี่ว์วั่นไฉและสองมือปราบนั่นก็สื่อความหมายได้ระดับหนึ่ง เพราะคนที่นับถือสำนักไตรสุริยันแล้วบ้านแตกสารแหรกขาดก็มีให้เห็น การตายสองสามีภรรยาตระกูลเจ้ามีความเป็นไปได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับสำนักไตรสุริยัน หากสืบต่อไป ก็คงต้องปะทะกับสำนักไตรสุริยันอย่างแน่นอน บรรดาผู้มีอำนาจเงินทองที่นับถือสำนักไตรสุริยันก็มีไม่น้อย หากหวังทงจะสืบต่อ ได้เตรียมพร้อมสำหรับการหาเรื่องยุ่งยากมาใส่ตัวแล้วหรือยัง?
ชาติก่อนเป็นประชาชนคนธรรมดา ชาตินี้ต้องการอำนาจวาสนาเงินทอง ชาติก่อน ยอมอดทนอดกลั้น ชาตินี้ต้องมีชีวิตที่ไม่เสียใจภายหลัง หวังทงมักคิดเช่นนี้อยู่เสมอ
หากเรื่องนี้ปล่อยให้ไม่กระจ่างกันไป คงรู้สึกผิดต่อเจ้าจินเลี่ยงที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า และยังรู้สึกผิดต่อศีลธรรมในใจตน
ไร้พ่อขาดแม่เป็นเรื่องน่าเศร้า นับประสาอะไรกับเจ้าจินเลี่ยงที่ทั้งพ่อและแม่ต้องมาตายเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องโชคร้ายยิ่งนัก ใครกันที่จิตใจโหดเหี้ยมเช่นนี้
ในใจหวังทงต่อสู้กันไปมา สุดท้ายยังคงพยักหน้าสีหน้านิ่งเรียบกล่าวว่า
“เรื่องนี้ข้าจะต้องจัดการ”
เห็นหวังทงตอบเช่นนี้ โจวอี้ก็ถอนใจส่ายหน้ากล่าวว่า
“เช่นนี้ข้าก็ไม่ขอกล่าวอะไรแล้ว น้องหวัง เจ้ามีฮ่องเต้เป็นที่พึ่งดังต้นไม้ใหญ่ ทำงานก็ย่อมมีกำลัง เพียงแต่ใช่ว่าฮ่องเต้จะใช้ได้กับทุกเรื่องนะ!”
กล่าวจบ โจวอี้ก็ไม่อยากจะสนใจอะไรต่อ ไม่กล่าวอะไรมาก จึงอำลาจากไป พอโจวอี้จากไปแล้ว หวังทงยังคงนั่งนิ่งอยู่ในร้าน เห็นท่าทีของอีกฝ่ายแล้ว ในใจหวังทงก็รู้สึกสั่นคลอนอยู่บ้าง
นั่งอยู่ไม่นาน หลี่หู่โถวก็แหวกม่านวิ่งเข้ามา พูดอย่างตื่นตระหนกว่า
“พี่หวัง…ไม่สิ…ใต้เท้าหวัง ท่านยายหม่าให้ข้ามาตามท่าน เจ้าจินเลี่ยงตื่นมาก็พูดไม่ชัดแล้ว!”
พอได้ยินเรื่องนี้ หวังทงก็รีบปล่อยวางความคิดทั้งหมดลง รีบวิ่งตามหลี่หู่โถวไปที่บ้านนางหม่า
**
ร่างกายเล็กๆ ของเจ้าจินเลี่ยงขดตัวอยู่ที่มุมเตียงเตา ร้องไห้จนสองตาบวมแดง ยังคงสะอี้นไห้ไม่หยุด แต่สติกลับยังดีอยู่ไม่น้อย
นางหม่านั่งลงข้างๆ ปลอบไปถามไปว่าตอนนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“…จะปีใหม่แล้ว ข้าอยากกินเนื้อกินขนม แต่ทุกวันกินแต่โจ๊ก…ทุกครั้งที่ลุงหัวล้านมาบ้านข้า ท่านพ่อก็จะอารมณ์ไม่ดี ท่านแม่ก็จะร้องไห้…เช้าวันนี้ ท่านแม่รับปากจะให้ข้ากินขนม แต่พอตื่นมาก็ไม่เห็นท่านพ่อ…ท่านแม่เอ่ยเสียงเรียกอยู่ข้างนอก แล้วกลับมาก็จับข้าเหวี่ยงลงพื้น…พอตื่นมา ก็เห็น…”
เสียงเล็กพูดไปร้องไป แต่ความส่วนใหญ่ก็ล้วนเข้าใจได้ เป็นเรื่องน่าสลดใจอย่างมาก หวังทงจับความได้สองเรื่อง เรื่องแรกก็คือลุงหัวล้าน เรื่องสองคือเรื่องที่เกิดน่าจะใกล้เคียงกับเรื่องที่มือปราบสองคนเล่าถึง
“เสี่ยวเลี่ยง ลุงหัวล้านหน้าตาเป็นอย่างไร บอกข้าได้ไหม?”
หวังทงเขยิบเข้าใกล้พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน เจ้าจินเลี่ยงก้มหน้า กล่าวเสียงสะอื้นไห้ว่า
“สูงกว่าท่านพ่อข้ามาก ชอบใส่ชุดดำ…”
ภาพที่ว่ามารู้สึกคุ้นจริง หวังทงยิ้มยื่นมือไปลูบศีรษะเจ้าจินเลี่ยง กล่าวเสียงเบาๆ ว่า
“เสี่ยวเลี่ยงไม่ต้องกลัว ที่นี่ไม่มีใครทำอะไรเจ้า อยากกินอะไร อยากทำอะไร ก็บอกน้าหม่าของเจ้า”
ชายหัวล้านรูปร่างสูงผู้นั้นเป็นใคร หวังทงคิดไปพลางเดินออกจากห้องไป หลี่เหวินหย่วนนั่งอยู่ในโถงกลาง หม่าซานเปียวตอนนี้เป็นลูกศิษย์เขา ย่อมต้องยกน้ำชาต้อนรับนอบน้อม
พอเห็นหวังทงออกมา หลี่เหวินหย่วนก็ลุกขึ้นเอ่ยว่า
“เจ้าเด็กคนนี้จิตใจเข้มแข็งนัก หากเป็นเด็กทั่วไป เกรงว่าคงจะตกใจจนเสียสติไปนานแล้ว…”
นี่เป็นการเอ่ยวาจาคุยทั่วไป หวังทงกำลังจะเอ่ยตอบ หากอยู่ๆ ก็อึ้งอยู่ตรงนั้น ลุงหัวล้านร่างสูงชุดดำ บนถนนทักษิณก็มีภาพที่เข้ากันได้มากอยู่ผู้หนึ่ง เหอจินอิ๋นเถ้าแก่หอรวมคุณธรรมบ่อนการพนันนั่น
หวังทงมีความคิดบ่อนการพนันกับสำนักคณิกาล้วนมีเบื้องหลังที่ไม่สะอาด สถานที่แบบนี้ควรยำเกรงและหลีกหนีให้ไกล
สามารถส่งอาหารไปขายให้นักพนันในบ่อน หวังทงก็ไม่ต้องการอะไรอื่นอีก หลังจากการค้าหอเลิศรสรุ่งเรืองอย่างที่สุดแล้ว ก็ขี้เกียจจะไปข้องเกี่ยวกับหอรวมคุณธรรมนั้น
คิดไม่ถึงว่า คดีอนาถของตระกูลเจ้ากลับเกี่ยวข้องกับเขา หวังทงนิ่งไป หลี่เหวินหย่วน หลี่หู่โถวและหม่าซานเปียวมองมาที่เขา หม่าซานเปียวอดไม่ได้ถามขึ้นว่า
“ใต้เท้า คิดอะไรออกใช่หรือไม่?”
“เมื่อกี้เจ้าจินเลี่ยงพูดถึงชายชุดดำหัวล้าน คล้ายกับเหอจินอิ๋นหอรวมคุณธรรมมาก”
หวังทงเอ่ยจบ หลี่หู่โถวที่อยู่ด้านข้างก็เหวี่ยงหมัดกล่าวเข่นเคี้ยวว่า
“หากข้ารู้ว่าใครเลวร้ายได้ขนาดนี้ จะต้องฟาดมันให้ตาย”
หลี่เหวินหย่วนดุไปเสียงหนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงนิ่งเรียบว่า
“จะใช่เหอจินหย่วนหรือไม่ นั่นง่ายมาก พรุ่งนี้อุ้มเด็กไปบ่อนดูก็ได้แล้ว”
**
ปีใหม่โจวอี้มากินข้าวสองมื้อที่ร้านแล้ว วันต่อมาหวังทงก็เตรียมอาหารเพิ่มเอาไว้ แต่โจวอี้กลับไม่มา บางทีอาจยุ่งกับงานสร้างลานฝึกอยู่
แต่หวังซื่อกับหลี่กุ้ยสองมือปราบกลับมาเยือนแทน จากการเดาและการพูดคุยกับสองมือปราบ หวังทงก็เข้าใจ คดีนี้หากคิดจะสืบให้กระจ่าง ก็ยังต้องการให้เจ้าหน้าที่ศาลทั้งสองท่านที่มีประสบการณ์ในการทำคดีมาช่วยเหลือ
ท่าทีของมือปราบสองท่านนี้แน่นอนย่อมนอบน้อมกว่าเมื่อวานมาก เรื่องที่พวกเขาต้องทำดูเหมือนไม่ต่างอะไรกับที่หวังทงสั่งให้คนทำ และก็ยังไปสอบถามเจ้าจินเลี่ยงอย่างละเอียด จากนั้นก็ไปเดินสอบถามคนบนถนนกันอยู่สักครู่หนึ่ง
พอตอนเที่ยง ก็มากล่าวกับหวังทงว่า
“ใต้เท้าหวัง บางเรื่องข้าน้อยไม่สะดวกพูด ท่านเมตตาก็อย่าได้ถามต่อเลย ในเมื่อตระกูลเจ้านับถือสำนักไตรสุริยัน เถ้าแก่ใหญ่และเถ้าแก่รองร้านสินค้าแดนใต้ถูกกวาดเรียบเช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าต้องเกี่ยวพันกัน ถูกบีบเอาทรัพย์สินไปจนหมดเกลี้ยง…เราสองคนพี่น้องก็ไปดูที่บ้านและร้านมาอีกรอบ เห็นในคลังและในร้าน แม้ว่าติดคำสั้งปิดกั้นพื้นที่ แต่พอเข้าไปก็มีแต่ความว่างเปล่า”
ได้ยินเช่นนี้ หวังทงก็ตบศีรษะ ละเลยเรื่องบางเรื่องไปแล้วจริงๆ ด้วย มือปราบสองคนรีบกล่าวว่า เมื่อคืนวานยังมีข้อสรุปที่ได้จากเจ้าจินเลี่ยง คดีนี้พอเห็นเงื่อนงำลางๆ แล้ว
หวังทงพึมพัมเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนเรียกหม่าซานเปียว บอกเขาว่า
“เจ้าไปตามหลี่เหวินหย่วนกับซุนต้าไห่มา ตามคนเท่าที่ตามมาได้และหยิบอาวุธในบ้านที่พอมีไปด้วย พวกเราจะไปหอรวมคุณธรรมกัน!”
