Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 743


ตอนที่ 743 ทัพใหญ่เดินทัพ ศัตรูมาประชิด

ก่อนออกจากเขา ต้องใช้ระยะม้าเดินทางครึ่งวัน พวกนอกด่านมาตั้งทัพใหญ่ พื้นที่นี้เดิมเป็นที่ตั้งของเผ่าฉาฮาเอ่อ ตอนนี้ตั้งปฏิบัติการเช่นนี้ พวกนอกด่านค่ายนี้มีทหารม้าห้าพันนายขึ้นไป

จากกองกำลังฝ่ายขวาเมืองต้าถงมายังเมืองกุยฮว่าเฉิง ตลอดเส้นทางมา พ่อค้าแผ่นดินหมิงคุ้นเคยเส้นทางจนไม่รู้จะคุ้นเคยเท่าใดได้อีกแล้ว หวังทงนำทัพมาก็ย่อมรู้ว่ามีทหารม้าพวกนอกด่านห้าพันอยู่ตรงนี้ หรือถึงขั้นรู้อีกว่าทหารม้ากองนี้อยู่ใต้การนำของน่าเหยียนไห่รื่อกู่ ว่ากันว่าเป็นน้องชายข่านเผ่าอันต๋า เป็นน้องชายฝ่ายมารดาแท้ๆ ของข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิง

ไห่รื่อกู่ในภาษามองโกลแปลว่าเหยี่ยว คนที่มีความกล้าหาญแบบนักรบจึงจะมีเกียรติพอได้รับชื่อนี้ แน่นอน เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อพระวงศ์ การตั้งชื่อก็ย่อมไม่จำเป็นต้องคิดมากเรื่องนี้

วันนี้หลังจากถอนค่าย ทัพหวังทงเดินทางช้ากว่าทุกวัน จากค่ายรถศึกเมืองจี้โจวเดินอยู่ด้านหน้า นำพวกรถเสบียงและทหาร ล้อมอยู่รอบนอก

การจัดการเช่นนี้ทำให้ค่ายรถสามารถกระจายออกได้ พื้นที่เขาตรงนี้กว้างพอ ค่ายรถสามารถมีพื้นที่กระจายตัวออกได้ เพื่อเตรียมการรับศึก เพราะตั้งแต่วันนี้ได ก็จะเข้าสู่พื้นที่ดูแลของทหารม้าไห่รื่อกู่ กลางเขาอาจเกิดเหตุปะทะได้ทุกเมื่อ

แต่พอเดินใกล้ออกพ้นหุบเขา ก็เป็นพวกสายสืบนอกด่านจากที่ไกลๆ พวกนอกด่านไม่ได้ลงมือ รอจนใกล้จะพ้นเขา สายสืบหมิงก็กลับมารายงานว่า มีทหารม้าทัพใหญ่ตั้งทัพรออยู่นอกเขา

“ถ่ายทอดคำสั่ง ทุกหน่วยหยุดพักก่อน นอกเขามีศัตรู เตรียมทำศึก!!”

หวังทงบนหลังม้าสั่งการดัง ทหารแต่ละหน่วยก็ออกไปถ่ายทอดคำสั่ง วิ่งไปยังหน่วยต่างๆ คำสั่งถ่ายทอดลงไป กองทัพเริ่มหยุดพัก

หยางจิ้นกับพวกหม่าหย่งตามมาด้านหลังหวังทง พวกเขาเคยมีประสบการณ์ออกรบมามาก หวังทงสองสามวันนี้สั่งการมาก็เป็นการสั่งการปกติทั่วไป ไม่มีอันใดผิดพลาด

คำสั่งสั่งการไป หวังทงก็โดดลงจากหลังม้า คว้าเอาแผ่นแป้งจากอานม้ามาทุบให้ละเอียดเลี้ยงม้า ก่อนสงคราม ต้องให้ม้าพัก เลี้ยงอาหารแข็งๆ ให้พอมีกำลังเพียงพอ หากไม่ใช่ทหารที่รบบนหลังม้ามานานปีย่อมไม่มีทางรู้หลักการนี้ หยางจิ้นเห็นแล้วพยักหน้ายอมรับ

หวังทงยิ้มกล่าวว่า

“วันก่อนได้ยินชื่อเฮยเล่าว่า ไห่รื่อกู่ หมายความว่า เหยี่ยว มีเพียงคนฉลาดเท่านั้นจึงได้ชื่อนี้ ตอนนี้ดูแล้ว ไห่รื่อกู่นี่อย่างน้อยก็ไม่โง่!”

ก่อนสงครามย่อมต้องผ่อนคลายจิตใจ นี่เป็นการวางตัวของแม่ทัพใหญ่ทั่วไป ในหยางจิ้นเลื่อมใส่ ยิ้มกล่าวว่า

“แม่ทัพใหญ่ชมว่าแม่ทัพมองโกลไม่โง่ วาจานี้ยังไง?”

“ข่าวของเรามาว่า แม่ทัพมองโกลผู้นี้สองวันก่อนก็คงรู้ข่าวเราแล้ว หากต้องการต้านศึก วันนี้ก็น่าจะพบแล้ว แต่กลับไปตั้งทัพรออยู่นอกเขา ตอนนี้อีกไม่เกินชั่วยามครึ่งฟ้าก็มืด เขาก็เหมือนเฝ้ารอเราไปถึงเหนื่อยล้าแล้วโจมตี และบนเขาเช่นนั้น ทหารม้าสู้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แม้บุกเข้าไปก็คงได้แต่บุกด้านหน้า ทำการศึกในพื้นที่นี้ ไม่เป็นผลดีกับเขา ออกจากเขาไปได้ ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ย่อมเหมาะแก่การบุกของทหารม้า สามารถหาช่องว่างโจมตีได้”

กล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดไป เดินไปยังพื้นที่เขา พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าทางตะวันตก ทำให้ทั่วเขาเริ่มมืดลง หวังทงมองแสงตะวันหลังเขา เดาเช่นนี้ กล่าวว่า

“หากเดาไม่ผิด ทหารม้าพวกนอกด่านน่าจะตั้งแถวรอเราอยู่ทางตะวันตก ให้พวกเราปะทะแสงตะวัน”

มิน่าแม่ทัพชีเลือกฝากความหวังไว้ที่หวังทง อายุเพียงเท่านี้ก็รู้จักการรบเช่นนี้ ยอดเยี่อมจริงๆ ขุนพลเมืองจี้โจวหยางจิ้นคิดเช่นนี้ เขาย่อมไม่รู้ว่า หวังทงนับได้ว่าเป็นลูกศิษย์ที่อวี๋ต้าโหยวสอนมากับมือ และยังได้รับการถ่ายทอดหลายอย่างจากคนของถานกวน

หลายวันที่เดินทางมาด้วยกันนี้ หยางจิ้นเริ่มเปลี่ยนความคิด นับวันยิ่งยอมรับหวังทงเป็นแม่ทัพใหญ่มากขึ้น ถามขึ้น

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม่ทัพใหญ่จะรับมือเช่นไร!”

“พวกเขาตั้งแถวรับศึกทางตะวันตก พวกเราก็เดินทางเรา พวกเราจับค่ายรถศึกเราให้ดี พวกเขาคิดจะปะทะก็ปะทะมาได้เลย!”

***************

ก่อนออกจากเขา สายสืบมารายงานหวังทงว่ ทัพม้าพวกนอกด่านมาจัดแถวทางตะวันตก ทัพเมืองจี้โจวเปลี่ยรรูปขบวน นำรถตู้ม้าออกมาเรียงสองแถว ที่หันออกด้านนอกดล้วนเป็นแผ่นไม้สูง ด้านท้ายรถก็จะมีทหารราบกับพลปืนไฟขึ้นประจำ

ทัพม้าเปลี่ยนรูปแบบไปเดินอยู่กลางระหว่างรถสองแถว รถกองกำลังหู่เวยถูกทิ้งไว้ท้ายสุด นายทหารใหญ่กับทัพม้าเมืองจี้โจวแม้เปลี่ยนความคิดเดิมที่มีต่อกองกำลังหู่เวยไปแล้ว แต่ศัตรูมาอยู่ตรงหน้า อย่างไรก็ให้กองกำลังหู่เวยอยู่ตรงกลาง ดีกว่า คิดปกป้อง

นอกจากม้าลากรถ ทหารทัพม้าก็ล้วนลงมาจูงม้าเดินมาไประยะหนึ่ง เพราะกำลังเปิดศึก ต้องประหยัดแรงม้าไว้

เหมือนตอนอยู่นอกด่าน รถใหญ่กองกำลังหู่เวยปรับเปลี่ยนต่อกันเป็นหอสังเกตการณ์ มีทหารปีนขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์ หวังทงยืนอยู่บนรถ

ภาพเช่นนี้ พวกทหารเมืองจี้โจวกับเมืองต้าถงไม่เคยเห็นมาก่อน บรรดาทหารต่างชะเง้อมองมา ทำเอาหัวหน้านายทหารต้องตวาดเสียงดังไปหากก็หันมามองไปเช่นกัน รู้สึกแปลกใหม่ไม่เคยเห็นมาก่อน

นอกจากรู้สึกแปลกแล้ว ยังแอบครุ่นคิดครุ่นคิด ทุกคนไม่อาจไม่ยอมรับว่า หอสังเกตการณ์นี้ใช้ได้ดีมาก เดินพ้นเขตเขาไป มุมมองโดยรอบก็จะค่อยๆ กว้างขึ้น ขึ้นไปมองที่สูง ก็ย่อมมองเห็นข้อมูลได้มากกว่า

**************

“เป็นรถตู้ม้าจริง!? ทหารเมืองจี้โจวมาจริง?”

ไห่รื่อกู่บนม้ามองมาเห็นทหารหมิงจำนวนมาก ในตำแหน่งนี้สามารถมองเห็นกำแพงไม้เคลื่อนที่ได้ชัดเจน กำแพงไม้นี้เป็นกำแพงที่สร้างขึ้นจากการนำรถมาต่อกัน ทหารม้าหมิงยังออกมาวิ่งอยู่ด้านนอก

พวกนอกด่านมีสายบนแผ่นดินหมิงไม่น้อย พวกนอกด่านก็มีสายชาวฮั่นไม่น้อยเช่นกัน เรื่องเมืองชายแดนแผ่นดินหมิงแต่ละเมือง พวกเขาย่อมรู้กันอย่างละเอียด ก่อนที่ทัพใหญ่เคลื่อนออกมา ไห่รื่อกู่ก็รู้แล้วว่ามีทหารเมืองจี้โจวมาร่วมด้วย แต่ทหารแผ่นดินหมิงรุกเข้ามาใกล้เพียงนี้ หลายสิบปีนี้หรือเรียกได้ว่าร้อยปีได้ไม่เคยเห็น ตอนนี้ได้เห็น ไห่รื่อกู่ไม่อยากจะเชื่อ

แม่ทัพเป็นเช่นนี้ พลทหารก็ยิ่งตกใจ ทหารม้าพวกนอกด่านเริ่มเกิดเสียงดังจอกแจก ไห่รื่อกู่รำคาญเสียงที่ดังขึ้นตวาดว่า

“เงียบให้หมด อย่าได้แตกตื่น คนที่ส่งเสียงให้ตัดหัวทิ้ง”

พอกล่าวจบ ก็มีเสียงตวาดด่ากับเสียงสั่งสอนดังขึ้นทันที บรรดาหัวหน้านายทหารกำลังกำราบลูกน้องให้เงียบ ม้าไห่รื่อกู่เริ่มตื่นตระหนก ไห่รื่อกู่ยกมือลูบแผงคอม้า จ้องมองไปยังกองทัพหมิงตาไม่กระพริบ

ไห่รื่อกู่อายุราว 50 ต้นๆ หากไม่สวมเกราะนักรบ ใส่เพียงเสื้อหนัง คนส่วนใหญ่ยังคิดว่าเขาเป็นชาวเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนที่ตรากตรำมาชั่วชีวิต ผอมเกร็ง ริ้วรอยบนใบหน้าราวกับรอยมีดกรีดลึก แค่ไห่รื่อกู่ตอนอายุ 15 ได้ติดตามข่านเผ่าอันต๋าออกศึกเหนือใต้มา ทำลายเผ่าอู้เหลียงฮา ไล่ล่าเผ่าฉาฮาเอ่อ ตีพ่ายเผ่าเผ่าเคอเอ่อชิ่น ยังมียกทัพลงใต้ปราบแผ่นดินหมิงอีกหลายครั้ง เขาล้วนเคยร่วมรบมาหมด คนเมื่อรบมามาก ก็ย่อมนิ่งเก็บอารมณ์ได้

เซิงเก๋อตูกู่เหลิงให้เขามารักษาประตูใต้เมืองกุยฮว่าเฉิง ก็เพราะเห็นว่ามีประสบการณ์ออกรบมามาก และยังสามารถคุมสนามรบได้

การรบที่เมืองเซวียนฝู่ครานั้น น่าจี๋เท่อสูญเสียหนักมาก กลัวเซิงเก๋อตูกู่เหลิงลงโทษ จึงทรยศเผ่าอันต๋า ไปสวามิภักดิ์เผ่าเคอเอ่อชิ่น จากนั้นถูกทำลายสิ้นที่ด่านกู่เป่ยโข่ว

ความสูญเสียนอกเมืองเซวียนฝู่ น่าจี๋เท่อเก็บเป็นความลับได้ดี ทุกคนรู้ว่าเขาพ่ายหนัก แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพ่ายหนักเพียงใด แต่คนเผ่าอันต๋าล้วนรู้ดีกว่าพ่ายหนักที่กู่เป่ยโข่วนั้นเป็นกองกำลังสังกัดวังหลวงเป็นเหยื่อล่อ ทัพเมืองจี้โจวกับเมืองเซวียนฝู่ตีกระหน่ำ จึงได้ปราบพวกน่าจี๋เท่อสิ้นซาก

ข่าวต่างๆ มากมาย ทำให้หวังทงกับกองกำลังหู่เวยไม่เป็นที่สังเกต ไม่มีสักคนที่รบด่านกู่เป่ยโข่วครั้งนั้นคิดได้ว่า น่าจี๋เท่อพ่ายแพ้ยับเยินจากนอกเมืองเซวียนฝู่ว่ามีทหารจี้โจวร่วมรบด้วยไหม

แม้ว่ามีข่าวจริงแพร่ออกมา เช่นว่ากองกำลังสังกัดวังหลวง ชำนาญการใช้ปืนไฟ ใช้รถใหญ่เป็นกำบัง ทุกคนก็คงยากจะเชื่อ การรบครั้งนั้นช่างเหมือนรถรู้ม้าของเมืองจี้โจว และหวังทงเป็นเพียงขุนนางคนโปรดฮ่องเต้ อาศัยลูกไม้ต่างๆ เอาชนะใจให้ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงโปรด จะมีความสามารถด้านการทหารได้อย่างไร

“ใต้เท้า จะปล่อยทหารหมิงไปหรือ?”

ทหารด้านข้างคนหนึ่งกล่าวเสียงแข็งขึ้น ไห่รื่อกู่ไม่สนใจ นายทหารนั่นยังกล่าวอีก ไห่รื่อกู่หันไปมอง ยกแส้ม้าชี้ไปทางนั้น กล่าวว่า

“ม้าเจ้ากระโดดพ้นกำแพงไม้พวกนั้นไหม?”

มองตามแส้ม้าไป นายทหารผู้นั้นส่ายหน้า กำแพงไม้พวกนั้นสูงราวคนครึ่ง ม้ามองโกลย่อมทำไม่ได้

ทัพทหารหมิงเคลื่อนมาอย่างไม่เร็วไม่ช้า ทหารม้าพวกนอกด่านห่างจากพวกเขาไม่ถึง 500 ก้าว สามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน พอเห็นกำแพงไม้บนรถม้า ก็จะเห็นรูบนกำแพงไม้

“กำแพงไม้นั่นด้านหลังมีพลธนูและปืนไฟ นักรบเรายังไม่ทันเข้าใกล้ ยังไม่ทันน้าวธนู ก็ถูกยิงล้มไปแล้ว เจ้ายังอยากจะบุกอีกไหม?”

ถูกขุนพลเฒ่าสั่งสอนเสียงเยียบเย็น นายทหารที่พูดเร่งนั้นไม่กล้ากล่าวอันใด ได้แต่มองทหารหมิงตาลุกวาว เดินมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน เดินส่ายอวดบารมีไปมา ยากจะทนรับได้จริง

“ตามพลส่งสารมาเร็ว มีรายงานด่วนไปยังท่านข่าน”

ไห่รื่อกู่ออกคำสั่ง มีคนรีบวิ่งออกไปทันที หยิบกระดาษพู่กันจากม้าลงมา ทหารไห่รื่อกู่คุกเข่า ใช้แผ่นหลังเป็นโต๊ะเขียน

“ทหารหมิงมุ่งไปยังเมืองกุยฮว่าเฉิง เมืองจี้โจวมีทัพรถตู้ม้าเป็นหลัก ทหารม้าเราเข้าปะทะมีข้อจำกัดมาก ขอท่านข่านส่งปืนระดมยิงหินมา ส่งสายสืบหาที่เก็บเสบียงทหารหมิง แล้วตัดเสบียงพวกมัน”

เขียนเสร็จ ก็ใส่ลงในกล่องเงินส่งให้พลส่งสารไป ไห่รื่อกู่กล่าวว่า

“รีบไปไม่ต้องกลัวม้าเหนื่อยตาย รีบไปรายงานท่านข่านให้เร็วที่สุด……”

ยังพูดไม่จบ ไห่รื่อกู่ก็หันไปจับตาดูหัวท้ายทัพหมิง รถใหญ่นั่นกับรถตู้ม้าไม่เหมือนกัน ยังมีหอสูงบนรถใหญ่นั่นอีก

รถใหญ่เช่นนี้แม้มีตู้เสริมให้สูงมาก แต่ไม่มีรูไว้ยิงปืนไฟ ไห่รื่อกู่มองอยู่ครู่หนึ่งก็หันไปบอกว่า

“อีเล่อเต๋อ นำคนของเจ้าไปที่นั่น ไปที่ท้ายทัพหมิงนั่น!!”

เขาชี้ไป เป็นที่ตั้งของกองกำลังหู่เวย

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version