ตอนที่ 750 ก่อนเปิดศึกระดมยิงคนขายชาติ
อากาศแจ่มใสท้องฟ้าเปิด ลมเหนือไม่แรงนัก ระยะมองได้ไกล จากระยะราบสามารถมองเห็นภาพเงารางๆ ของเมืองกุยฮว่าเฉิงแล้ว
การรบระดับนี้ นอกจากมีสถานการณ์พิเศษ ไม่เช่นนี้จะเกิดอะไรเหนือคาดไม่มากนัก หรือกล่าวได้ว่า คิดจะใช้อุบายรบใดกับทหารหมิงตอนนี้ก็ควรต้องรอทหารหมิงใช้เสบียงให้หมดก่อน
“ทัพม้าจูงม้าไปด้านหน้า เสริมกำลังม้า!”
รถม้าที่ต่อเป็นหอสังเกตการณ์ยามนี้ไม่ได้อยู่ที่ทัพของกองกำลังหู่เวยเท่านั้น แต่อยู่ท่ามกลางทัพใหญ่ หวังทงยืนอยู่ด้านบน มองไปยังที่ไกลๆ พลางออกคำสั่งลงมา
ทหารทัพม้าหมิงลงจากหลังม้า เกือบทุกคนคว้าเอาแผ่นเปี๊ยะแข็งๆ ออกจากอกเสื้อมาเลี้ยงม้าตนเอง ม้าปกติกินหญ้า แต่หากต้องใช้กำลังมากในการออกศึก ก็จำเป็นต้องกินอาหารแข็งๆ จึงจะพยุงกำลังไว้ได้
รถใหญ่บรรทุกเสบียงและหญ้าสำหรับเลี้ยงม้ามาอย่างจำกัด ทหารม้าเลี้ยงอาหารม้าก็ล้วนเป็นอาหารที่ตนเองเหลือเอาไว้ส่วนหนึ่ง
ทัพม้าเมืองจี้โจวกับทัพม้ากองกำลังหู่เวยฝึกมีวินัยเข้ม รู้ว่าควรทำเช่นไร ทหารม้าเมืองต้าถงกลับไม่เหมือนกัน รู้ว่าควรทำเช่นไรแต่อย่างไรก็ไม่ยอมทำตัวเองให้ต้องลำบาก เห็นเหตุวันนี้ก็รู้ว่าศึกใหญ่ใกล้เปิดฉาก ทหารม้ากำลังอ่อนหน่อยไม่เป็นไร แต่ม้านั้นไม่อาจปล่อยให้หมดแรง
หวังทงสั่งการลงไป ทหารด้านล่างก็ปฏิบัติตามทุกอย่างอย่างไม่ลังเล ตอนนี้อีกราวหนึ่งชั่วยามก็จะเช้าแล้ว เหมือนกับที่หวังทงวิเคราะห์เมื่อคืน พวกนอกด่านไม่ได้นำทหารใดออกมาอีก และยังไม่ทีทีท่าจะโจมตีในเช้านี้ด้วย
ออกคำสั่งอยู่ด้านบนทำเอาคอแห้งอยู่บ้าง หวังทงย่อตัวลงนั่งบนหอ ถานเจียงส่งถุงน้ำให้จากในรถ หวังทงรับไปดึงจุกออกกำลังจะดื่ม
ถุงเหมือนจะสั่น หวังทงอึ้งไป รู้สึกเหมือนว่ารถม้าสั่นเล็กน้อย ด้านล่างไม่ว่าม้าเทียบรถหรือม้าของทหารม้าล้วนพากันตื่นตกใจ ส่งเสียงร้องดังเบาๆ
เงยหน้ามองไปไกลๆ ทางเหนือมีเส้นแถบดำสายหนึ่งกรูกันออกมา สั่นสะเทือนแรงขึ้นเรื่อยๆ หวังทงพยายามดื่มน้ำไปสองสามอึกก่อนโยนทิ้ง ยิ้มกล่าวว่า
“ทหารม้าหลายหมื่นทะยานกันออกมา รัศมีข่มให้คนตกใจได้จริงๆ !!”
หวังทงยืนขึ้นบนหลังคารถตะโกนว่า
“ถ่ายทอดคำสั่ง บุกขึ้นหน้าไปอีก 60 ก้าว จากนั้นตั้งทัพเตรียมรบ”
ด้านล่างรับคำสั่งทันที ทหารถ่ายทอดคำสั่งไปทั่วทัพ ม้าเร็ววิ่งออกไป นำคำสั่งไปยังทุกหน่วย ไช่หนานด้านล่างเดินออกมาจากตัว ขึ้นยืนบนล้อรถถามขึ้น
“ใต้เท้า? เหตุใดไม่ตั้งทัพที่นี่เลย ที่นี่ดูแล้วมีเนิน เหมาะแก่การตั้งทัพรอ”
“ก้าวไปอีก 60 ก้าว ก็จะไปถึงบ่อน้ำด่านหน้ามีเนินเขาโอบล้อม มีแหล่งน้ำ มีที่สูง อย่างไรก็ดีกว่า”
หวังทงยิ้มอธิบาย กล่าวว่า
“ตามหยางจิ้น หม่าซานเปียว จางเหล่ย หม่าหย่งมาพบข้าที่นี่!!”
น้ำเสียงตะโกนดังยิ่งขึ้น หวังทงเสียงดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ความสูงของเขาสามารถมองเห็นทัพใหญ่นอกด่านได้ชัดจน
ที่ว่างระหว่างทหารนอกด่านกับทหารหมิง มองไปเห็นทหารม้าประปรายพยายามขับเคลื่อนม้ามายังทางทหารหมิง และด้านหลังยังมีพวกทหารม้าพวกนอกด่านไล่ตามมาด้านหลัง มีคนยกธนูขึ้นเล็ง ยิงไปเป้าหมายด้านหน้า แต่ยิงไม่โดน
มีบ้างที่ไล่ตามมาทัน สองฝ่ายถืออาวุธปะทะกันอย่างสุดชีวิต สายสืบที่ส่งออกไปตอนนี้ต้องกลับเข้าค่าย ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายมีทหารพร้อมอาวุธมากมายมืดฟ้ามัวดินเพียงนั้นย่อมมีแต่ต้องแหลกสลายเป็นผุยผงทางเดียว
เห็นอยู่ว่าใกล้แต่แท้จริงแล้วไกล พวกนอกด่านห่างจากทหารหมิงไม่ใกล้ แต่เสียงทหารม้าเรือนแสนทำให้ตกใจ ทัพม้าไม่ต้องตั้งทัพเตรียมรบ หยางจิ้นเองก็กำลังยุ่งกับการจัดการกองทหารตน พวกเขารีบมาพบหวังทง
“รองแม่ทัพหยาง ทหารเมืองจี้โจวข้าเพิ่งมานำได้ไม่ถึงเดือน ออกคำสั่งย่อมไม่สะดวกเหมือนท่านออกคำสั่งเอง ค่ายรถตู้ม้าให้ท่านบัญชาการ ข้าจะนำค่ายของกองกำลังหู่เวย ทัพม้ารวมกำลังเป็นหนึ่ง รอฟังคำสั่ง!”
“แม่ทัพใหญ่!! กำลังจะรบเป็นห้วงเวลาสำคัญ แบ่งกำลังเป็นการตัดทอนกำลังตนเอง รวมกำลังกันไว้จึงจะได้ชัย!”
“ข้าเป็นแม่ทัพ คำสั่งถือเป็นเด็ดขาด เจ้ามาขัดคำสั่งได้อย่างไร กองกำลังหู่เวยเร็วกว่าเมืองจี้โจว กำลังปืนไฟก็ดีกว่า รวมกำลังด้วยกัน ช่วยคุมกัน รีบไปเตรียมตัว!!”
หวังทงเป็นแม่ทัพ แต่ไรก็ไม่เคยเสียงแข็งใส่หยางจิ้น ตอนนี้กลับวาจาเข้มงวดรุนแรง หยางจิ้นเองก็อึ้งไป ตามมาด้วยประสานมือรับคำสั่ง หวังทงมองหม่าซานเปียว จางเหล่ยและหม่าหย่งสามคนสั่งว่า
“ทัพม้าเป็นทัพสำคัญมาก ไม่อาจแบ่งทหารตัดทอนกำลังตนเอง แต่นี้ไปหม่าซานเปียวเป็นหัวหน้าทัพม้า เจ้าสองคนเป็นรองหัวหน้าของหม่าซานเปียว ฟังคำสั่งหม่าซานเปียว อีกเดี๋ยว จัดทัพเสร็จ ทัพม้าก็ออกไปวิ่งอยู่ระหว่างสองค่าย รอฟังคำสั่งข้า”
หม่าซานเปียวคำนับรับคำสั่ง แต่พวกหยางจิ้นยังคงอึ้งอยู่ รวมกำลังเป็นหนึ่ง แบ่งทหารเป็นการตัดทอนกำลังตนเองให้อ่อนแอลง นี่หวังทงก็พูดเอง ทัพม้าเป็นกำลังแข็งแกร่งให้อยู่ระหว่างสองทัพ ทำให้คนทุกคนงง หวังทงคิดทำอันใดกันแน่ กองกำลังหู่เวยไปโดดเดี่ยวอยู่ด้านนอก ไม่ใช่ว่าไปรนหาที่ตายหรือ?
หากไม่ใช่ตลอดทางมาหวังทงเดินทัพได้ดี การรบครั้งแรก อานุภาพปืนไฟนั้น ทุกคนเห็นด้วยตา ไม่เช่นนี้เกรงว่าตอนนี้ก็คงมีคนคิดแย้ง
**************
ก้าวไปด้านหน้า 60 ก้าว เสียงนายทหารออกคำสั่ง แถวหน้าหยุดแถว ด้านหลังเริ่มขยายออกด้านนอก พอรถตู้ม้าหยุด ก็ปลดสัตว์ออก จากนั้นก็ขนของด้านบนลงมา
เมืองจี้โจวทหารสองหมื่น รถตู้ม้าหัวท้ายต่อกันเป็นแผงรบขนาดใหญ่ สัตว์กับของที่เอามา มากองรวมกัน พวกทหารเตรียมจัดทัพ มีบางคนที่ขึ้นไปบังคับอาวุธบนรถม้า
ทัพม้าไปจัดแถวอยู่ด้านหลังปีกขวาของค่ายรถศึก ค่ายกองกำลังหู่เวยตั้งอยู่ติดริมบ่อน้ำพอดี ห่างจากค่ายรถศึกราว 300 ก้าว หวังทงบนหอสังเกตการณ์ก็อยู่ทางฝั่งค่ายทหารกองกำลังหู่เวย ในค่ายรถศึกก็มีทหารถ่ายทอดคำสั่งหวังทง การจัดการเช่นนี้ทำให้พวกหยางจิ้นไม่เข้าใจ ในใจคิดว่าห่างตั้งสามร้อยก้าว ตะโกนคอแตกก็ใช่ว่าจะได้ยิน นับประสาอันใดกับยามรบสู้ตายกัน จะไปได้ยินได้อย่างไรกัน
ทัพพวกนอกด่านห่างจากกองทัพหมิงราว 500 ก้าวก็หยุด ยามนี้ไม่อาจสนใจอันใดมากนัก แต่ละคนตั้งใจรบศึกก็พอ
แม้ว่าทหารม้าจะมาก แต่ธงขุนพลนายกองพันนำทัพไม่มากเหมือนฝ่ายทหารหมิงที่เหมือนว่าว่าธงนายกองพันหนึ่งผืนจะนำกำลังพันคนมีไม่มาก ที่เหลือล้วนเป็นธงเหลี่ยมเล็กแบบนายกองธงเล็ก น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของนายกองร้อย
ทัพใหญ่นอกด่านก็มีรถศึก แต่รถก็อยู่ด้านหน้าริมสุด ด้านบนมีของมากมาย แต่ใช้ผ้าคลุมปิดไว้ ไม่รู้ว่าคืออันใด
ทหารม้าปีกขวา ม้าเหมือนแข็งแรงกว่าจุดอื่นมาก ป้ายธงประจำตำแหน่งและชุดเกราะเหมือนจะสดใสอยู่มีธงผืนใหญ่โบกสะบัดสีเหลืองทองสะดุดตา คิดว่าน่าจะเป็นตำแหน่งของข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิง
หวังทงเรียกทหารบนหอสังเกตการณ์ลงมา ตนเองปีนขึ้นไป มองสนามรบตรงหน้าแล้ว หวังทงเริ่มรู้สึกคอแห้ง ความเครียดเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การรบระดับนี้หวังทงเจอมาก็ไม่น้อย ชัยชนะยิ่งใหญ่ด่านกู่เป่ยโข่ววันนั้น ทหารม้าน่าจี๋เท่อกับทหารม้าเผ่าเคอเอ่อชิ่นรวมกัน ขนาดแม้เล็กกว่ากองกำลังตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้เล็กกว่ากันมาก จำนวนคนพอๆ กัน ทำให้รู้สึกว่าไม่ต่างกันนัก
ทหารพวกนอกด่านตอนนี้ไม่เหมือนกับวันนั้น เพราะดูนิ่งกว่า ดูเป็นระเบียบกว่า มีท่าทางเหมือนทหารจริงๆ สร้างบารมีเปล่งรัศมีข่มได้ส่วนหนึ่ง
พวกนอกด่านล้วนเป็นทหารม้าและจำนวนยังมากกว่าทหารหมิง กอปรกับยังออกรบในพื้นที่พวกนอกด่าน เรื่องนี้ได้สร้างแรงกดดันให้ไม่น้อย
เทียบกับทหารหมิงที่ค่อยๆ เตรียมการรับศึกแล้ว ทหารม้าจัดแถวใช้เวลาไม่นาน เตรียมตัวเสร็จอย่างรวดเร็ว
พอได้ยินเสียงเป่าเขาสัญญาณดัง ทหารม้าที่ส่งเสียงดังก็เงียบลงไม่น้อย สัญญาณพวกนอกด่าน ทหารหมิงก็พอรู้ นี่ไม่ใช่สัญญาณออกรบ
ตามคาด ใต้ธงเหลืองทองนั้นมีม้าตัวหนึ่งปรี่ปรากฏขึ้น มือหนึ่งบังคับม้าไว้ได้อีกมือก็ยกขึ้น โบกมือส่งสัญญาณ
“หรือว่าก่อนจะรบจริง ต้องการให้ส่งทหารออกมาพีเค (แบบตัวต่อตัว) ก่อน?”
หวังทงล้อเล่นกับตนเอง คนผู้นั้นอยู่ห่างจากกองทัพหมิงราวหนึ่งระยะธนู พอหยุดม้าก็ส่งเสียงตะโกนขึ้นว่า
“ข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงผู้สูงศักดิ์ เป็นอ๋องซุ่นอี้ที่ได้รับแต่งตั้งจากฮ่องเต้หมิง พวกเจ้ามาโจมตี เป็นการขัดราชโองการฮ่องเต้……”
“แม่ทัพใหญ่ เจ้าคนที่ตะโกนก็คืออวี๋ซื่อเฉียง เป็นขุนพลฝ่ายซ้ายเมืองต้าถง ต่อมาหนีไปสวามิภักดิ์ทางนั้น!”
มีคนจากเมืองต้าถงมารายงานให้รู้ หวังทงจึงได้เข้าใจทันที มิน่าเปล่งวาจาสำเนียงจีนมาตรฐาน และยังรู้ว่าต้องยกคำว่าอ๋องซุ่นอี้มาใช้ หากทางนี้เตรียมรับมือไว้แล้ว พอตะโกนต่อว่า ‘……พี่น้องเราอย่าได้ถูกคนพวกนี้หลอก………’
มีคนตะโกนต่อๆ กันไปว่า
“ทหารเรามาปราบกองโจรม้า อ๋องซุ่นอี้เป็นวีรบุรุษ กลับไม่สนใจปราบปรามโจรม้าทุ่งหญ้านอกด่าน เรื่องนี้ต้องมีคนปิดบังหรือข่มขู่ รอให้เราปราบโจรได้ ก็จะคืนความสงบสุขคืนสู่ผืนทุ่งหญ้านี้อีกครั้ง”
“มู่เอิน ยิงปืนใหญ่สังหารเจ้าบัดซบนี่ทิ้ง ชายขายชาติจะมาอ้างเรื่องคุณธรรมอันใดกัน ข้าฟังแล้วสะอิดสะเอียน!”
หวังทงลงมาจากหอสังเกตการณ์ ออกคำสั่งไป มู่เอินรับคำ รีบนำปืนใหญ่กระสุน 3 ชั่งออกมาตั้ง บรรจุดินปืนและกระสุนเตรียมการก่อน จากนั้นก็ตะโกนไปทางอวี๋ซื่อเฉียง รถใหญ่สองคันเปิดทางออก ปากกระบอกปืนใหญ่โผล่ออกไป
ปืนใหญ่ระยะแม่นมีจำกัด ดังนั้นจึงเอาออกมาทีเดียวสามกระบอก อวี๋ซื่อเฉียงยังตะโกนดังไม่หยุดว่า ‘มีใจคิดทำเพื่อประโยชน์ความชอบตนจึงนำพี่น้องเรามาที่นี่ ทหารท่านข่าน………’
ปืนใหญ่สามกระบอกยิงพร้อมกัน วาจาอวี๋ซื่อเฉียงถูกเสียงปืนใหญ่กลบ ทุกคนพากันตื่นตกใจ พอตั้งสติได้ ร่างท่อนร่างของอวี๋ซื่อเฉียงกับม้าก็หายวับไปกับตา ส่วนที่เหลืออยู่ ถึงกับตั้งอยู่ที่พื้น โงนเงนไปมา ก่อนจะล้มลงกับพื้น
