บทที่ 1003 ต่อสู้ตัดสินครั้งสุดท้ายอีกครั้ง
มือของเทียนจุนลดดิ่งลงมาจากท้องฟ้า!
เข้ามาแทนที่ฟ้าดิน ทำให้วินาทีนี้โลกทั้งใบคล้ายจะ…หลงเหลือเพียงแค่น้ำวนลูกนี้ หลงเหลือเพียงแค่มือใหญ่ที่เหมือนจะดับทำลายโลกข้างนั้นเท่านั้น!
มือใหญ่ยิ่งเพิ่มขนาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มจะอยู่เหนือขอบเขตของน้ำวน ท่ามกลางการพุ่งดิ่งลงมาอย่างต่อเนื่อง มันทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน ก่อนจะเกิดเป็นรอยปริแตกหลายเส้นคล้ายแบกรับอานุภาพนี้ไม่ไหว
อีกทั้งเมื่อเงยหน้ามองไปก็ยังเห็นลายนิ้วมือของมือใหญ่ข้างนี้ได้อย่างชัดเจน ยิ่งมองก็ยิ่งขยายใหญ่ ลายนิ้วมือพวกนั้นเป็นราวกับร่องลึกของเทือกเขาซึ่งทับครืนลงมาคล้ายการถล่มทลายของโลก
ขณะที่พุ่งเข้ามาใกล้ก็สร้างลูกคลื่นจำนวนนับไม่ถ้วนให้ซัดแผ่ออกไป น้ำวนที่อยู่บนท้องฟ้าขยายขนาดจนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ท่ามกลางเสียงโคจรที่ดังตูมตาม นักพรตทุกคนที่เห็นภาพนี้ต่างก็มีสีหน้าอึ้งค้าง ทว่าในหัวใจกลับเกิดคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำ
บัดนี้ไม่เพียงแต่ทุกคนในสนามรบของนครผียักษ์เท่านั้นที่เห็นน้ำวนไร้คำบรรยายลูกนี้ แม้แต่นักพรตของสองฝ่ายที่อยู่บนสนามรบอีกสามแห่งรอบนครของสามราชาสวรรค์ก็ล้วนสังเกตเห็น…น้ำวนใหญ่ยักษ์ที่ปรากฏบนท้องฟ้ากันหมด!
น้ำวนนี้ใหญ่มากเกินไป แม้ว่าจะไม่ถึงกับปิดทับท้องฟ้าทั้งผืนของแดนทุรกันดาร แต่ก็กินพื้นที่ไปเกือบเจ็ดส่วน ทำให้สมองของคนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ได้เห็นเกิดเสียงดังอื้ออึงไม่หยุด
“นั่นคืออะไร!!”
“สวรรค์ มือ…มือข้างนี้…”
“เทียนจุน ต้องเป็นเทียนจุนแน่นอน!!” นักพรตของแผ่นดินทงเทียนที่อยู่ในสนามรบแดนทุรกันดารพากันร้องอุทานด้วยความตกใจ ภาพประหลาดบนท้องฟ้าที่เขย่าคลอนจิตใจผู้คนกระตุ้นให้พวกเขาเกิดความฮึกเหิมขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“เทียนจุนลงมือ ศึกนี้พวกเราต้องชนะแน่นอน!!” เมื่อเสียงไชโยโห่ร้องดังกระหึ่มไปทั่วแผ่นดินของแดนทุรกันดารอย่างไม่ขาดสาย ผู้ฝึกวิญญาณและชนพื้นเมืองของแดนทุรกันดารล้วนหน้าซีดเผือด
ดวงตาพวกเขาค่อยๆ ฉายความสิ้นหวัง
ราชาเก้านรกภูมิ ราชาชิงชัยและราชาเทพจุติบิดาของซวี่ซาน ครึ่งเทพสามคนนี้ต่างก็ตื่นตะลึงไปกับภาพเหตุการณ์นี้อยู่ในสมรภูมิรบของตัวเอง ส่วนบุรพาจารย์ครึ่งเทพที่มาจากสามสำนักต้นแม่น้ำซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาก็สีหน้าเปลี่ยนแปลงไปไม่หยุดเช่นกัน
“นั่นมัน…มาจากทิศทางของนครผียักษ์!” คนทั้งหกวิเคราะห์ได้ทันทีว่าจุดที่มือใหญ่อยู่ตอนนี้ก็คือตำแหน่งของ…นครผียักษ์!
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นในนครผียักษ์กันแน่!!”
“เรื่องนี้ผิดปกติ!!”
บัดนี้แทบทุกคนที่อยู่ในแดนทุรกันดารต่างก็ถูกน้ำวนบนท้องฟ้า และมือใหญ่ที่ยื่นออกมาจากในน้ำวนเขย่าคลอนจิตวิญญาณ
ในนครจักรพรรดิขุย ต้าเทียนซือจ้องเขม็งไปยังท้องฟ้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จักรพรรดิขุยองค์ปัจจุบันก็ยืนอยู่นอกตำหนัก มองตาไม่กะพริบ สายตาของเขาแฝงความเคียดแค้นลึกล้ำ
บนท้องฟ้าของนครผียักษ์ในเวลานี้ ลมหายใจของป๋ายเสี่ยวฉุนติดขัดเล็กน้อย เขามองน้ำวนลูกนั้น มองมือใหญ่ที่กำลังยื่นออกมาจากในน้ำวน ในใจพลันบังเกิดความกระวนกระวาย
ความกระวนกระวายนี้ยิ่งนานก็ยิ่งรุนแรง มาถึงท้ายที่สุดก็แทบจะกลายมาเป็นคลื่นยักษ์ที่โถมกระหน่ำอยู่ในหัวใจของเขา
“เทียนจุน…จะลงมือกับข้า!!” ความคิดนี้พลันระเบิดขึ้นมาในสมองของป๋ายเสี่ยวฉุน เขารีบถอยกรูดออกห่างทั้งที่ไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำว่าทำไมเทียนจุนถึงต้องทำเช่นนี้
เพียงแต่ว่ามือนั้นใหญ่เกินไป เมื่อเยื้องกรายลงมาก็ราวกับทำให้ฟ้าถล่มตามไปด้วย ซ้ำอานุภาพยังเหนือกว่าวิชาฟ้าดาราของบุรพาจารย์ซิงคงก่อนหน้านี้มากมายนัก จะอย่างไรซะท้องฟ้ามากหมู่ดาวของบุรพาจารย์ซิงคงก็เป็นแค่อาคมอย่างหนึ่ง ทว่ามือของเทียนจุนที่โผล่ออกมาตอนนี้กลับแฝงเร้นไว้ด้วยพลังของโลก ซึ่งดูเหมือนว่าจะสามารถสยบฟ้าได้อย่างแท้จริง!
แทบจะวินาทีเดียวกับที่ป๋ายเสี่ยวฉุนถอยห่างออกไป
พลังของโลกที่มาพร้อมกับมือข้างนี้ก็ซัดตะลุยครืนครั่นดิ่งวูบลงมา ราวกับว่าขอแค่อยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าป๋ายเสี่ยวฉุนจะหนีไปที่ไหนก็มิอาจหนีพ้นเงื้อมมือของเทียนจุนไปได้!
ราชาผียักษ์สีหน้าตะลึงลาน ในใจของบุรพาจารย์ซิงคงสั่นสะท้าน คนทั้งสองเองก็มองออกแล้วว่ามือเทียนจุนที่โผล่ออกมาอย่างไม่มีลางบอกเหตุนี้…มีเป้าหมาย ก็คือ ป๋ายเสี่ยวฉุน!!
“บรรพบุรุษโลหิต…” คนทั้งสองหวนนึกไปถึงภาพที่บรรพบุรุษโลหิตถูกเทียนจุนกำราบในปีนั้นแทบจะพร้อมๆ กัน เมื่อเทียบกับบุรพาจารย์ซิงคงที่ยังลังเลใจแล้ว ราชาผียักษ์ที่หน้าถอดสีกลับหันไปตะโกนใส่ป๋ายเสี่ยวฉุน
“รีบไปที่นครจักรพรรดิขุยเร็วเข้า!! เทียนจุนจะสังหารเจ้า!!”
หัวใจป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่อท้นไปด้วยความขมปร่า เขาถามตัวเองก็ได้คำตอบว่าตนไม่เคยล่วงเกินอะไรเทียนจุนมากมายนัก อีกทั้งเขายังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตู้หลิงเฟย เขาก็แค่อยากหยุดสงครามครั้งนี้เท่านั้น ทั้งยังคิดไว้แล้วด้วยว่าจะไปหาคนเฝ้าสุสาน หมายจะเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายเปิดประตูของโลกเพื่อให้เทียนจุนได้ออกไป
ต่อให้มีข้อตกลงร่วมกับบุรพาจารย์หันเหมิน แต่ตอนนั้นป๋ายเสี่ยวฉุนก็เคยพูดไว้แล้วว่าเขาไม่มีความแค้นกับเทียนจุน เขาไม่มีทางช่วยบุรพาจารย์หันเหมินเล่นงานเทียนจุนแน่นอน
เขาไม่อยากรบราฆ่าฟัน เขาแค่อยากหาวิธีหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับได้มาคลี่คลายบุญคุณความแค้นทั้งหมด…
“เขา…จะฆ่าข้า!” ร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนสั่นเทิ้มอย่างหนัก ขณะเดียวกันเขาก็ค้นพบว่าตัวเองแค่รู้สึกขมขื่น ทว่ากลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่นัก…ราวกับว่าเมื่อผ่านประสบการณ์ครั้งก่อนๆ มา ลึกๆ ในใจเขาจึงมีการเตรียมใจไว้ล่วงหน้าโดยที่ตัวเขาเองก็ยังตระหนักไม่ได้ด้วยซ้ำ
ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนเฝ้าสุสานและป๋ายฮ่าว หรือแม้แต่การที่เขารู้เรื่องของบุรพาจารย์หันเหมิน รวมไปถึงสมบัติแห่งโลก ทั้งหมดทั้งมวลนี้…ดูเหมือนว่าล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เทียนจุนลงมือกับเขาได้ทั้งสิ้น
ท่ามกลางเสียงกึกก้อง มือใหญ่ของเทียนจุนขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะพุ่งพรวดลงมาปิดฟ้ากลบดิน ป๋ายเสี่ยวฉุนถอยกรูดว่องไว แต่ไม่ว่าความเร็วของเขาจะมีมากแค่ไหนก็ยังมิอาจหลบมือมโหฬารที่ร่วงลงมานี้ได้พ้น
วิกฤตคับขัน ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนแดงฉาน
ระเบิดพลังของคาถาบรรพจารย์อวิ๋นเหลยออกทุกด้าน ขณะเดียวกันตบะของเขาก็ซัดกระเพื่อมออกมา
“เทียนจุน!!” ป๋ายเสี่ยวฉุนคำรามกร้าว เขารู้ว่ามิอาจหลบเลี่ยง ที่ทำได้มีเพียงโจมตีกลับไปเท่านั้น
และเวลานี้เอง สมบัติใต้ดินชิ้นใหญ่ของราชวงศ์ขุยที่อยู่ในนครจักรพรรดิขุย จุดลึกที่อยู่ลงไปใต้ดิน ในนครล่างสุดของนครสามแห่งที่อยู่เบื้องล่าง…
สถานที่แห่งนี้มืดมนเงียบสงัด พื้นที่รอบด้านเต็มไปด้วยซากปรักหักพังซึ่งเกิดจากสงครามเมื่อครั้งที่พวกเขาถูกขับไล่ออกมาจากแผ่นดินทงเทียน บนเจดีย์สูงที่ผุพังแห่งหนึ่งมีผู้เฒ่าคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่
ผู้เฒ่าคนนี้สวมชุดคลุมยาวสีดำสนิท เส้นผมสีทั้งศีรษะขาวโพลนแสดงให้เห็นถึงความแก่ชรา ริ้วรอยยับย่นบนใบหน้ามิอาจอำพรางกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ไปทั่วร่างของเขาได้ หากไม่เป็นเพราะดวงตาขุ่นมัวที่ลืมขึ้นมาของคนผู้นี้มีประกายความสดใสอยู่เสี้ยวหนึ่ง เกรงว่าคนมองคงต้องเข้าใจผิดคิดว่านี้คือศพแห้งที่ไม่เน่าเปื่อยศพหนึ่งไปแล้ว
แต่ต่อให้ดวงตาของเขาจะมีความสดใสเช่นนั้นอยู่ ทว่ามองดูแล้วผู้เฒ่าคนนี้ก็ยังเหมือนคนที่เพิ่งคลานออกมาจากหลุมศพอย่างไรอย่างนั้น ลมหายใจของเขารวยรินคล้ายคนที่พลังชีวิตใกล้แห้งขอดเต็มที เกรงว่ายืนหยัดได้อีกไม่นานก็คงต้องกลับคืนสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง
เขาก็คือ…คนเฝ้าสุสาน!
เขามีชีวิตอยู่มานานเหลือเกินแล้ว ดูเหมือนว่าตอนที่โลกใบนี้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมา เขาก็มีตัวตนอยู่ก่อนแล้ว เขาผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ มองเห็นสิ่งมีชีวิตแต่ละรุ่นถือกำเนิดและตายดับไป…หัวใจของเขาเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว
โดยเฉพาะศึกไร้เทียมทานในแดนทุรกันดารและหว่างเทียนจุนและร่างแยกวิญญาณมารดาแห่งผีที่ฟ้าดินแทบจะพังถล่มทลายลงมา การเรียกธาตุทั้งห้าอย่างทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดินซึ่งเหมือนกับอวัยวะทั้งห้าลงมา ทำให้คนเฝ้าสุสานที่เดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้วยิ่งยากจะยืนหยัดต่อไปได้อีก
และหลังจากนั้นเขายังต้องถ่ายทอดวิชาให้แก่ป๋ายฮ่าว สามารถพูดได้ว่าลมหายใจของเขาเหลือเพียงเฮือกสุดท้ายนี้เท่านั้น
ลมหายใจเฮือกนี้…สามารถจางหายไปได้ทุกเมื่อ ส่วนร่างกายของเขาก็มิอาขยับเขยื้อนได้นานแล้ว จึงได้แต่นั่งขัดสมาธินิ่งๆ อยู่ตรงนี้
หาไม่แล้วเมื่อครั้งศึกระหว่างเทียนจุนและมารดาแห่งผีบนเรือผีลำนั้น เขาก็คงไม่เก็บตัวเงียบ ไม่ใช่เขาไม่อยากปรากฏตัว แต่เป็นเพราะเขาทำไม่ได้
ทว่าวินาทีนี้ เมื่อมือของเทียนจุนเยื้องกรายลงมายังแดนทุรกันดาร ลมหายใจของคนเฝ้าสุสานที่ร่างใกล้จะเน่าเปื่อยเต็มทีพลันเปลี่ยนมาเป็นหอบกระชั้น เขาเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ดูเหมือนว่าการกระทำง่ายๆ อย่างแค่เงยหน้าขึ้นนี้ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างถึงที่สุดสำหรับเขา ในดวงตาทั้งคู่ที่ขุ่นมัวค่อยๆ มีความสดใสปรากฏขึ้นมา และยิ่งนานก็ยิ่งแจ่มชัด
เหมือนฟืนแห้งๆ ท่อนหนึ่งที่ถูกไฟเผาไหม้เป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางลมหายใจที่หอบรัว ริมฝีปากทั้งคู่ของเขาสั่นระริก พึมพำเบาๆ ด้วยคำพูดที่มีเพียงเขาเองเท่านั้นที่สามารถได้ยิน
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นแล้วยื่นออกไป ประกายดวงตาพลันส่องแสงเจิดจ้าคล้ายความสดใสสุดท้ายก่อนตาย!
นอกนครผียักษ์ เมื่อมือขวาของคนเฝ้าสุสานยื่นออกมา เมื่อมือเทียนจุนลดดิ่งลงมาถึง ชั่วขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนร้องคำรามหมายต่อต้าน…แผ่นดินพลันสะเทือนเลือนลั่น เสียงดังอื้ออึงระเบิดเป็นลูกคลื่นมาจากชั้นใต้ดิน มือใหญ่ข้างหนึ่งที่เหมือนประกอบขึ้นมาจากดินโคลน…ผุดพรวดขึ้นมา!
มือใหญ่ที่ผุดจากใต้ดินนี้พลันขยายใหญ่อยู่กลางอากาศจนแทบจะมีขนาดไม่ต่างจากมือของเทียนจุนเท่าใดนัก ยามนี้เมื่อแผ่นดินเกิดสั่นสะเทือน พื้นหน้าดินยุบตัวพังถล่มอย่างต่อเนื่อง มือโคลนข้างนี้ก็พลันทะยานขึ้นสูง พริบตาเดียวก็ปะทะเข้ากับมือของเทียนจุน!
เสียงกัมปนาทสะเทือนฟ้าดินแดนทุรกันดาร จิตวิญญาณของนักพรตทุกคนกระเด้งกระดอน และคลื่นที่เกิดจากมือยักษ์ทั้งสองนี้ก็ทำให้เกิดเป็นพายุโหมกระหน่ำที่หากโดนร่างของนักพรตทุกคนที่มีตบะต่ำกว่าครึ่งเทพลงไป ร่างของพวกเขาก็จะต้องถูกลมพายุกระแทกกระเด็นอย่างที่มิอาจบังคับตัวเองได้ หากไม่เป็นเพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มีครึ่งเทพและคนฟ้าให้การปกป้อง เกรงว่าทั้งสองฝ่ายคงมีคนบาดเจ็บและล้มตายกันสาหัสยิ่งกว่าเดิม
“ไอ้แก่คนเฝ้าสุสาน!!”
“เทียนจุน…”
หนึ่งคือเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยแรงโทสะไร้ที่สิ้นสุด อีกหนึ่งคือเสียงถอนหายใจเบาๆ ที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าสุดขีด ซึ่งทั้งสองเสียงดังก้องไปแปดทิศทั่วฟ้าดินในเวลาเดียวกัน!