บทที่ 1022 สี่สัตว์ร้ายที่ยิ่งใหญ่
เมื่อเทียนจุนเปล่งประโยคนั้นออกมา แหวนวงที่ร่วงดิ่งลงด้านล่างก็พลันส่องแสงเจ็ดสี พริบตาเดียวแสงนี้ก็ปกคลุมไปทั่วทั้งมหาสมุทรทงเทียน ทั้งยังส่องสะท้อนท้องนภาให้เจิดจ้า!
นาทีนี้แม้แต่การพังทลายของฟ้าดินก็เหมือนจะถูกแช่แข็งไปครู่หนึ่ง หาใช่ว่าเทียนจุนหวังดีต้องการขัดขวางการเสื่อมถอยของโลก เพราะแท้จริงแล้วสิ่งที่เขาต้องการทำก็คือปิดผนึกโลกทั้งใบ!
เพื่อที่จะได้ปิดผนึกเวทอาคมของป๋ายเสี่ยวฉุนที่แม้แต่เขาก็ยังพรั่นพรึงตามไปด้วย เมื่อเปิดประตูของโลกอีกแห่งหนึ่งไม่ได้ ก็ย่อมไม่สามารถปล่อยให้สัตว์ยักษ์น่ากลัวตัวนั้นเยื้องกรายลงมาได้!
“ข้าผู้อาวุโสดูถูกอาคมของโลกอย่าง…เขตแดนธารานี้มากเกินไป…” เทียนจุนเอ่ยเบาๆ นัยน์ตาโชนแสงคมกริบ
“แต่ว่า ตอนนี้ไม่อีกแล้ว!” มือขวาของเขาพลันโบกออกไป ทันใดนั้นพลังการผนึกที่อยู่บนแหวนก็ไม่เพียงแต่ปิดผนึกฟ้าดิน ปิดผนึกสี่ด้านแปดทิศ ซ้ำยังตรงดิ่งเข้าหาป๋ายเสี่ยวฉุนคล้ายต้องการผนึกป๋ายเสี่ยวฉุนไว้ภายในด้วย
ประกายสายตาของป๋ายเสี่ยวฉุนเปล่งวูบ สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นเคร่งขรึมดุจเดียวกัน ในฐานะที่นักพรตทงเทียนเป็นนายแห่งโลกมานานหลายปี รากฐานของเขาจึงลึกล้ำจนป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็รู้ดีว่าตนมิอาจทัดเทียมได้ แค่การลงมือไม่กี่ครั้งของอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ก็พอจะมองออกแล้ว วิธีการของเทียนจุนมีมากมาย สมบัติอาคมก็ยิ่งมากจนยากจะจินตนาการตามไปด้วย
ปราณเก่าแก่ที่แผ่ออกมาจากแหวนวงนั้นทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนประหวั่นไม่ต่างกัน ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่านี่คือสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง แม้จะเทียบกับสมบัติแห่งโลกไม่ได้ แต่ก็ต้องมีที่มาที่น่าตะลึงอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่ารอบด้านถูกปิดผนึก ปราณแห่งการทำลายล้างบีบอัดเข้ามา
แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับไม่ได้ถอยหนี กลับกันคือเขายังเดินออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ผนึกมิวางวาย…ถูกร่ายใช้โดยตรง!
ท่ามกลางเสียงอึกทึก ภายใต้ผนึกมิวางวาย ตราผนึกทุกอย่างที่เมื่อมาอยู่ตรงหน้าเขาล้วนเหมือนไม่ได้ดำรงอยู่ เขาถึงขั้นลอดทะลวงผ่านพลังการผนึกนี้ไปได้โดยตรง ชนาเขย่าภูเขาระเบิดออกในเวลาเดียวกัน แลกมาด้วยความเร็วที่น่าครั่นคร้ามยิ่งกว่าเก่า พริบตาเดียวก็มาโผล่อยู่หน้าเทียนจุน ครั้นจึงยกมือขวาขึ้นเตรียมจะร่ายตรวนสลายลำคอออกไป
ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนกลับต้องหน้าเปลี่ยนสี ไม่มีเวลาให้คิดมาก เขารีบถอยกรูดไปข้างหลังว่องไว แต่กลับสายไปเสียแล้ว…มุมปากของเทียนจุนยกยิ้มเหยียดหยัน
“เจ้านึกจริงๆ หรือว่าตัวข้ากริ่งเกรงสัตว์ยักษ์แห่งชะตาชีวิตของเจ้า! มีหรือที่ตัวข้าจะไม่รู้ว่าผนึกมิวางวายของบทมิวางวายสามารถลอดผ่านผนึกทั้งหมดในโลกได้…เจ้าอาจจะลอดผ่านผนึกมาได้ก็จริง แต่กลับไม่มีทางลอดผ่านพลังที่แท้จริงของสมบัติอาคมชิ้นนี้! ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่หลุมพรางที่ล่อให้เจ้ามาติดกับเท่านั้น!” เทียนจุนแหงนหน้าแผดเสียงหัวเราะดังลั่น มือขวาพลันยกขึ้นโบก ทันใดนั้นผนึกทั้งหมดที่อยู่รอบด้านก็เริ่มปริแตกและพังทลาย…การปริแตกที่ดังสนั่นหวั่นไหวนี้ก่อกลายมาเป็นพลังแห่งการทำลายล้าง ซึ่งพริบตาเดียวก็พุ่งมาอย่างบ้าคลั่งจากสี่ทิศ
เทียนจุนไม่ได้ต้องการปิดผนึกฟ้าดินอะไรทั้งนั้น นั่นเป็นเพียงแค่สิ่งที่เขาจงใจสร้างขึ้นเท่านั้น เพราะเป้าหมายที่แท้จริงก็คือต้องการให้ป๋ายเสี่ยวฉุนมองข้ามเรื่องอื่นๆ จนไม่สังเกตเห็นว่ารอบกายเขาได้มี…สมบัติล้ำค่าอย่างแหวนวงนั้นเผยกายขึ้นมาแล้ว!
หากตอนนี้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของท้องฟ้าแล้วก้มหน้าลงมองด้านล่าง จะเห็นได้ว่ารอบกายของป๋ายเสี่ยวฉุนอบอวลไปด้วยพลังแห่งการทำลายล้างที่ราวกับพลิกภูเขาคว่ำมหาสมุทรซึ่งโอบล้อมเป็นวงแหวนขนาดมหึมา กักขังเขาไว้ภายใน…
และหากมองอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าในพลังแห่งการทำลายล้างนั้นกลับมีแหวนอยู่วงหนึ่งซึ่งแหวนวงนี้หดตัวเข้ามาหากันอย่างต่อเนื่อง
ปราณแห่งการสาบสูญระเบิดไม่หยุดยั้ง พลังแห่งความพินาศวอดวายพวยพุ่งเทียมฟ้า ป๋ายเสี่ยวฉุนหน้าเปลี่ยนสี ความรู้สึกถึงวิกฤตรุนแรงทะยานขึ้นมาในร่าง เป็นเหตุให้สายตาของเขาแน่วนิ่ง
ทว่าเขากลับไม่ต่อต้านอะไร เพียงปล่อยให้แหวนหดเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็มารวมอยู่บนร่างของตน และสิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้ก็คือใช้มือขวาแทนกาย ปล่อยให้แหวนที่หดเข้ามารัดรึงมือขวาเอาไว้อย่างแน่นหนา!
ทันใดนั้นมือขวาของเขาก็รู้สึกเจ็บร้าวรุนแรง แหวนวงนั้นรัดตรึงเข้าไปถึงเนื้อในของเขา ขณะเดียวกันพลังการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในร่างของเขาก็ปะทุออกมาด้วยตัวเอง ก่อกลายมาเป็นพลังการป้องกันที่จู่โจมเข้าใส่แหวน
เทียนจุนขมวดคิ้ว แม้เขาจะคิดได้ว่าช่วงวิกฤตคับขันที่รู้ว่าจะอย่างไรก็ไม่มีทางหลบเลี่ยง ป๋ายเสี่ยวฉุนอาจจะเลือกตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวโดยใช้มือมาแทนร่างกายของตัวเอง ทว่าปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วฉับไวของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังคงทำให้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายรับมือได้ยาก ยิ่งพลังการฟื้นตัวของบทมิวางวายที่น่าตะลึงนี้ก็ยิ่งทำให้ลึกๆ ในใจของเทียนจุนรู้สึกเสียดาย
“สุดท้ายแล้วก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนบางอย่างอยู่ดี…” เทียนจุนส่ายหน้า ดวงตาเปล่งประกายวาบ ท่ามกลางการระเบิดพลังฟื้นตัวเพื่อต้านทานการรัดรึงของแหวนที่อยู่บนมือขวาของป๋ายเสี่ยวฉุน ร่างของเทียนจุนก็พุ่งทะยานเข้าไปใกล้ราวสายฟ้าแลบ พอลงมือก็ใช้วิชาอภินิหารแห่งฟ้าดินทันที!
เสียงเกริกก้องดังกังวาน ป๋ายเสี่ยวฉุนจู่โจมกลับไปทันควัน คนทั้งสองที่ยืนอยู่กลางอากาศปะทะกันจนก่อให้เกิดเสียงกัมปนาทและเสียงอากาศระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวเป็นระลอก พลังอำนาจของนักพรตทงเทียนยิ่งนานยิ่งแข็งแกร่ง แม้เขาจะเป็นแค่ว่าที่เทียนจุน ทว่ารากฐานของเขากลับลึกล้ำมาก ยามนี้เมื่อพลังการต่อสู้ระเบิดออกมาจึงขยับเข้าไปใกล้ขอบเขตของมหายานอย่างแท้จริงมากขึ้นทุกขณะ
ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนนั้นเดิมทีตบะก็ด้อยกว่าระดับหนึ่งอยู่แล้ว ทั้งมือขวายังถูกผนึกเอาไว้ แต่เดิมก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเทียนจุน ทว่าพลังการฟื้นตัวที่พลิกฟ้าของวิชาอมตะมิวางวายก็ทำให้อาการบาดเจ็บทั้งหมดของเขาหายดีในแทบจะชั่วพริบตา ระดับการฟื้นตัวเช่นนี้เหนือกว่าบรรพบุรุษโลหิตไปไกลโขนัก ศึกระหว่างเขากับเทียนจุนจึง…ยังสูสีไม่มีใครเป็นรองใคร!
และแค่ไม่กี่อึดใจต่อมา ป๋ายเสี่ยวฉุนที่หน้าผากมีเส้นเอ็นปูดโปนก็พลันกำมือขวาเป็นหมัด พอเหวี่ยงหมัดออกไป พลังการฟื้นตัวและพลังกล้ามเนื้อของเขาก็ระเบิดออกในเวลาเดียวกัน แหวนที่เป็นสมบัติล้ำค่าซึ่งรัดรึงอยู่บนมือขวาของเขากลับมิอาจต้านทานแรงสั่นสะเทือนของพลังนี้ได้ จึงแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมเสียงระเบิดตูมตาม
เมื่อมันระเบิดออก พลังการต่อสู้ของป๋ายเสี่ยวฉุนจึงกลับมาไร้ขอบเขตสิ้นสุดอีกครั้ง หนึ่งหมัดเหวี่ยงลง ฟ้าดินก็เกิดเป็นน้ำวนขนาดมหึมาลูกหนึ่งที่ซัดครืนครั่นเข้าหาเทียนจุน
เทียนจุนแค่นเสียงเย็น ถอยหลังไปสองสามก้าว มือขวายกขึ้นทำมุทราชี้ไปยังความว่างเปล่า ปากก็เปล่งน้ำเสียงเย็นเยียบ
“เทาเจียว!”
ชั่วขณะที่เสียงของเทียนจุนดังออกมา จุดลึกของมหาสมุทรทงเทียนที่เหลือน้ำทะเลอีกไม่มากก็พลันมีเสียงคำรามดังลั่น เสียงคำรามนี้ทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือน ขณะเดียวกันปราณขุมหนึ่งที่ทำให้โลกเปลี่ยนสีก็ระเบิดตูมออกมา
ตามหลังการระเบิดคือภาพที่น้ำทะเลแตกกระจาย ครั้นมังกรคะนองน้ำตัวหนึ่งที่ลำตัวยาวพอหมื่นจั้งก็ทะยานขึ้นมาจากใต้ผืนน้ำ จะบอกว่ามันคือมังกรก็ไม่เหมาะสมนัก เพราะแค่ลำตัวของมันเท่านั้นที่เหมือนมังกร แต่ส่วนหัวกลับใหญ่นับพันจั้ง คล้ายมังกรแต่ก็เหมือนไม่คล้าย ดุร้ายน่ากลัวอย่างถึงที่สุด!
เพิ่งจะปรากฏตัวก็ทำให้ความว่างเปล่าแปดทิศเกิดลูกคลื่นไร้ที่สิ้นสุด!
“ฉีเอ้อ!” ยังไม่สิ้นสุด เทียนจุนทำมุทราและเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง ทันใดนั้นในแม่น้ำสี่สายของแผ่นดินใหญ่ทงเทียนก็มีเสียงคำรามดังออกมาพร้อมกัน จระเข้สีทองสี่ตัวโผล่พรวดออกมา หลังจากมาผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วก็กลายมาเป็น…จระเข้สีทองตัวหนึ่งที่ใหญ่ยาวนับหมื่นจั้ง ทว่ากลับมีหัวถึงสี่หัว!
ห้อตะบึงมาพร้อมเสียงคำราม!
“หุ้นจวี้!”
“ฉินอู่!” เทียนจุนโบกมือพลางเปล่งเสียงดังสะเทือนฟ้าดังเดิม ครั้นจึงเห็นว่าบนท้องฟ้ามีนกอินทรีขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังกรีดเสียงร้องแหลมดัง ร่างของมันที่ปกคลุมไปเกือบครึ่งของแผ่นฟ้าโฉบวูบลงมาพร้อมเสียงอึกทึก!
เมื่อมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่าร่างของนกอินทรีตัวนี้มีหลายจุดที่เน่าเละจนเห็นถึงกระดูก นั่นแสดงว่านกตัวนี้…เป็นเพียงวิญญาณดวงหนึ่งที่ตายมาแล้วไม่รู้กี่ปี!
ตามมาติดๆ ด้วยแผ่นดินทงเทียนทิศใต้ที่ระเบิดออกเกือบครึ่งหนึ่ง ก่อนที่จุดลึกใต้ดินของทิศใต้จะมีแมลงหินตัวหนึ่งคลานออกมา ร่าของมันใหญ่นับหมื่นจั้ง ทุกที่ที่เรือนกายใหญ่โตของมันไต่ผ่าน สรรพสิ่งล้วนกลายมาเป็นหินในทันที อีกทั้งพื้นดินที่มันเดินผ่านมายังทิ้งรอยสีขาวน่าอกสั่นขวัญแขวนเอาไว้เส้นหนึ่ง
“ป๋ายเสี่ยวฉุน ข้าผู้อาวุโสสามารถต่อสู้กับคนเฝ้าสุสานได้นานหลายปี รากฐานของข้าลึกล้ำจนใต้หล้านี้ไม่มีใครที่ทัดเทียมได้ แล้วเจ้า…จะเอาอะไรมาสู้กับตัวข้า!”
เทียนจุนแผดเสียงคำรามดังลั่น ครั้นจึงยกมือขวาขึ้นชี้ไปยังป๋ายเสี่ยวฉุน ทันใดนั้นสัตว์ยักษ์สี่ตัวนี้ก็พร้อมใจกันร้องคำรามแล้วควบตะบึงเข้าหาป๋ายเสี่ยวฉุน!
สัตว์สามตัวนั้นยังไม่ต้องพูดถึง เอาแค่จระเข้สีทอง ป๋ายเสี่ยวฉุนเคยเห็นมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คาดไม่ถึงว่าจระเข้นี้จะมีอยู่ตั้งสี่ตัว ซ้ำทุกตัวยัง…เป็นสัตว์ของเทียนจุน!!
และพลังอำนาจที่สัตว์ร้ายทั้งสี่แผ่ออกมา ไม่ว่าตัวใดก็ล้วนมีตบะเทียบเคียงได้กับครึ่งเทพขั้นสมบูรณ์แบบ!
พอจะจินตนาการได้เลยว่า เทียนจุนที่แข็งแกร่งปานนี้ แต่บรรพบุรุษโลหิตกลับถ่วงเวลาไว้ได้ตั้งนาน นี่แสดงว่าต้องมีปัญหาบางอย่างซุกซ่อนอยู่ และเห็นได้ชัดว่า…บรรพบุรุษโลหิตไม่ธรรมดาจริงๆ แล้วก็กำลังถ่วงเวลาอยู่จริงๆ แต่กระนั้นเทียนจุนเองก็ไม่ควรจะแสดงท่าทางเป็นเดือดเป็นแค้นอย่างก่อนหน้านี้ออกมา ชัดเจนเลยว่า…เทียนจุนเองก็กำลังรอให้คนเฝ้าสุสานทำสำเร็จอยู่เหมือนกัน!
เพราะขณะที่คนเฝ้าสุสานวางแผนเล่นงานเทียนจุน เทียนจุนเองก็…กำลังวางแผนเล่นงานคนเฝ้าสุสานเช่นกัน!
เขารอให้ตนมาถึง และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขากำลังรอให้คนเฝ้าสุสานตาย! เพราะสำหรับเทียนจุนแล้ว แต่ไรไหนมาคนที่เขากริ่งเกรงที่สุดก็คือคนเฝ้าสุสาน ต่อให้เขาจะรู้ดีว่าคนเฝ้าสุสานอ่อนแอมากแล้ว แต่ด้วยการต่อสู้ที่ยืดเยื้อมานานปีก็ยังทำให้เขาเกิดความกริ่งเกรงโดยสัญชาตญาณอยู่ดี!
และเมื่อคนเฝ้าสุสานตายไป เทียนจุนจึงวางใจได้เต็มที่ สำหรับเขาแล้ว ทุกเรื่องได้เปลี่ยนจากซับซ้อนมาเป็นง่ายดาย ขอแค่กลืนกินตนเข้าไปก็จะเท่ากับหลอมโอสถอมตะมิวางวายออกมาได้สำเร็จ!
ความคิดเหล่านี้แล่นผ่านในใจป๋ายเสี่ยวฉุนไปอย่างรวดเร็ว
“เทียนจุนที่วางแผนการมาได้ถึงขั้นนี้ ย่อมต้องมีที่พึ่งอะไรบางอย่างที่ทำให้เขามั่นใจเต็มเปี่ยม!” แม้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะหน้าเปลี่ยนสี แต่ความคิดกลับโคจรเร็วไว เขารู้ดีว่าเป็นเพราะที่พึ่งบางอย่างที่ตัวเองไม่เข้าใจนี้ ถึงได้ทำให้เทียนจุน…มั่นใจว่าทุกอย่างจะหลุดพ้นจากแผนการของคนเฝ้าสุสาน ทั้งยังสอดคล้องกับแผนการของตัวเองพอดี จนทำให้เขาสามารถช่วงชิงชัยชนะมากำไว้ในมือได้ในท้ายที่สุด!
“ที่พึ่งของเขา…ไม่มีทางมีแค่สัตว์ร้ายสี่ตัวนี้แน่!” ป๋ายเสี่ยวฉุนถอยกรูดไปข้างหลัง ขณะที่ต่อสู้ตัดสินเป็นตายกับเทียนจุน เขาจำเป็นต้องแบ่งสมองมาคิดตามให้ทัน นั่นก็เพราะ…เทียนจุนเป็นผู้สูงศักดิ์เหนือใครในโลกใบนี้มานานหลายปี ป๋ายเสี่ยวฉุนมิอาจทำพลาดได้มากนัก เพราะหากไม่ระวังแม้เพียงน้อย เขาก็จะไม่มีทางพลิกฟื้นกลับคืนมาได้อีก!