บทที่ 1047 จงตื่น!
ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาพลันเปี่ยมล้นไปด้วยปณิธานแห่งการต่อสู้ และเมื่อปณิธานแห่งการต่อสู้พวยพุ่งขึ้นสูง ความคิดที่จะจับมารดาผีเป็นตัวประกันของเขาก็ยิ่งเด็ดเดี่ยว
“ก้าวแรกทำสำเร็จแล้ว ตอนนี้ก็คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดอย่าง…ก้าวที่สองแล้ว!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนยกมือขวาขึ้นแล้วกำหมัดแน่น พลังกล้ามเนื้อระเบิดครืนครั่น ปราณของบทอมตะและบทมิวางวายพวยพุ่งขึ้นพร้อมกัน หลังจากที่ผสานรวมเป็นหนึ่งก็กลายมาเป็นพลังอำนาจที่เหนือกว่าว่าที่เทียนจุนทั่วไป…ขยับเข้าใกล้เทียนจุนที่แท้จริงมากขึ้นทุกขณะ!
การปรากฏตัวของปราณนี้ทำให้นภากาศเปลี่ยนสีทันใด ต่อให้ในรัศมีหมื่นลี้จะถูกหมอกผีปกคลุม แต่ก็ยังคงไม่สามารถกลบทับปณิธานอันบ้าระห่ำดังกระบี่คมกริบที่ถูกชักออกจากฝักของป๋ายเสี่ยวฉุนได้ เขาเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างทั้งร่างกลายเป็นรุ้งยาวเส้นหนึ่งที่ทะยานเข้าหามารดาผี
“ประตูผีจงเปิด!” นิ้วเรียวยาวราวลำเทียนของมารดาผีทำมุทราชี้ไปที่ป๋ายเสี่ยวฉุน ทันใดนั้นหมอกผีที่อยู่ในรัศมีหมื่นลี้ก็มารวมตัวกันเป็นน้ำวนขนาดมหึมา และด้านในน้ำวนก็มีผีร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนบินออกมาด้วยสีหน้าดุดัน
พวกมันกรูกันเข้าใส่ป๋ายเสี่ยวฉุนระลอกแล้วระลอกเล่าคล้ายไม่มีวันจบสิ้น!
“ยอดวิถีแห่งผี!” ยังไม่สิ้นสุด วินาทีที่ผีร้ายปรากฏตัว มารดาผีก็ทำมุทราอีกครั้ง เหล่าผีร้ายที่ร้องคำรามจึงหันมากลืนกินกันเอง พริบตาเดียวก็ผนวกรวมร่างกันกลายมาเป็นราชาผีร่างสูงใหญ่นับพันจั้ง!
ทั่วร่างของราชาผีตนนี้ดารดาษไปด้วยดวงตา มองดูแล้วแปลกประหลาดอย่างยิ่ง พอปรากฏตัวก็แผ่คลื่นตบะที่เทียบเคียงได้กับว่าที่เทียนจุน ครั้นจึงร้องคำรามพุ่งกระโจนใส่ป๋ายเสี่ยวฉุน
“กระจกเงาผี!” ยังไม่สิ้นสุด มารดาผีทำมุทราอีกครั้ง ทันใดนั้นร่างของราชาแห่งผีก็เกิดเงาทับซ้อน พริบตาเดียวก็จำแลงออกมาสามร่าง เมื่อรวมร่างจริงเข้าไปด้วยก็เท่ากับมีราชาแห่งผีสี่ตนที่รวมตัวกันเป็นค่ายกลบางอย่างซึ่งจู่โจมเข้าใส่ป๋ายเสี่ยวฉุน
ลำพังเพียงแค่วิชาแห่งเต๋าวิชานี้ก็เหนือกว่านักพรตทงเทียนแล้ว ป๋ายเสี่ยวฉุนหัวเราะหยัน กระโจนออกไปพร้อมเสียงอึกทึกกึกก้อง ราชาแห่งผีทั้งสี่ตนร่วมมือกันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของป๋ายเสี่ยวฉุน เพียงเขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่หมัดเดียว พวกมันก็กระเด็นถอยไม่เป็นท่า
ทว่าดวงตาของมารดาผีกลับฉายแววเย้ยหยัน ยกมือขวาทำมุทราชี้ไปอีกครั้ง
“ประตูผี ปิด!”
ขาดคำ ราชาแห่งผีทั้งสี่ที่ถอยกรูดก็ระเบิดร่างตัวเองออก ก่อนจะผสานรวมเป็นหนึ่ง ก่อตัวมาเป็นประตูใหญ่หนึ่งบานที่พุ่งเข้าบดทับป๋ายเสี่ยวฉุน
ท่ามกลางเสียงอึกทึก พลานุภาพสยบที่ประตูผีบานนี้แผ่ออกมาแข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ลมหายใจป๋ายเสี่ยวฉุนถี่กระชั้น มิอาจหลบเลี่ยง จึงถูกประตูผีบานนี้กระแทกลงบนร่าง ถูกบดอัดอยู่บนมหาสมุทรหย่งเหิง
ไม่ได้ลงมือต่อ สำหรับมารดาผีที่มีความรู้ต่อพลังการฟื้นตัวของป๋ายเสี่ยวฉุนแล้ว เวลานี้ในใจนางจึงไม่กริ่งเกรงสมบัติแห่งโลกของป๋ายเสี่ยวฉุนอีกต่อไป ก่อนหน้านี้มองดูเหมือนนางผ่อนคลาย ทั้งยังพูดจาโอหังอวดดี ทว่าในความเป็นจริงสิ่งที่ทำให้นางปวดหัวมากที่สุดก็คือพลังการฟื้นตัวของป๋ายเสี่ยวฉุน
วิชาประหลาดที่ไม่ว่าจะตีอย่างไรก็ตีไม่ตาย ทั้งยังฟื้นตัวกลับมาในเสี้ยววินาทีเช่นนั้นทำให้นางรู้สึกรับมือได้ยากยิ่ง เวลานี้จึงไม่มัวลังเล มารดาผีขยับร่างวูบหนึ่ง ฉวยโอกาสตอนที่ป๋ายเสี่ยวฉุนถูกกำราบเอาไว้ตรงดิ่งเข้าหาเรือกระดูกกิ้งก่า หมายจะทำลายตะเกียงอมตะให้แหลกสลายให้จงได้
เมื่อเข้ามาใกล้ ตบะเทียนจุนของมารดาผีก็ระเบิดออกทุกด้าน ความว่างเปล่าด้านหลังนางมีมือผีจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมา มือผีพวกนี้พัวพันเข้าด้วยกันคล้ายต้องการจะฉีกกระชากทุกปราการกางกั้นที่โอบล้อมขึ้นเป็นตะเกียงอมตะ หลังจากคว้าหมับอย่างแรง มารดาผีก็แผดเสียงคำรามแล้วกระชากมันออกมา!
เสียงระเบิดดังสะเทือนเลือนลั่น พอถูกดึงกระชากจากมือผีนับไม่ถ้วน ตะเกียงอมตะก็พังทลายลงทันควัน ทว่าชั่วขณะที่มารดาผีกำลังเกิดความปิติยินดี ม่านฟ้าทั้งผืนก็พลันมีตะเกียงอมตะจำนวนเหลือจะนับโผล่ออกมา บนโป๊ะตะเกียงแต่ละดวงมีภาพของเรือกระดูกกิ้งก่าลอยเด่นหรา!
“สมควรตายนัก!!” สีหน้ามารดาผีเปลี่ยนมาเป็นไม่น่ามองทันใด นางคาดไม่ถึงว่าตะเกียงอมตะดวงนี้จะยังมีการเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งที่สอง ขณะที่กำลังจะลงมือต่อ มหาสมุทรหย่งเหิงกลับมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวลอยมา ประตูผีบานนั้นระเบิดออกทันควัน และเงาร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนก็กระโจนพรวดออกมาจากด้านใน!
แม้ว่าสภาพจะกระเซอะกระเซิงอยู่บ้าง แต่กลับไร้ร่องรอยความเสียหาย ไม่มีท่าทีว่าจะได้รับบาดเจ็บ เป็นเหตุให้มารดาผีกัดฟันกรอด มือขวาตบถุงเก็บของ ทันใดนั้นข้างกายนางก็มีกระพรวนลูกหนึ่งปรากฏขึ้นมา
กระพรวนลูกนี้เพิ่งจะปรากฏก็ส่งเสียงดังกังวานกึกก้องไปสี่ทิศ ก่อนที่กระดูกของสัตว์ทะเลจำนวนนับไม่ถ้วนที่ตายไปแล้วถูกฝังอยู่ใต้มหาสมุทรหย่งเหิงแห่งนี้มานานไม่รู้กี่ปีจะพากันสั่นสะเทือนทั้งหมด กระดูกแต่ละท่อนคล้ายถูกเรียกขานจึงผุดจากโคลนใต้ทะเลลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ
ทอดสายตามองไกลๆ มหาสมุทรหย่งเหิงแถบนี้ที่มีลูกคลื่นซัดไล่หลังกันเต็มพรืดไปด้วยชิ้นกระดูก!
“กระดูกพิษ!” มารดาผีกัดฟัน เมื่อเสียงดังออกมา กระดูกพวกนั้นก็ระเบิดกระจายกลายเป็นเถ้าอัฐิที่สาดปลิวไปแปดทิศ ปราณแห่งพิษร้ายแรงขุมหนึ่งก็แผ่ไปสี่ทิศเช่นกัน!
“กล้ามเนื้อแข็งแกร่งนักก็ใช้พิษมากัดกร่อนก็แล้วกัน!” มารดาผีแค่นเสียงเย็น มือขวาทำมุทราชี้ไปที่กระพรวน กระพรวนจึงถูกเขย่ารุนแรง และยิ่งสั่นก็ยิ่งเร็วถี่ ส่วนกระดูกที่โผล่ขึ้นมาบนมหาสมุทรหย่งเหิงก็มากขึ้นทุกที
แม้แต่บนผืนแผ่นดินของดินแดนเซียนแห่งที่สามที่ติดอยู่กับริมขอบของมหาสมุทรหย่งเหิงก็ยังเริ่มปริแตก โครงกระดูกหลายโครงบินออกมาแล้วตรงดิ่งมาที่นี่ ก่อนที่พวกมันจะระเบิดโพล๊ะกลายเป็นกระดูกพิษที่ปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน!
“พิษฝังกลบ!” ดวงตาของมารดาผีที่ยืนอยู่กลางอากาศฉายไอสังหารรุนแรง ขณะที่ทำมุทราเปลี่ยนแปลงท่าตราประทับฝ่ามือ กระดูกพิษจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่รอบด้านก็เหมือนกลายมาเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ซึ่งมีมวลน้ำหนัก พวกมันพากันฝังกลบป๋ายเสี่ยวฉุนที่ถูกห้อมล้อมอยู่ด้านในราวกับกลายมาเป็นดิน!
เสียงอึกทึกดังไม่ขาดระยะ เมื่อกระดูกพิษฝังกลบเข้าไปเรื่อยๆ มารดาผีก็หายใจถี่กระชั้นน้อยๆ แค่ลงมือนางก็ใช้ท่าไม้ตายโดยตรง ยามนี้เมื่อเห็นว่าผนึกป๋ายเสี่ยวฉุนไว้ได้อีกครั้ง นางก็ขยับตัวตรงดิ่งเข้าหาท้องฟ้า กางแขนทั้งสองออกกว้าง ปากแผดเสียงร้องคำรามหวีดแหลม
เสียงนี้ดังเกินไปจนกลายมาเป็นคลื่นเสียงที่ทะลวงชั้นเมฆซัดแผ่ไปทั่วทั้งผืนฟ้า ทุกที่ที่คลื่นเสียงดังผ่าน ตะเกียงอมตะแต่ละดวงที่อยู่บนท้องฟ้าก็พลันแหลกสลายไปเป็นแถบๆ เวลาเพียงชั่วพริบตา ตะเกียงอมตะทั้งหมดก็ถูกทำลายย่อยยับ!
ทว่ามารดาผียังไม่ทันได้แสดงสีหน้ายินดี ใบหน้าของนางก็เผือดสีเป็นครั้งแรก หลังจากที่ตะเกียงอมตะบนท้องฟ้าหายไป ปราณขุมหนึ่งที่ทำให้นางตกตะลึงกลับระเบิดออกมาจากรอบๆ เรือกระดูกกิ้งก่าอีกครั้ง!
คราวนี้ดูเหมือนว่าโลกทั้งใบจะกลายมาเป็นโป๊ะตะเกียง แผ่นดินทั้งผืนกลายเป็นเชิงตะเกียง ตะเกียงอมตะ…ยังคงไม่ถูกทำลาย!
“นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร!!” มารดาผีร้องอุทานเสียงหลง อย่าว่าแต่ป๋ายเสี่ยวฉุนที่เป็นว่าที่เทียนจุนเลย ต่อให้เป็นเทียนจุนที่แท้จริง มารดาผีก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถร่ายใช้เวทแห่งเต๋าอันน่ากริ่งเกรงได้ติดต่อกันขนาดนี้
ขณะที่จิตวิญญาณของมารดาผีสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง กระดูกพิษลักษณะคล้ายดินโคลนที่อยู่เบื้องล่างก็พลันมีเสียงกัมปนาทระเบิดดังออกมา ก่อนที่เงาร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนจะก้าวออกมาทีละก้าว
สภาพยังคงดูไม่ได้เช่นเดิม ทว่าก็ยัง…ไร้รอยขีดข่วนเช่นเดิม!
“มารดาผี ข้าผิดหวังในตัวเจ้ายิ่งนัก” ป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่ยเนิบช้า
มารดาผีจ้องเขม็งไปที่ป๋ายเสี่ยวฉุน หน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง นางล้มเลิกความคิดที่จะทำลายตะเกียงอมตะนี้แล้ว สำหรับตะเกียงอมตะที่มีโลกเป็นพื้นฐานนี้ นางรู้ดีว่าหากตนยังอยู่ในเรือรบและควบคุมมันก็นับว่ายังดี ทว่าหากคิดจะทำลายมันทั้งที่ตัวอยู่ข้างนอก คงมิอาจทำได้สำเร็จในช่วงเวลาสั้นๆ
ด้วยความแค้นเคือง จิตสังหารที่นางมีต่อป๋ายเสี่ยวฉุนจึงยิ่งรุนแรงมากกว่าเดิม
“นึกจริงๆ หรือว่าตัวข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้ ข้าก็แค่ไม่อยากสร้างเรื่องครึกโครมเกินเหตุจนไปดึงดูดความสนใจจากเทียนจุนคนอื่นๆ ก็เท่านั้น!” ดวงตาของมารดาผีฉายความเด็ดเดี่ยว ยกมือขวาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาเปล่งประกายดำมืด หากมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่าส่วนลึกในดวงตาของนางมีเงาผีมีจำนวนนับไม่ถ้วนแล่นวูบวาบ
“ขอบเขตเทียนจุนสามารถสร้างเมล็ดพันธ์แห่งเต๋า เมล็ดพันธ์แห่งเต๋าแฝงเร้นไว้ด้วยความคิดแห่งโลก…ข้าจะให้เจ้าได้เห็นว่าอะไรที่เรียกว่าวิชาแห่งเต๋าของเทียนจุน!” มือซ้ายของมารดาพลันกดลง ก่อนจะเอื้อมคว้าไปจับป๋ายเสี่ยวฉุนผ่านอากาศ!
โลกทั้งใบพลันสั่นสะเทือน โดยเฉพาะดินแดนเซียนแห่งที่สามของราชวงศ์จักรพรรดิแสที่ยิ่งเป็นเช่นนี้ บัดนี้ดวงตาของนักพรต คนธรรมดา ปวงประชาของราชวงศ์จักรพรรดิแสที่อยู่ในทุกเขตการปกครอง ทุกจังหวัดและทุกนครต่างก็ฉายความเลื่อนลอย แต่ละคนกลับ…ยกมือซ้ายของตัวเองขึ้นอย่างไร้จิตสำนึก ก่อนจะเอื้อมคว้าช้าๆ มายังทิศทางของมหาสมุทรหย่งเหิงที่ป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่!
อีกทั้งบัดนี้ บุพกาลเพียงคนเดียวในราชวงศ์จักรพรรดิแส ซึ่งก็คือจักรพรรดิแสองค์ปัจจุบันที่เดิมทียังนั่งเข้าฌาน จู่ๆ กลับลืมตาโพลง ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น ยังมีเทียนจุนอีกห้าคนในนครจักรพรรดิแสที่ไม่ว่าจะกำลังทำอะไร นาทีนี้ก็ล้วนพากันหน้าเปลี่ยนสีไปหมด
“มีคนกำลังใช้เวทเทียนจุน!!”
“ปราณนี้…คือมารดาผี!”
ขณะที่ราชวงศ์จักรพรรดิแสกำลังครึกโครม ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็หน้าเปลี่ยนสี ลมหายใจถี่ระรัว ก่อนหน้านี้เขายังใคร่ครวญว่าขอบเขตเทียนจุนเหมือนจะไม่มีอะไรต่างจากครึ่งเทพนัก เพียงแค่เปลี่ยนจากห้าสิบเก้าเป็นร้อยเก้าเท่านั้น
ทว่าบัดนี้ความคิดของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เขาสัมผัสได้ว่ารอบกายตนมีมือจำนวนนับไม่ถ้วนที่…มองไม่เห็นแต่กลับสัมผัสได้!
มือมากมายเหล่านี้ล้วนคว้าจับมาที่ร่างของตน ราวกับว่าทุกสรรพชีวิตที่อยู่ในดินแดนเซียนแห่งที่สามของราชวงศ์จักรพรรดิแสล้วนกำลังช่วยกันออกแรง
ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็มิอาจต่อต้านได้
ร่างของเขาพลันตรงดิ่งเข้าหามารดาผีอย่างที่มิอาจควบคุม! ขณะเดียวกันภาพนี้ก็ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกคุ้นเคยไม่น้อย…
“เดิมทีไม่คิดจะทำให้ทุกคนรับรู้กันทั่ว แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็คงได้แต่เอาวิญญาณเจ้ามาชดเชยแทนแล้ว เรือนกายเจ้าไม่ดับสลาย การฟื้นคืนพลังพลิกฟ้าจนน่าตะลึง ถ้าเช่นนั้นก็มาดูกันว่าวิญญาณของเจ้าจะฟื้นตัวและไม่ดับสลายด้วยหรือไม่!”
“เวทวิญญาณวิถีแห่งภูตผี!” มารดาผีเอ่ยเน้นย้ำทีละคำ วินาทีที่ประโยคนี้หลุดออกมาจากปาก มือซ้ายของนางก็เปลี่ยนมาเป็นกึ่งโปร่งแสงราวกับว่ากำลังล่องลอยออกจากโลกใบนี้มาคว้าจับกลางกระหม่อมของป๋ายเสี่ยวฉุน
มือนั้นเสมือนจะลอดผ่านกายเนื้อเข้ามาคว้าวิญญาณเทพของเขาเอาไว้!
ทว่าขณะที่มือซ้ายของมารดาผีสัมผัสกับหน้าผากของป๋ายเสี่ยวฉุนและถึงขั้นลอดทะลวงผ่านมาได้แล้ว จู่ๆ ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนกลับโชนแสงคมกริบ เรือนกายที่ถูกควบคุมจนไม่สามารถขยับได้กลับยกมือซ้ายขึ้นคว้า…มือซ้ายของมารดาผี!
และเวลาเดียวกับที่ดวงตาของมารดาผีเผยความตะลึงลาน มือขวาของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เปล่งประกายวูบ กระบี่ใหญ่โลกสายเหนือพลันเผยตัว ก่อนที่เขาจะตวัดกระบี่ฟันเข้าใส่มือซ้ายของมารดาผีอย่างแรง…โดยไม่ลังเล!
“ข้ารอมือซ้ายนี้ของเจ้ามานานมากแล้ว!”
“กงซุนหว่านเอ๋อร์ จงตื่น!!”