บทที่ 1079 จักรพรรดิเซิ่ง คือว่าข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่
ก้อนหินนี้เป็นสีดำทมิฬ ใหญ่พอหนึ่งจั้งกว่า เมื่อสิ่งปลูกสร้างหลังนั้นแตกทลาย ก้อนหินนั้นกลับกระแทกม่านแสงเวทอาคมของจักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสออกไป ครั้นจึงดิ่งเข้าหาดินแดนเซียนนิรันดร์กาลทันที
อีกทั้งระหว่างขั้นตอนนี้ ก้อนหินนั่นยังเผาไหม้ตัวเองแผ่อุณหภูมิความร้อนดุเดือดรุนแรง!
ภาพเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะทันหันจนจักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสหน้าเปลี่ยนสี คนทั้งสองวิเคราะห์ได้ทันทีว่าก้อนหินนี้…ไม่ได้มาจากพัดผุพัง แต่มาจาก…ยักษ์ผู้บงการ…ที่อยู่นอกดินแดนเซียนนิรันดร์กาล!
“บัดซบ!” ดวงตาของจักรพรรดิเซิ่งฉายแววร้อนรน สะบัดร่างดิ่งวูบเข้าหาก้อนหินสีดำ จักรพรรดิแสเองก็เดินออกมาหนึ่งก้าว ทั้งระหว่างที่กระโจนตัวออกมามือขวายังทำมุทรากดใส่จักรพรรดิเซิ่งด้วย
เสียงสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นทันควัน ร่างของจักรพรรดิเซิ่งพลันพร่าเลือน เมื่อปรากฏตัวก็ออกห่างไปไกล ใบหน้าเผยความเดือดดาล
“จักรพรรดิแส เจ้าคิดจะทำอะไร!!”
“ทำอะไร? กี่ครั้งกี่คราที่เจ้าและข้าสองคนพยายามงัดผิวหนังบนร่างยักษ์ผู้บงการออกมาเพื่ออนุมานหาความลับในการเลื่อนจากบุพกาลสู่ผู้บงการ วันนี้โอกาสมาถึงแล้ว มีหรือที่ข้าจะยอมยกมันให้เจ้า!” จักรพรรดิแสหัวเราะเสียงเย็น ครั้นจึงทะยานเข้าหาหินดำทันควัน
ดวงตาของจักรพรรดิเซิ่งฉายไอสังหาร ก่อนจะกระโจนออกไปเช่นเดียวกัน และไม่นานคนทั้งสองที่อยู่กลางท้องฟ้าก็ร่ายใช้เวทคาถาของใครของมัน เสียงแห่งการต่อสู้ดังดุเดือด
ส่วนหินสีดำก้อนนั้นก็ยิ่งแล่นฉิวไปอย่างรวดเร็วจนขยับเข้าใกล้ผืนแผ่นดิน อีกทั้งบนร่างของมันยังมีรอยปริแตกเกิดขึ้น ก่อนที่ของเหลวบางส่วนจะผุดซึมออกมา ทั้งยังเหมือนจะได้ยินเสียงร้องคำรามดังมาจากในก้อนหินได้แว่วๆ!
ไม่นานเมื่อเสียงตูมดังสะเทือนเลือนลั่น มันก็กระแทกชนลงบนผิวมหาสมุทรหย่งเหิงจนคลื่นลูกยักษ์โถมเทียมฟ้า ส่วนมันก็จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งมหาสมุทร
เวลาเดียวกันทั้งจักรพรรดิแสและจักรพรรดิเซิ่งต่างก็กระโดดลงไปในทะเลอย่างไม่มีลังเล พริบตาเดียวตลอดทั้งมหาสมุทรหย่งเหิงก็มีแต่เสียงฟ้าสนั่นแผ่นดินสะเทือนระเบิดเป็นระลอกต่อเนื่อง คลื่นยักษ์ของมหาสมุทรโถมตัวซัดไล่หลังกันลูกแล้วลูกเล่า แรงปะทะดุเดือดจนแม้แต่แผ่นดินของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลก็ยังสั่นไหวตามไปด้วย
ยังดีที่เหตุการณ์นี้ดำรงอยู่ไม่นานนัก เมื่อจักรพรรดิแสและจักรพรรดิเซิ่งทะยานขึ้นสู่เหนือน้ำด้วยสีหน้าที่ไม่น่ามองสุดขีด
คนทั้งคู่ก็มองหน้ากันด้วยดวงตาที่ไม่อำพรางจิตสังหาร
“จักรพรรดิเซิ่ง เรื่องนี้…เจ้าต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้าผู้เป็นจักรพรรดิ!”
“มันหนีไปได้แล้ว เรื่องนี้ควรเป็นเจ้าต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ!” คนทั้งสองมองตากันด้วยสายตาเย็นเยียบ หลายอึดใจ ต่างคนที่ต่างไม่พูดอะไรก็ก้าวออกมาหนึ่งก้าว ไปจากมหาสมุทรหย่งเหิงกลับดินแดนเซียนของตัวเอง
เพิ่งจะกลับมาถึง ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเซิ่งหรือจักรพรรดิแสต่างก็เริ่มค้นหาไปทั่วดินแดนเซียนในพื้นที่การปกครองของตัวเองทันที
ส่วนเรื่องที่ว่าค้นหาอะไร นอกจากพวกเขาสองคนแล้วก็ไม่มีใครรู้เรื่องอีก เพราะแทบจะไม่มีใครได้เห็นหินอุกกาบาตสีดำนั้นเลย เนื่องจากปราณที่แผ่ออกมาจากในซากพัดซึ่งไปติดคาอยู่บนมือใหญ่ของยักษ์บนท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องนั้นได้ดึงดูดความสนใจจากเทียนจุนและครึ่งเทพทุกคนไปหมดแล้ว!
“ว่ากันว่าในปีนั้นราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งถูกราชวงศ์จักรพรรดิแสเล่นงานจนตกอยู่ในอันตรายและเกือบจะถูกฆ่าล้างไปแล้ว แต่ที่จักรพรรดิเซิ่งสามารถฝ่าทะลุขั้นกลายมาเป็นบุพกาลคนแรกได้ก็เพราะค้นพบตำหนักใหญ่หลังหนึ่งที่ล่องลอยอยู่ในทางช้างเผือกมานานไม่รู้กี่ปีแล้ว!”
“ไม่มีใครรู้ว่าเขาค้นพบอะไรในตำหนักใหญ่หลังนั้น แต่พอออกมาเขาก็เลื่อนขั้นเป็นบุพกาล!”
“ข้าเคยอ่านบันทึกในคัมภีร์โบราณ นับตั้งแต่ที่ดินแดนเซียนนิรันดร์กาลมีประวัติศาสตร์มา ทุกๆ ระยะเวลาประมาณหนึ่งหมื่นปีจะมีซากปรักหักพังจากนอกโลกบินผ่านมาที่นี่ บ้างก็ถูกดินแดนเซียนนิรันดร์กาลชักนำลงมา บ้างก็กลายมาเป็นโชควาสนาอันน่าตะลึงของนักพรตอย่างเราๆ!”
ครึ่งเดือนต่อมา สองราชวงศ์ใหญ่ทั่วทั้งดินแดนเซียนนิรันดร์กาลต่างวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างออกรส ในใจของนักพรตจำนวนนับไม่ถ้วนเกิดความกระตือรือร้นอย่างเร่าร้อน เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาอยากครอบครองซากพัดที่อยู่บนท้องฟ้า
ครึ่งเทพก็ดี เทียนจุนก็ช่าง ทุกคนล้วนพิสูจน์แล้วว่าบางทีปราณบุพกาลที่เหลืออีกไม่มากบนซากพัดเล่มนั้น
…อาจจะมีโชควาสนาที่ทำให้พวกเขาได้เลื่อนขั้นเป็นบุพกาลหลงเหลืออยู่!
ครึ่งเดือนมานี้ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็มองสังเกตซากพัดบนท้องฟ้าอยู่หลายครั้ง แล้วก็ได้ยินบทสนทนาของคนมากมาย ทั้งยังอาศัยตบะเทียนจุนของตัวเองไปตามหาคัมภีร์โบราณบางเล่มที่ก่อนหน้านี้เขาไม่มีสิทธิ์ได้อ่าน
“ตำนานเล่ากันว่า ยักษ์ผู้บงการที่อยู่บนท้องฟ้าด้านนอกผู้นั้นทำลายจักรวาลทั้งใบ…”
“แล้วก็เพราะการทำลายล้างของเขา ท้องฟ้ามวลดาราถึงได้มืดมิด หมื่นดินแดนสูญสิ้น ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เหลืออยู่ เหลือเพียงซากปรักหักพังและเศษซากชิ้นส่วนที่แหลกละเอียดเป็นผุยผง…”
“ซากปรักหักพังพวกนี้จะลอยเข้ามาใกล้ดินแดนเซียนนิรันดร์กาลบ้างในบางครั้ง…แม้จะมีไม่มาก แต่ทุกครั้งที่มันลอยมาก็จะต้องกลายมาเป็นโชควาสนาของนักพรตที่อยู่ในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลเสมอ!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนวางแผ่นหยกที่อยู่ในมือลง หลังจากสรุปทุกเรื่องที่ตัวเองทำความเข้าใจมาได้ เขาที่เริ่มวิเคราะห์ได้ถึงการมาเยือนของซากพัดก็พลันตื่นเต้น
“ปราณบุพกาล…สมบัติล้ำค่าแห่งโลกที่เป็นซากชิ้นส่วน!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนหวั่นไหว ขณะเดียวกันก็ร้อนใจ นั่นก็เพราะพัดเล่มนั้นไม่ได้อยู่นิ่งมั่นคง แต่ส่ายไหวจะร่วงมิร่วงแหล่ ใครก็มองออกว่าอีกไม่นานเท่าไรมันย่อมต้องหลุดออกไปจากมือของยักษ์ผู้บงการแล้วลอยไปตามท้องฟ้ามากหมู่ดาวต่อไป!
แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมจักรพรรดิเซิ่งกับจักรพรรดิแสถึงได้ไม่มีความคิดที่จะเก็บพัดเล่มนั้นเอาไว้ แล้วก็ไม่ได้ออกคำสั่งให้คนอื่นไปแสวงหาโชควาสนาของตัวเองบนซากพัดเล่มนั้น และเมื่อไม่มีความช่วยเหลือจากพวกเขา ต่อให้เป็นเทียนจุนก็ไม่มีทางบินไปถึงพัดเล่มนั้นได้!
ที่ทำให้เหล่าเทียนจุนของสองราชวงศ์เริ่มฉงนสนเท่ห์ก็คือครึ่งเดือนมานี้ ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเซิ่งหรือจักรพรรดิแสต่างก็ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
ยังดีที่เหตุการณ์นี้ไม่ได้ดำรงอยู่นานนัก เพราะหลังจากผ่านไปได้อีกหลายวัน จู่ๆ จักรพรรดิเซิ่งที่หายตัวไปก็กลับมา อีกทั้งชั่วขณะที่เขากลับมายังกวาดอำนาจจิตไปทั่วนครจักรพรรดิเซิ่งแล้วเรียกให้เหล่าชนชั้นสูงทั้งหมดไปเข้าเฝ้าโดยด่วน
มองจากสีหน้าดูไม่ออกว่าเขาคิดอย่างไร เพียงแต่พยับเมฆที่ลอยอึมครึมอยู่ในดวงตาของเขากลับทำให้พวกนักพรตที่เร่งร้อนเข้าวังพากันกระวนกระวายใจ
ต่อให้เป็นป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังเริ่มระวังตัว หลังจากใคร่ครวญดูแล้วรู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมานี้ตนไม่น่าจะสร้างเรื่องให้อะไรให้คนอื่นขุ่นข้องหมองใจ เขาถึงพอจะวางใจลงได้บ้างเล็กน้อย
จักรพรรดิเซิ่งที่ยืนมองทุกคนด้วยสายตาเย็นชาอยู่หน้าบัลลังก์มังกรเวลานี้ไม่เหลือความอ่อนโยนเฉกเช่นเวลาปกติที่มักจะแสร้งอีกทำต่อไป ราวกับว่าหน้ากากแห่งความเมตตาถูกกระชากทิ้ง เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง ดวงตาทั้งคู่ของเขาแฝงแววเยียบเย็น ตบะทั้งร่างแผ่ออกมาจนกลายเป็นพลานุภาพสยบที่ทำให้ทั้งวังหลวงตกอยู่ท่ามกลางความกดดัน
ต่อให้เป็นพวกกู่เทียนจวินสามคนก็ยังใจหายวาบ หลังจากหันมามองหน้ากันแต่ละคนก็ยืนก้มหน้าก้มตานิ่ง
วังหลวงเงียบสงัดอยู่เนิ่นนาน จักรพรรดิเซิ่งก้มหน้าลงมองทุกคนที่อยู่เบื้องล่าง ในสมองก็มีภาพเหตุการณ์ตลอดครึ่งเดือนมานี้ที่ตนใช้ทุกวิถึทาง แต่ก็ยังไม่พบเบาะแสใดๆ
ส่วนซากพัดที่อยู่บนท้องฟ้านั้น มองดูเหมือนจะเป็นโชควาสนาอย่างหนึ่ง แต่ด้านหนึ่งก็เพราะมันดึงดูดเขาได้ไม่มากพอ อีกด้านหนึ่งก็เพราะเรื่องของก้อนหินสีดำทำให้ในใจของเขาเกิดลางสังหรณ์ร้าย สัญชาตญาณจึงทำให้เขาไม่คิดจะขยับเข้าไปใกล้มันอีก
แต่ว่าการตรวจสอบที่จำเป็นก็ยังต้องเกิดขึ้น จุดประสงค์ในการเรียกรวมทุกครั้งหลังจากกลับมาในครั้งนี้ก็คือต้องการส่งตัวเหล่านักพรตใต้การปกคองของตนให้ไปสืบความที่ซากพัดให้กระจ่างชัด!
“กู่เทียนจวิน ซือหม่าอวิ่นหัว” ครู่หนึ่งจักรพรรดิเซิ่งก็พลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เมื่อเสียงของเขาดังก้องอยู่ในวังหลวง คนทั้งสองก็รีบเดินออกมาถวายบังคมจักรพรรดิเซิ่งทันที
“รบกวนเทียนจุนทั้งสองท่านไปดูที่ซากพัดบนท้องฟ้าสักหน่อย หากมีโชควาสนาก็ย่อมเป็นโอกาสของท่านทั้งสอง” เมื่อจบคำพูดของเขา กู่เทียนจวินและนักพรตวัยกลางคนสายบุ๋นผู้นั้นพลันเงยหน้ามองจักรพรรดิเซิ่ง พร้อมๆ กับที่ในหัวสมองของพวกเขายังมีคำพูดของจักรพรรดิเซิ่งดังก้องต่อเนื่อง
“ขณะเดียวกันก็ช่วยเป็นตัวแทนข้าผู้เป็นจักรพรรดิไปตรวจดูว่าระหว่างซากพัดเล่มนี้กับยักษ์ผู้บงการมีความเกี่ยวข้องอะไรกันหรือไม่! เพราะก้อนหน้านี้มีก้อนหินก้อนหนึ่งที่คล้ายจะเป็นเลือดเนื้อของยักษ์ผู้บงการหลุดเข้ามาในมหาสมุทรหย่งเหิงแล้วอันตรธานหายไป”
ยามที่ข้อความเสียงนี้ดังเข้าไปในจิตวิญญาณของกู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัว สีหน้าของพวกเขาพลันเปลี่ยนมาเป็นเครียดขรึม
ป๋ายเสี่ยวฉุนมองภาพทุกอย่างนี้ด้วยใจที่เริ่มระแวง แม้เขาจะไม่รู้ว่าจักรพรรดิเซิ่งส่งข้อความเสียงอะไรให้กู่เทียนจวินสองคน แต่เขากลับมีลางสังหรณ์อย่างแรงกล้าว่าซากพัดนั่น…เหมือนจะผิดปกติ
ขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังใคร่ครวญ จักรพรรดิเซิ่งก็เอ่ยเรียกต้าจุนครึ่งเทพอีกหลายคนให้เข้าร่วมการดำเนินการครั้งนี้พร้อมกับกู่เทียนจวินสองคน มาถึงท้ายที่สุดสายตาของจักรพรรดิเซิ่งพลันหันขวับไปมองป๋ายเสี่ยวฉุนที่หลบอยู่ในกลุ่มคน หลังจากนึกถึงเหตุการณ์เลวร้ายในนครจักรพรรดิเซิ่งที่เกิดจากฝีมือของไอ้หมอนี่ แล้วก็นึกถึงเรื่องที่ขุนนางทั้งราชสำนักถวายฎีกาเมื่อครึ่งเดือนกว่าก่อนหน้านี้
จักรพรรดิเซิ่งก็แค่นเสียงเย็นอยู่ในใจแล้วเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“เจ้าพระยาทงเทียนเลื่อนขั้นเป็นเทียนจุน แต่งตั้งให้เป็นราชาทงเทียน แล้วก็ควรเข้าร่วมกับภารกิจครั้งนี้ด้วย”
“ฝ่าบาท คือว่า ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย…” ป๋ายเสี่ยวฉุนใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม หากเป็นก่อนหน้านี้เขาย่อมต้องหวั่นไหวแน่นอน แต่ตอนนี้จู่ๆ กลับรู้สึกสังหรณ์ไม่ดี จึงเตรียมจะปฏิเสธ ทว่าจักรพรรดิเซิ่งกลับหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในตำหนักด้านหลังเสียแล้ว
“เอาตามนี้! อีกสามวันมาที่วังหลวง ข้าผู้เป็นจักรพรรดิจะส่งตัวพวกเจ้าไปเอง!” ก่อนจะจากไป น้ำเสียงยืนกรานที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธของจักรพรรดิเซิ่งดังก้องไปแปดทิศ