บทที่ 1078 ซากพัดชนกระแทก
หากยืนอยู่ในทางช้างเผือกแล้วทอดสายตามองไปไกลๆ ก็ต้องเห็นได้ว่ากลางท้องฟ้ามีดาวตกดวงหนึ่งที่คล้ายเปลวเพลิงโชติช่วงซึ่งพกพาเอาพลังอำนาจสะท้านฟ้าสะเทือนปฐพี แผ่ปราณน่าหวาดกลัวกำลังพุ่งทะยานเข้ามา!
ความเร็วนั้นมากจนเกินจะจินตนาการ!
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้การเลื่อนขั้นเป็นเทียนจุนของป๋ายเสี่ยวฉุนส่งผลกระทบกับวิถีโคจรของพัดผุพังเล่มนี้ ทว่าพัดนี่ไม่ได้จะพุ่งเข้าชนดินแดนเซียนนิรันดร์กาล อีกทั้งความเร็วและปราณที่มันแผ่ออกมาก็ไม่ได้น่าหวาดหวั่นขนาดนี้ ซ้ำระยะห่างยังไกลมากจนผู้แข็งแกร่งบุพกาลสองท่านอย่างจักรพรรดิแสและจักรพรรดิเซิ่งต่างก็สัมผัสไม่ถึง ถ้าเช่นนั้นตอนนี้…
เมื่อปราณอันน่ากริ่งเกรงแผ่ขยายออกมา เมื่อความเร็วระเบิดปะทุรุนแรง เมื่อวิถีวงโคจรที่พุ่งเป้ามาอย่างชัดเจน วิกฤตที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทุกอย่างนี้พลันสร้างอิทธิพลต่อดินแดนเซียนนิรันดร์กาลในชั่วพริบตา ซึ่งจุดแรกที่เกิดความผิดปกติก็คือมหาสมุทรหย่งเหิง!
ราวกับกระแสน้ำขึ้นถูกชักน้ำ มหาสมุทรหย่งเหิงที่กว้างใหญ่ไพศาลจึงมีคลื่นลูกยักษ์โถมตัวขึ้นสูงกะทันหัน เสียงเกริกก้องดังสะท้อนไปสี่ทิศ ขณะเดียวกันน้ำทะเลที่ฟุ้งกระจายราวไอหมอกปริมาณมหาศาลก็พุ่งเข้าใส่ดินแดนเซียนอันเป็นที่ตั้งของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งและราชวงศ์จักรพรรดิแสราวคลื่นยักษ์ที่กระแทกชนเข้าอย่างจัง
และขณะที่ทุกชีวิตบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลรู้สึกบีบคั้นในหัวใจอย่างรุนแรงนั้นเอง แทบจะเวลาเดียวกันกับที่จักรพรรดิเซิ่งทะยานตัวไปบนท้องฟ้า
กู่เทียนจวินสามคนแห่งราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งก็ใจสั่นอย่างบ้าคลั่ง เงยหน้าขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
ต่อให้เป็นป๋ายเสี่ยวฉุนที่เพิ่งฝ่าทะลุขั้นและสร้างความคิดแห่งอดีตซึ่งกำลังลุกขึ้นยืน เตรียมจะเดินออกไปจากวิหารเซียนก็ยังสะท้านเฮือกขึ้นมาทั้งร่าง เขาพลันรู้สึกกดดันหนักอึ้ง ความรู้สึกถึงวิกฤตอันตรายที่ทำให้คนขนลุกขนชันเกินบรรยายระเบิดปะทุ!
“วิกฤตนี้ มาจากท้องฟ้า!” ป๋ายเสี่ยวฉุนพุ่งขึ้นไปปรากฏตัวกลางอากาศทันที ครั้นจึงเงยหน้ามองท้องฟ้าไม่ต่างจากคนอื่นๆ!
ไม่เพียงแต่ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ บัดนี้ในนครจักรพรรดิแสของราชวงศ์จักรพรรดิแส จักรพรรดิแสที่มีตบะเป็นบุพกาลก็ตัวสั่นเทิ้ม หลังจากมาปรากฏตัวอยู่กลางอากาศเหนือนครหลวง เขาก็เดินออกมาหนึ่งก้าว กระโจนขึ้นไปยังสุดขอบฟ้าเช่นกัน
หลังจากที่จักรพรรดิแสจากไป กลางอากาศก็มีเงาร่างสี่เงาเผยกาย นอกจากมารดาผีและเทียนจุนอีกคนหนึ่งที่ไม่อยู่ในนครจักรพรรดิแสแล้ว เทียนจุนคนที่เหลือล้วนมากันครบแล้วก็มองไปยังท้องฟ้าด้วยสีหน้าเหลือเชื่อดุจเดียวกัน
การจากไปอย่างเคร่งเครียดของจักรพรรดิทั้งสองท่านและเหล่าเทียนจุนทำให้นักพรตคนอื่นๆ ที่อยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่งและนครจักรพรรดิแสต่างกระวนกระวายใจ และขณะที่ความไม่สบายใจนี้รุนแรงมากขึ้นทุกขณะ จู่ๆ เสียงสูดหายใจดังเฮือกก็ดังเอ็ดอึง
“นั่น…นั่นมัน…”
“นั่นมันอะไร!!”
ชั่วขณะที่เสียงฮือฮาดังระงม คนส่วนใหญ่บนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลต่างก็หันไปเห็นว่าท้องฟ้าจุดที่ห่างไปไกลมีดาวตกดวงหนึ่งพุ่งมาหาดินแดนเซียนนิรันดร์กาลด้วยความเร็วที่เห็นชัดได้ด้วยตาเปล่า ความเร็วนั้นอาจมองดูเหมือนเชื่องช้าเพราะระยะทางห่างกันเกินไปแต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับเร็วจนใครก็จินตนาการไม่ถึง
และเวลานี้จักรพรรดิเซิ่งกับจักรพรรดิแสที่เคลื่อนตัวมาถึงปลายทางของท้องฟ้าหรือแทบจะเรียกได้ว่ายืนอยู่กลางห้วงอวกาศต่างก็สัมผัสได้ชัดเจนยิ่งกว่าผู้ใด ทั้งยังเห็นด้วยว่าเนื่องจากประกายแสงที่ท่วมโชนอยู่รอบด้าน พัดผุพังเล่มนี้จึงคล้ายกำลังร่ายใช้วิชาอภินิหารบางอย่างหายตัวมาในเสี้ยววินาที ซึ่งอย่างมากที่สุดอีกสิบกว่าลมหายใจคงชนเข้ามาแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเซิ่งหรือจักรพรรดิแสที่พอเห็นดาวตกดวงนี้ก็ตระหนักได้ทันทีว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ความเร็วระดับนี้…ต่อให้เป็นพวกเขาก็ยังไม่สามารถสกัดกั้นไว้ได้!
ทว่าสีหน้าของคนทั้งสองกลับโล่งใจเหมือนกัน เนื่องจากความต่างทางตบะ คนอื่นจึงมองสายสนกลในไม่ออก ทว่าพวกเขาสองคนล้วนแน่ใจแล้วว่าวิถีของดาวตกดวงนี้จะไม่มีทางชนเข้ากับดินแดนเซียนนิรันดร์กาล แต่จะชนใส่ร่างของยักษ์ผู้บงการตนนั้น
ขณะเดียวกันยิ่งดาวตกขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเท่าไหร่ ใจของจักรพรรดิทั้งสองก็ยิ่งสงบนิ่งมากขึ้นเท่านั้น นั่นเป็นเพราะว่าแม้ปราณที่มาจากดาวตกดวงนี้จะมองดูแล้วแกร่งกร้าว ทว่าก็แค่สำหรับคนอื่นเท่านั้น เพราะในความรู้สึกของพวกเขา ซากพัดที่ขยับเข้ามาใกล้นี้แผ่ปราณแค่ขั้นบุพกาลเท่านั้น
แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดจะจากไป ยังยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดคิด เพียงแต่ว่าความระแวดระวังที่มีต่อกันและกันกลับยังคงไม่น้อยลง
“แม้ขนาดจะใหญ่โต แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นแค่ซากสมบัติของบุพกาลชิ้นหนึ่งเท่านั้น มิอาจสั่นคลอนรากฐานของข้าได้ แต่ในเมื่อมาแล้ว ครั้งนี้ข้าก็ต้องได้จำนวนรายชื่อหกชื่อ!” จักรพรรดิแสพูดน้ำเสียงอึมครึมพลางหันไปมองจักรพรรดิเซิ่งที่อยู่ข้างกันด้วยสายตาที่แฝงความเยียบเย็น
“ดินแดนเซียนนิรันดร์กาลของเราไม่เจอซากสมบัติที่ล่องลอยตามทางช้างเผือกมานานมากแล้ว ครั้งนี้หากไม่เป็นเพราะป๋ายเสี่ยวฉุนเลื่อนขั้นเป็นเทียนจุนจึงสร้างน้ำวนปราณวิญญาณมาดึงดูดมัน เกรงว่าซากสมบัติชิ้นนี้ก็คงไม่มาเยือน
คุณความชอบนี้เป็นของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งข้า แล้วมีหรือที่ข้าจะยอมให้จำนวนรายชื่อกับเจ้าถึงหกชื่อ ไม่มีทาง!” จักรพรรดิเซิ่งอมยิ้มน้อยๆ เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาเย็นชาของจักรพรรดิแส เขายังคงความอ่อนโยนเอาไว้ดุจเดิม ทว่าคำพูดกลับไม่ยอมถอยให้แม้แต่น้อย
จักรพรรดิแสหัวเราะหยัน ไม่ได้สนใจจักรพรรดิเซิ่ง เพียงหันไปมองซากพัดที่กำลังขยับเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว พอขยับเข้ามาใกล้ดินแดนเซียนนิรันดร์กาลและยิ่งแผ่พลานุภาพน่าครั่นคร้ามก็ดูเหมือนว่าความเร็วของพัดเล่มนี้จะยิ่งถูกกระตุ้นจนแทบจะกลายมาเป็นภาพติดตาภาพหนึ่ง
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่มาอยู่ที่นี่ย่อมไม่สามารถทนรับความบีบคั้นเช่นนี้ได้ไหว อาจถึงขั้นดับสูญทั้งกายและจิตก็เป็นได้ และก็มีเพียงแค่จักรพรรดิบุพกาลสองท่านนี้เท่านั้นที่ถึงจะสามารถมายืนอยู่ที่นี่ คอยจับตามองการขยับเข้ามาใกล้ของซากพัดนอกโลกเล่มนี้แบบไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป
พัดยิ่งขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ …
ไม่กี่อึดใจต่อมา เมื่อซากพัดชนโครมเข้ากับมือขวาที่ใหญ่พอๆ กับแผ่นดินผืนหนึ่งของยักษ์ผู้บงการ เสียงกัมปนาทเขย่าคลอนนภากาศก็พลันก้องกังวานไปทั้งดินแดนเซียนนิรันดร์กาล!!
เสียงกัมปนาทนี้ดังเกินอสนีบาต ดังราวกับเป็นเสียงของโลกที่ถล่มทลายอย่างไรอย่างนั้น เมื่อก้องสะท้อนอยู่ในดินแดนเซียนทั้งห้าก็ชักนำให้คลื่นยักษ์โถมตัวขึ้นบนทะเล แก้วหูทุกคนสั่นสะเทือนเจ็บร้าว ขณะเดียวกันแผ่นดินทั้งผืนก็โยกไหว
ป๋ายเสี่ยวฉุนกลั้นลมหายใจ แม้หูจะยังมีเสียงอื้ออึงดังไม่หยุด แต่เขาก็ยังคงยืนอยู่บนท้องฟ้าจ้องมองซากพัดที่ใหญ่พอๆ กับผืนปฐพีซึ่งเวลานี้ติดชะงักอยู่บนมือขวาที่ยกขึ้นของยักษ์ผู้บงการทั้งยังดีดสั่นจะร่วงไม่ร่วงแหล่…ตาไม่กะพริบ!
เขาสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่าในซากพัดเล่มนี้มีปราณที่หลุดพ้นไปจากโลกียวิสัยขุมหนึ่งกำลังแผ่กระจายมายังดินแดนเซียนนิรันดร์กาล และเมื่อแต่ละชีวิตสัมผัสได้ถึงปราณขุมนั้น ความกดดันก็ยิ่งเพิ่มพูน ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับผู้แข็งแกร่งขอบเขตบุพกาลเฉกเช่นจักรพรรดิเซิ่ง
“นี่คือ…” ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าหนึ่งที ในใจพอจะวิเคราะห์คำตอบได้บ้างแล้ว ขณะเดียวกันพวกกู่เทียนจวินสามคนที่อยู่ห่างไปไม่ไกลก็กำลังสะท้านสะเทือน จ้องซากพัดเขม็ง ในใจมีพายุหมุนคว้างไม่หยุด
“สมบัติอาคมของบุพกาล…”
“ปราณนี้…น่าจะเป็นปราณของเซียนก่อนหน้าที่จะดับสูญซึ่งมีบันทึกเอาไว้ในคัมภีร์!!”
บัดนี้ไม่เพียงแต่ในใจของพวกกู่เทียนจวินสามคนเท่านั้นที่สั่นคลอน เทียนจุนหลายคนในราชวงศ์จักรพรรดิแสก็เป็นดุจเดียวกัน แม้แต่กงซุนหว่านเอ๋อร์ที่อยู่ข้างนอกก็ยังแสดงความสนใจ
นอกจากเทียนจุนแล้ว ครึ่งเทพบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลก็กระตือรือร้นกันสุดขีด แต่ละคนจ้องไปยังซากพัดใหญ่ยักษ์เขม็ง มองภาพบนพัดไม่สมประกอบที่คล้ายจะเป็นภาพของภูเขาแม่น้ำลำธาร ในใจของแต่ละคนก็ยิ่งกระเหี้ยนกระหือรือ
ขณะเดียวกันเมื่อซากพัดพุ่งเข้ามาชน จุดที่ด้านหน้าพัดและมือใหญ่ปะทะกันก็แหลกลาญลงไปไม่น้อย และดูเหมือนว่ามือใหญ่ที่ไม่เคลื่อนขยับจะไร้ความเสียหาย มีเพียงตัวของพัดที่ถูกชนเท่านั้นที่พังทลาย เป็นเหตุให้มีเศษหินจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงกราวลงมา เศษหินส่วนหนึ่งลอยคลุ้งไปกลางท้องฟ้า แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่สาดกระเซ็นลงมายังดินแดนเซียนนิรันดร์กาล
มองไปไกลๆ จำนวนของเศษซากพวกนั้นน่าจะมีมากนับล้านชิ้น แต่ละชิ้นแฝงเร้นไว้ด้วยพลังอันน่าตื่นตกใจ คล้ายดาวตกล้านดวงที่พุ่งลงมาพร้อมเพรียงกัน
และเวลานี้เอง จักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสสองคนก็รีบลงมือทันที เพราะว่าอยู่ห่างไกลเกินไปจึงมองไม่เห็นการทำมุทราของคนทั้งสอง เพียงสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลที่ทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสีสองขุมซึ่งได้กลายมาเป็นม่านแสงที่แผ่ปกคลุมไปในเสี้ยววินาที
ม่านแสงหนึ่งเป็นสีม่วงเข้ม อีกม่านหนึ่งมีห้าสีตัดสลับกัน ผ่านที่ใดเศษชิ้นส่วนพวกนั้นก็ระเบิดกลายเป็นเถ้าธุลี ขณะเดียวกันกับที่ลงมือ จักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสก็แผ่อำนาจจิตออกไปปกคลุมซาดพัดมหึมาเพื่อสำรวจด้วยหนึ่งรอบ
พัดนี้ใหญ่เกินไป แม้ว่าตัวพัดจะผุพังเสียหาย ทว่าก็มีพื้นที่บางส่วนที่ไม่ว่าจะเป็นหน้าพัดหรือด้ามพัดก็ล้วนรักษาสภาพสมบูรณ์แบบไว้ได้ค่อนข้างดี และรูปภาพที่อยู่บนพัดเล่มนั้นก็คือภาพของโลกใบหนึ่ง
“คือสมบัติแห่งโลกชิ้นหนึ่ง น่าเสียดายที่ไม่เหลือปราณสักเท่าไหร่ ขณะที่มันล่องลอยมาก็ไม่รู้ว่าพุ่งชนอะไรไปแล้วกี่ครั้ง ต่อให้เป็นวัตถุดิบที่สร้างมันขึ้นมาก็ยังเสียหายจนไม่เหลือมูลค่าแล้ว” จักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสต่างก็ส่ายหน้าอยู่กับตัวเอง แต่กระนั้นก็ยังคงใช้อำนาจจิตกวาดสำรวจอย่างละเอียด
สุดท้ายก็แน่ใจว่าในพัดเล่มนี้ไม่มีปราณของขอบเขตผู้บงการอยู่จริงๆ มีเพียงคลื่นบุพกาลที่เหมือนกับพวกเขา อีกทั้งเนื่องจากการชนก่อนหน้านี้ยังทำให้มันอ่อนกำลังลงจากเดิมไปไม่น้อย หากเป็นอย่างแรกนั่นคือพัดนี้มีปราณของผู้บงการ พวกเขาย่อมต้องหวั่นไหวและคิดจะไปตามหาโชควาสนาจากมันแน่นอน แต่ในเมื่อเป็นอย่างหลัง ทั้งจักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสก็ล้วนไม่สนใจกันสักเท่าไหร่
ทว่าขณะที่พวกเขาเตรียมจะดึงอำนาจจิตที่สำรวจเรียบร้อยกลับมานั้นเอง จู่ๆ ท่ามกลางเศษซากชิ้นส่วนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกม่านแสงอาคมของพวกเขาทำลายกลับมีก้อนหินสีดำคล้ายเนื้อเน่าก้อนหนึ่งบินพรวดออกมาจากสิ่งปลูกสร้างหนึ่งหลังที่กำลังถูกทำลายล้าง!