บทที่ 1077 บทจากโบราณกาล
“ในบทมิวางวายและบทอมตะที่แม้จะไม่ได้แสดงถึงความเกี่ยวข้องกับเรื่องของเวลาอย่างเด่นชัด แต่กลับซ่อนแฝงอยู่ภายใน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ บทที่สามของข้า…” ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำเสียงเบา
“ใช้ความทรงจำในอดีตของข้ามาแปรเปลี่ยนเป็นความคิดแห่งอดีต!”
“ใช้วิถีของข้าในตอนนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นความคิดแห่งปัจจุบัน!”
“ใช้ชะตาชีวิตของข้าในวันข้างหน้ามาแปรเปลี่ยนเป็นความคิดแห่งอนาคต!”
เมื่อสามประโยคนี้ดังออกมา หน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงจากการสูดลมหายใจของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ค่อยๆ ยุบลงแล้วหยุดนิ่ง แววรอคอยในดวงตาของเขายิ่งมีมาก และความเลื่อนลอยก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่มาด้วยความชัดเจนที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
โดยเฉพาะเสียงของเขาที่คล้ายแฝงเร้นไว้ด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์อันมหัศจรรย์บางอย่างซึ่งดังล่องลอยเดี๋ยวชัดเดี๋ยวแผ่วเบา คล้ายดังอยู่ข้างหู แต่ก็คล้ายดังมาจากนอกโลก เหมือนพูดออกมาในตอนนี้ แล้วก็เหมือนเป็นความคิดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และยิ่งคล้ายเสียงที่ดังมาจากในอนาคต
ทั้งยังส่งผลกระทบต่อความว่างเปล่ารอบด้านจนอากาศเกิดรอยปริแตกแล้วก่อตัวขึ้นเป็นน้ำวน ก่อตัวขึ้นเป็นพายุกระหน่ำที่คล้ายจะบดอัดอยู่ทั่วทุกมุมในวิหารเซียน ทว่ากลับ…ไม่มีคลื่นเคลื่อนไหวใดๆ แผ่ออกไปข้างนอก!
ยามนี้หากมีคนนอกอยู่ในวิหารเซียนแล้วได้ยินคำพูดของป๋ายเสี่ยวฉุนต้องสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเวลาที่ผันผ่านไปในวิหารเซียนแห่งนี้คล้ายจะเกิดการบิดเบือนจึงแตกต่างจากโลกภายนอก!
ราวกับว่าอดีต ปัจจุบันและอนาคตสามอย่างนี้ทั้งมาผสานรวมกันได้ถึงระดับหนึ่ง แล้วก็ทั้งเกิดความขัดแย้งกันเองในระดับที่แน่นอนอยู่ในวิหารเซียนแห่งนี้!
พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ให้ความรู้สึกลี้ลับมหัศจรรย์อย่างถึงที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็น่าครั่นคร้ามชวนพรั่นพรึง!
นั่นเป็นเพราะวิชาที่ป๋ายเสี่ยวฉุนสร้างขึ้นมาในเวลานี้เหนือเกินกว่าที่คนอื่นๆ จะจินตนาการได้ถึง ต่อให้ยังเป็นเพียงแค่เค้าโครงแต่ก็มากพอจะทำให้จิตวิญญาณของคนที่รับรู้สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งได้แล้ว
ต้องรู้ว่าต่อให้เป็นเทียนจุนที่แม้จะย้อนห้วงคำนึงกลับไปได้ในชั่วครู่สั้นๆ
ทว่านั่นเป็นเพียงแค่เวทคาถาแห่งเต๋า อีกทั้งเวทคาถาบางอย่างยังต้องใช้พลังของจักรพรรดิบุพกาลในราชวงศ์ที่ตัวเองอยู่อาศัยด้วย ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนกลับ…คลำจนเจอวิถีแห่งกาลเวลาซึ่งเป็นการกำหนดหัวใจสำคัญของวิชาที่เขาสร้างขึ้น!
“ความคิดแห่งอดีต ความคิดแห่งปัจจุบัน ความคิดแห่งอนาคต…เมื่อฝึกทั้งสามความคิดนี้ได้สำเร็จ ก็คือวันที่ข้าฝ่าทะลุขอบเขตเทียนจุน เลื่อนเป็นบุพกาล!”
ตลอดทั้งวิหารเซียนเต็มไปด้วยรอยแตกแปลกพิลึก ลมพายุก็หมุนคว้างอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ซ้ำยิ่งนานก็ยิ่งรุนแรง และเสียงพึมพำแผ่วเบาของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังคงดังก้องอย่างน่าประหลาด
“ชื่อของบทที่สามนี้ใช้ชื่อว่าจากโบราณกาลแล้วกัน บทจากโบราณกาล!”
ชั่วขณะนั้นดวงตาทั้งคู่ของป๋ายเสี่ยวฉุนพลันเปล่งประกายแสงเจิดจ้าคล้ายมีสายฟ้าที่มองไม่เห็นผ่าเปรี้ยงลงมาเสียงดังสนั่นไปแปดทิศ และเหมือนจะนำทุกภาพเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในวิหารเซียนแห่งนี้ผสานรวมเป็นหนึ่ง ซึ่งพอจะมองเห็นได้รำไรว่ามีน้ำวนสีดำขนาดมหึมาลูกหนึ่งก่อตัวขึ้นโดยมีป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นจุดศูนย์กลาง!
ดูเหมือนหลุมดำนี้จะไม่ได้อยู่ในห้วงมิติเดียวกับดินแดนเซียนนิรันดร์กาล และถึงแม้ว่ามันจะกำลังแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อวิหารเซียนแห่งนี้ แม้แต่ใบไม้ต้นหญ้าก็ยังไม่ไหวเอน!
“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป วิชาที่ข้าใช้ฝึกตนจะเป็น…วิชาอมตะมิวางวายจากโบราณกาล!” ป๋ายเสี่ยวฉุนพลันเงยหน้าขึ้นแล้วยกมือขวาขึ้นโบกหนึ่งครั้ง เสียงอสนีบาตดังกัมปนาทอยู่ในกายของเขา นภากาศที่เดิมทีนิ่งสงบกลับเปลี่ยนสี ไม่ว่าจะเป็นพวกคนที่ถวายฎีกาอยู่ในวังหลวงหรือพวกกู่เทียนจวินสามคน หรือแม้แต่จักรพรรดิเซิ่งเองต่างก็พากันเงยหน้าขึ้นมองฉับพลัน
พวกชนชั้นสูงไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่พวกกู่เทียนจวินสามคนกลับตัวสั่นสะท้านกันไปอีกครั้ง ลมหายใจของพวกเขาถี่ระรัว ขณะเดียวกันดวงตาก็ฉายความตื่นตะลึง
“ปราณนี้…ป๋ายเสี่ยวฉุนสร้างวิชาอะไรขึ้นมากันแน่!!”
ชั่วขณะที่พวกเขาสามคนตะลึงพรึงเพริด ดวงตาของจักรพรรดิเซิ่งฉายประกายแสงน่าพรั่นพรึง หัวใจเขาพลันบังเกิดจิตสังหารรุนแรง แม้จะถูกเขาระงับเอาไว้อย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นก็ยังมิอาจสงบใจลงได้
“วิถีแห่งกาลเวลา…”
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนล้วนไม่รับรู้ เพราะเขายังคงจมจ่อมอยู่กับวิชาที่ตัวเองสร้างขึ้นมา แม้จะเงยหน้าขึ้น ทว่าดวงตาที่กระจ่างใสของเขากลับยังคงฉายแววแห่งการคิดอนุมาน
“สามความคิดของจากโบราณกาล ยากที่จะสร้างขึ้นมาสำเร็จได้ในครั้งเดียว ตอนนี้ข้าได้แต่นำอดีตของตัวเอง และความทรงจำที่มีมาตลอดหลายปีนี้มารวมอยู่ในเมล็ดพันธ์แห่งเต๋า ใช้ความทรงจำมาหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธ์แห่งเต๋า เมื่อถึงวันที่พวกมันผสานรวมเป็นหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันถึงจะผลิความคิดแห่งอดีตที่แท้จริงออกมา!”
“การผสานรวมนี้จะทำให้ในเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าของข้ากักเก็บความทรงจำและความยึดมั่นถือมั่นของข้าทั้งหมดเอาไว้ แม้ว่าวันใดวันหนึ่งจิตวิญญาณของข้าอาจแหลกสลาย และข้าไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกต่อไปก็ตาม”
ป๋ายเสี่ยวฉุนคลี่ยิ้ม ก่อนจะหลับตาลง
“ข้าจะไม่ทิ้งเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าของข้าเอาไว้ในมือจักรพรรดิเซิ่งแม้แต่เสี้ยวเดียว และนั่นจะทำให้ข้ามิอาจถูกชุบชีวิตกลับมาได้อีกครั้ง แต่เมื่อมีความคิดแห่งอดีตนี้อยู่ บางที…หากว่ากันในบางระดับ ก็ถือว่าข้าได้ทำให้เต๋าของตัวเองอย่างการดำรงอยู่ไปชั่วนิจนิรันดร์กลายเป็นจริงได้แล้ว”
“แล้วก็เพราะข้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งในโลกทงเทียน จึงเหมือนคนที่ผ่าน
วัฏจักรสังสารมาแล้วหนึ่งครั้ง ถ้าเช่นนั้นความคิดแห่งอดีตหนึ่งในสามของบทจากโบราณกาลนี้ ข้าก็ควรจะยังต้องมีวิชาอภินิหารอีกหนึ่งอย่าง…”
“วิชาอภินิหารนี้…ก็คือ คัมภีร์วัฏจักรแห่งอดีต!” ป๋ายเสี่ยวฉุนพูดมาถึงตรงนี้ ดวงตาทั้งคู่พลันเบิกโพลง แววในดวงตาไม่ใช่แสงแห่งการอนุมานอีกต่อไป แต่เป็นภาพการย้อนทวนความทรงจำนับตั้งแต่ที่ภูเขาเม่าเอ๋อร์มาจนถึงวันที่ฟ้าดินแหลกสลาย!
“พลังวิญญาณคือพลัง วิชาอภินิหารคือพลัง พลังแห่งความคิดคือพลัง และความทรงจำ…ก็คือพลังเช่นกัน!”
“นับแต่นี้เป็นต้นไป ใครก็ตามที่ได้ยินบทสวดคัมภีร์นี้จะแปรเปลี่ยนความทรงจำของทั้งชีวิตให้กลายมาเป็นอักขระ และยิ่งเป็นคนที่อยู่มานานมากเท่าไหร่ พลังแห่งอักขระก็จะยิ่งสะท้านฟ้าสะเทือนดินมากขึ้นเท่านั้น!”
“คัมภีร์วัฏจักรแห่งอดีต ความทรงจำแหลกสลาย จิตมอดม้วย!!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนลุกพรวดขึ้นยืน ชั่วขณะที่เขาผุดลุกขึ้นนั้น หลุมดำใต้ฝ่าเท้าของเขาที่เหมือนจะไม่ได้อยู่ในห้วงมิติเดียวกับโลกหย่งเหิงพลันแผ่ขยายออกไป พริบตาเดียววิหารเซียนที่เขาอยู่ก็เปลี่ยนมาเป็นพร่าเลือนคล้ายกลับว่ามีพลังขุมหนึ่งที่ทำให้จิตใจผู้คนครั่นคร้ามกำลังลบเลือนวิหารเซียนแห่งนี้ทิ้งไป ทว่าเมื่อการบิดเบือนเกิดขึ้น ภาพของวิหารเซียนกลับฟื้นคืนสู่ความชัดเจนอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
และยังมีริ้วคลื่นที่มองไม่เห็นแผ่ซัดออกไปสี่ทิศ ทุกที่ที่ผ่านไม่ว่าจะเป็นบ้านพักหรือสิ่งมีชีวิตก็ล้วนเป็นเหมือนกัน นั่นคือเดี๋ยวๆ ก็พร่าเลือน เดี๋ยวๆ ก็บิดเบือน แล้วเดี๋ยวก็กลับมาชัดเจน
พวกกู่เทียนจวินสามคนไม่ได้จากไปไหนไกล พอริ้วคลื่นเหล่านี้แผ่มาถึง พวกเขาจึงโดนก่อนใคร เดิมทีพวกเขาไม่คิดจะหลบเลี่ยง ทั้งยังกะจะลองสัมผัสดูด้วยตัวเองสักครั้งว่าวิชาและเวทอภินิหารที่ป๋ายเสี่ยวฉุนสร้างขึ้นมามีพลังการต่อสู้ถึงระดับใดกันแน่
ทว่าวินาทีที่ริ้วคลื่นเหล่านี้แผ่ไปทั่วกายพวกเขา กู่เทียนจวินสามคนกลับหน้าเปลี่ยนสี ถอยกรูดไปข้างหลังออกห่างรัศมีของริ้วคลื่นอย่างรวดเร็ว ลมหายใจของคนทั้งสามหอบถี่ขึ้นมาน้อยๆ ความตะลึงพรึงเพริดในดวงตามิอาจปกปิดได้
“อานุภาพธรรมดา ทว่าเวทแห่งเต๋าที่แฝงเร้นอยู่ด้านในกลับแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด เหมือนว่าข้าจะเห็นอดีตของตัวเอง…”
“แค่เห็นเสียที่ไหน ข้าถึงกับสัมผัสได้ด้วยว่าความทรงจำของข้าถูกสั่นคลอนจนเหมือนจะจำแลงออกมาเป็นภาพมายาเลยด้วยซ้ำ!” คนทั้งสามหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด
เหล่านักพรตผู้สูงศักดิ์ในวังหลวงนครจักรพรรดิเซิ่งพากันอกสั่นขวัญแขวน จักรพรรดิเซิ่งที่นั่งอยู่ตรงนั้นค่อยๆ ถอนสายตากลับมา หลับตาครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ตอนที่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็ตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาดและเตรียมจะเปิดปาก
ทว่าเวลานี้เอง จู่ๆ พละกำลังไพศาลขุมหนึ่งก็พลันเยื้องกรายมาเยือนดินแดนเซียนนิรันดร์กาล!
จักรพรรดิเซิ่งหน้าเปลี่ยนสี ลมหายใจหอบหนัก ร่างหายวับไปในพริบตา เมื่อปรากฏตัวอีกครั้งก็มาอยู่บนท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่เครียดขรึมสุดขีด เขาไม่ได้หยุดนิ่งเฉย แต่ก้าวออกไปหนึ่งก้าว ตรงดิ่งเข้าหานภากาศ!
คราวนี้เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เขาสั่นสะเทือนได้มากกว่าการฝ่าทะลุขั้นและการสร้างวิชาของป๋ายเสี่ยวฉุน เพราะคนอื่นอาจจะแค่รู้สึกได้ถึงความกดดัน ไม่ได้รู้สึกอะไรชัดเจนนัก แต่ในฐานะที่เขาเป็นบุพกาล เขากลับสัมผัสได้ทันทีว่ากลางท้องฟ้ากำลังมีพลังอำนาจอันน่าครั่นคร้ามเคลื่อนเข้ามาใกล้!
กลางท้องฟ้ามืดมิดอันกว้างใหญ่ด้านหลังเรือนกายของผู้บงการที่ราวกับยักษ์ตนหนึ่งซึ่งอยู่นอกดินแดนเซียนนิรันดร์กาล เดิมทีพัดผุพังที่มีขนาดเท่ากับแผ่นดินใหญ่เล่มนั้นถูกน้ำวนไร้รูปลักษณ์ที่ก่อตัวขึ้นยามป๋ายเสี่ยวฉุนเลื่อนขั้นดึงดูดมา มันจึงไม่เพียงเปลี่ยนทิศทาง แต่ยังเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างพรวดพราดด้วย
ทว่าตอนนี้…หลังจากขยับเข้ามาใกล้อาณาเขตของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลได้ระยะหนึ่ง ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุใด วงโคจรของมันจึงเปลี่ยนไปด้วยตัวเอง คล้ายเล็งเป้ามาที่ดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแล้ว แล้วก็เพราะน้ำวนไร้รูปลักษณ์ตอนป๋ายเสี่ยวฉุนเลื่อนขั้นเป็นเทียนจุนได้ถูกพลังประหลาดบางอย่างปลุกเสก พลังจึงระเบิดปะทุขึ้นกะทันหัน เป็นเหตุให้แรงดึงดูดที่มีต่อพัดผุพังเล่มนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตะลึง!
ภายใต้แรงดึงดูดเช่นนี้ วิถีโคจรของพัดจึงถูกเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง หลังจากปรับวิถีแล้วถึงสองครั้ง
คราวนี้ทิศทางที่พัดมุ่งหน้ามาจึงไม่ใช่แค่พุ่งผ่านดินแดนเซียนนิรันดร์กาลไปเท่านั้น แต่เป็น…พุ่งเข้าชนอย่างจัง!
หรือจะพูดให้ชัดเจนยิ่งกว่านั้นก็คือ
ที่มันพุ่งเข้าใส่ไม่ใช่แผ่นดินของดินแดนเซียนนิรันดร์กาล
แต่เป็น…ร่างของผู้บงการยักษ์ที่อยู่ด้านนอกนั่นต่างหาก!
และความเร็วของมันก็ทะยานขึ้นอีกครั้งทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็เพิ่มความเร็วไปแล้ว เป็นเหตุให้มันพุ่งเข้ามาพร้อมพลังอำนาจที่ซัดกวาดไปแปดทิศ อีกทั้งตำแหน่งริมขอบของพัดยังเกิดประกายไฟเพราะพุ่งมาด้วยความเร็วที่สูงเกินไป!
ท่ามกลางเสียงเกริกก้อง ระยะห่างระหว่างพัดเล่มนี้กับดินแดนเซียนนิรันดร์กาลหดสั้นเข้ามาอย่างรวดเร็ว!