Skip to content

A Will Eternal 1135

บทที่ 1135 เมืองเสวียนจิ่ว

หูได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังก้องสะท้าน ตาก็มองเห็นหุ่นไม้ที่ค่อยๆ ถูกเปลวเพลิงกลืนกิน ในใจป๋ายเสี่ยวฉุนพลันรู้สึกเยียบเย็นขนลุกบางอย่างบอกไม่ถูก

บางทีอาจเป็นเพราะการตระหนักรู้ถึงวิกฤตที่มีมาแต่เล็กแต่น้อย หรืออาจเป็นเพราะความฝันที่จะได้เป็นอมตะถึงทำให้เขาคิดหลบเลี่ยงทุกครั้งที่เจอกับอันตราย บ่มเพาะให้เขามีลางสังหรณ์แรงกล้าต่อทุกความเสี่ยงตลอดเส้นทางของการฝึกตนเหนือเกินว่านักพรตระดับเดียวกันไปไกลโข

บัดนี้ลางสังหรณ์ได้บอกกับเขาว่า ปัญหาในเมืองเสวียนจิ่วนี้ใหญ่อย่างถึงที่สุด!

“ที่นั่นไม่มีปราณผีแม้แต่เสี้ยวเดียว และหุ่นไม้นั่น…ก็ไม่มีทางใช่วิญญาณผีแน่นอน!” ขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังหนักใจ กงซุนหว่านเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกันก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง

ดวงตาของนางฉายความเคร่งเครียด เห็นได้ชัดว่าแม้นางจะไม่มีลางสังหรณ์เฉกเช่นป๋ายเสี่ยวฉุน ทว่าด้วยตัวตนมารดาแห่งผี รวมไปถึงความเข้าใจที่มีต่อเหล่าวิญญาณจึงทำให้นางได้ข้อสรุปบางอย่าง

“หรือจะพูดให้แน่ชัดก็คือ นั่นไม่ใช่วิญญาณผีทั้งหมด…เพราะข้าสัมผัสได้ถึงชนวนล่อวิญญาณจากในหุ่นไม้นั่น ซึ่งมันชักนำไปยัง…ทิศทางนั้น!” กงซุนหว่านเอ๋อร์ยื่นมือชี้ไปไกลๆ ตอนที่หันกลับมามองป๋ายเสี่ยวฉุน นางไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ ทว่าความหมายของนางกลับชัดเจนดีอยู่แล้ว

ตอนนี้ตรงหน้าพวกเขามีทางเลือกอยู่สองทาง หนึ่งคือจากไปเสียแต่ตอนนี้ รอให้เทียนจุนคนอื่นๆ ของสองราชวงศ์ใหญ่มาถึง หรือไม่ก็รอให้จักรพรรดิบุพกาลมาเยือนด้วยตัวเอง สองก็คือ…มุ่งหน้าไปตรวจสอบ แล้วพยายามคลี่คลายวิกฤตให้ได้!

ข้อแรกปลอดภัยที่สุด เพียงแต่ไม่ว่าจะกงซุนหว่านเอ๋อร์หรือป๋ายเสี่ยวฉุนก็มิอาจรอได้นานขนาดนั้น เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะสละถิ่นฐานของตัวเองทิ้ง หาไม่แล้วก็คงได้แต่เลือกทางเลือกที่สอง

ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่รู้ว่ากงซุนหว่านเอ๋อร์จะยอมสละเขตการปกครองมากมายของตัวนางเองหรือไม่ แต่เขาเข้าใจดีว่า หากไม่ถึงช่วงเวลาจนตรอกไร้ทางแก้ไขแล้วจริงๆ เขาจะไม่มีทางยอมสละเขตการปกครองอวิ๋นไหวที่มองเห็นความหวังว่าจะกลายมาเป็นฐานที่มั่นของเขาได้แน่นอน!

ท่ามกลางความเงียบงัน ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก ครั้นจึงขยับกายทะยานดิ่งไปยังทิศทางที่กงซุนหว่านเอ๋อร์ชี้ไป

กงซุนหว่านเอ๋อร์เองก็ไม่มัวลังเลอีก เดิมทีด้วยเรื่องที่นางผสานรวมกับร่างหลักของมารดาผี นางก็สูญเสียความเชื่อใจจากจักรพรรดิแสไปแล้ว ที่นางมาที่นี่ก็เพื่อสร้างคุณความชอบ ช่วงชิงความเชื่อใจกลับคืนมาอีกครั้ง หากจะเดินจากไปทั้งอย่างนี้ ทุกอย่างที่นางทุ่มเทไปก่อนหน้านั้นย่อมสูญเปล่า

เพราะไร้ทางเลือกไม่ต่างจากป๋ายเสี่ยวฉุน นางจึงร่ายความเร็วสูงสุด ทะยานติดตามไปเบื้องหลังอีกฝ่าย

ยิ่งมุ่งไปข้างหน้า สีหน้าของคนทั้งสองก็ยิ่งไม่น่ามอง บินกันมานานขนาดนี้แล้ว พวกเขากลับยังไม่เห็นวี่แววของผู้คนแม้แต่เงา

พื้นดินทั้งผืนเป็นสีเทาขมุกขมัว ไม่มีพืชพรรณ ไม่มีเทือกเขา ไม่มีอะไรเลย

ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านหรือจังหวัด ส่วนใหญ่ก็ล้วนถูกลบเลือนไปหมด บางแห่งที่พบเจอก็มักจะมีเสียงแปลกประหลาดสารพัดรูปแบบดังออกมาระหว่างที่คนทั้งสองทะยานผ่านไปเสมอ

พอจะจินตนาการได้เลยว่าข้างในนั้นย่อมแปลกพิสดารไม่ต่างจากหมู่บ้านแรกแน่นอน

และท่ามกลางการตะบึงไปเงียบๆ โดยเพิ่มความระมัดระวังทุกขณะเช่นนี้ ในสายตาของป๋ายเสี่ยวฉุนก็มีนครแห่งหนึ่งปรากฏขึ้น!

นครแห่งนี้ก็คือนครหลักของเมืองเสวียนจิ่ว!

“ชนวนล่อวิญญาณอยู่ที่นี่ แต่กลับสัมผัสไม่ได้ถึงตำแหน่งที่แน่ชัด” กงซุนหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นฉับพลัน เพียงแค่มองเห็นนครแห่งนั้น อำนาจจิตของนางก็ปราดเข้าไปทันที แต่ไม่ว่าจะเป็นป๋ายเสี่ยวฉุนหรือกงซุนหว่านเอ๋อร์ก็ต้องหน้าเปลี่ยนสีไปอีกครั้ง!

ในอำนาจจิตของพวกเขา นครแห่งนี้แตกต่างไปจากหมู่บ้านที่เห็นมาก่อนหน้านั้นอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ยังมีนักพรตหลงเหลืออยู่ เพียงแต่ว่านักพรตเหล่านั้นกลับเดินไปตามตรอกซอยหรือถนนใหญ่ทั่วเมืองอย่างเลื่อนลอยเหมือนศพเดินได้

ไม่เพียงเท่านี้ ที่ยิ่งชวนพิศวงมากกว่านั้นก็คือในมือของทุกคนที่เดินอยู่ต่างก็ถืออาหารแตกต่างกันออกไป และพวกเขาก็กำลังเคี้ยวกินไม่หยุด

ที่น่าสยองขนลุกขนพองขึ้นไปอีกก็คือ หลายคนที่พอกินอาหารในมือหมดกลับเริ่มหันมาแทะมือตัวเอง และยังมีคนบางส่วนที่คล้ายจะหิวกระหายถึงขีดสุด ถึงได้หันมากัดกินกันเอง!

เมื่อภาพนี้ตกอยู่ในการรับสัมผัสของกงซุนหว่านเอ๋อร์และป๋ายเสี่ยวฉุน พวกเขาก็รีบเพิ่มความเร็ว แผล็บเดียวก็มาอยู่กลางอากาศเหนือเมืองแห่งนั้น ตอนที่มองไปอีกครั้ง ทุกภาพเห็นการณ์จึงเปลี่ยนมาเป็นคมชัดกว่าเดิม

ป๋ายเสี่ยวฉุนพลันพลิ้วกายลงไปบนถนนแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ เดินเร็วๆ สองสามก้าวก็มาหยุดอยู่หน้านักพรตรวมโอสถคนหนึ่ง นางคือนักพรตหญิง เวลานี้กำลังกัดกินนิ้วมือของตัวเองจนเลือดสดทะลักโซม แต่ดูเหมือนนางจะไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย เพราะสีหน้ายังคงมีแต่ความกระหายหิวราวกับไม่รู้จักคำว่าอิ่ม

ทั้งหมดนี้ทำเอาป๋ายเสี่ยวฉุนใจสั่นระรัว แต่ก็ยังยกมือขวาขึ้นกดลงไปบนหน้าผากของหญิงสาวผู้นั้น แผ่อำนาจจิตเข้าไปตรวจสอบ ที่เขาทำแบบนี้ก็เพื่อต้องการยืนยันว่าการวิเคราะห์ของตนจะไม่ผิดเพี้ยนไป

หลังจากตรวจสอบเรียบร้อย สีหน้าของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เปลี่ยนมาเป็นหนักอึ้ง

กงซุนหว่านเอ๋อร์เองก็ลดตัวลงมาตรวจสอบเช่นเดียวกับป๋ายเสี่ยวฉุน ครั้นแล้วคนทั้งสองก็หันมามองตากัน

“ไม่มีความผิดปกติใดๆ!”

“สติปัญญายังคงอยู่ เพียงแต่ว่าสับสนอลหม่านไม่แจ่มชัด!”

“ร่างกายก็ไม่มีร่องรอยว่าถูกใครควบคุม ราวกับว่าทุกการกระทำของพวกเขาเกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ!”

“แต่พลังชีวิตของพวกเขากลับไหลหายไปจนแห้งขอดลงเรื่อยๆ!” ป๋ายเสี่ยวฉุนและกงซุนหว่านเอ๋อร์ต่างก็ทยอยกันบอกเล่าการวิเคราะห์ของตัวเองออกมาด้วยความหนักใจ

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่แปลกประหลาดเกินไปแล้ว

โดยเฉพาะเมื่อกงซุนหว่านเอ๋อร์ยกมือขวาขึ้นคว้าจับนักพรตก่อกำเนิดคนหนึ่งผ่านอากาศแล้วมัดมือทั้งสองข้างของคนผู้นั้นเอาไว้ ทว่าพอนักพรตก่อกำเนิดคนนี้ดิ้นรนแล้วพบว่าจะทำอย่างไรก็มิอาจยกมือของตัวเองขึ้นมาได้ เขาก็เริ่มกัดริมฝีปากของตัวเองจนแตกยับ แล้วหันมาแสยะยิ้มยิงฟันเปรอะคราบเลือดให้กงซุนหว่านเอ๋อร์ดู

ทุกอย่างนี้ทำให้กงซุนหว่านเอ๋อร์สะท้านไปทั้งใจ สีหน้าของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยิ่งไม่น่ามอง หลังจากแก้พันธนาการให้แก่นักพรตก่อกำเนิดคนนั้น เขาก็ขยับกายเดินไปข้างหน้าต่อ

กงซุนหว่านเอ๋อร์กวาดตามองไปรอบด้านแล้วรีบไล่ตามป๋ายเสี่ยวฉุนไป นั่นเป็นเพราะความผิดแผกแปลกประหลาดของที่แห่งนี้ทำให้นางรู้สึกว่าการอยู่กับป๋ายเสี่ยวฉุนและคนสองคนช่วยดูแลกันย่อมปลอดภัยมากกว่า

เพียงแต่ว่ายิ่งคนทั้งสองเคลื่อนไปข้างหน้ามากขึ้นเท่าไหร่ จิตวิญญาณของพวกเขาก็ถูกสั่นคลอนรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่สายตามองเห็นในขณะนี้เหมือนไม่ใช่อยู่ในโลกของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลใบเดียวกัน ไม่เพียงแต่คนทุกคนจะต้องกินอะไรกันอยู่สักอย่าง ยังมีคนอยู่ไม่น้อยที่กินจนท้องขยายใหญ่น่ากลัวด้วย

และดูเหมือนว่าใครท้องใหญ่มากเท่าไหร่ สติปัญญาที่ยุ่งเหยิงพร่าเลือนของพวกเขาก็ยิ่งฟื้นคืนมาแจ่มชัดมากเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนและกงซุนหว่านเอ๋อร์มองเห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งที่อยู่ห่างไปไม่ไกลซึ่งท้องใหญ่อย่างถึงที่สุดจนได้แต่นอนนิ่งอยู่ตรงนั้นมิอาจขยับเขยื้อน ในดวงตาของผู้เฒ่าคนนี้เผยให้เห็นถึงความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง ดูเหมือนว่าจิตสำนึกของเขาในเวลานี้ได้ฟื้นคืนกลับมาถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว

หลังจากที่เขาสังเกตเห็นป๋ายเสี่ยวฉุนและกงซุนหว่านเอ๋อร์ ร่างทั้งร่างก็พลันสั่นสะท้าน ต่อให้จะอ่อนแรงแค่ไหนก็ยังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนใจ

“เทียนจุน ช่วยข้าด้วย…”

ผู้เฒ่าคนนี้ก็คือหนึ่งในครึ่งเทพสองคนที่กงซุนหว่านเอ๋อร์ส่งตัวมาในวันนั้น!

หลังจากที่เห็นว่าสติของผู้เฒ่ายังแจ่มชัดดี ลมหายใจของกงซุนหว่านเอ๋อร์ก็พลันถี่กระชั้น ขยับเข้ามาใกล้ในชั่วพริบตา ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รีบพุ่งตัวเข้าหา ทว่าชั่วขณะที่พวกเขาขยับมาถึงนั้นเอง สีหน้าของผู้เฒ่ากลับแสดงความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด เขาแหงนหน้าแผดเสียงคำรามแหบห้าว และนาทีนั้นท้องของเขาก็พลัน…ระเบิดแตกโพล๊ะ!!

หลังจากการระเบิด ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและเศษเลือดเศษเนื้อที่ปลิวว่อนไปสี่ทิศ ป๋ายเสี่ยวฉุนกับกงซุนหว่านเอ๋อร์ต่างก็มองเห็นทันทีว่ามีแมงมุมใบหน้าคนจำนวนนับไม่ถ้วนปีนไต่กรูกันออกมาจากท้องที่ระเบิดแตกของผู้เฒ่า

ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนเปล่งแสงวาบ พยายามข่มกลั้นความสะอิดสะเอียนและความขนลุกขนชันลงไป มือขวายกขึ้นทำมุทราแล้วชี้ไปข้างหน้า กงซุนหว่านเอ๋อร์ที่ยืนสีหน้ามืดทะมึนอยู่ข้างกายเขาก็ลงมือเช่นกัน

การลงมือของเทียนจุนทั้งสองกลายมาเป็นพายุวิชาอภินิหารที่ซัดครืนไปสี่ทิศ ทุกที่ที่ผ่าน แมงมุมเหล่านั้นล้วนตัวสั่นสะท้าน ร่างทั้งร่างระเบิดแตกระจาย ทว่าก่อนหน้าที่ร่างของพวกมันจะแหลกลาญ พวกมันกลับยังแผดเสียงคำรามบาดแหลมออกมาจากปาก

เมื่อเสียงคำรามดังกึกก้อง ทุกคนที่อยู่ในนครแห่งนั้นก็พลันตัวสั่นเทิ้ม หยุดชะงักการกินของตัวเองแล้วหันขวับมามองป๋ายเสี่ยวฉุนกับกงซุนหว่านเอ๋อร์อย่างพร้อมเพรียงกัน สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนฉายความเจ็บปวด ปากก็ร้องคำราม ครั้นแล้วหน้าท้องของพวกเขาทุกคนก็ขยายโป่งพองแล้วระเบิดโพล๊ะต่อกันเป็นทอดๆ!

แมงมุมจำนวนนับไม่ถ้วนคลานยั้วเยี้ยหยุบหยับออกมาจากศพเหล่านั้น พวกมันกรูเกรียวจากสี่ด้านแปดทิศมุ่งตรงเข้าหาป๋ายเสี่ยวฉุนและกงซุนหว่านเอ๋อร์อย่างบ้าคลั่ง!

ขนาดพื้นดินยังสั่นสะเทือนด้วยจำนวนที่มากมหาศาลจนมิอาจนับได้หมดของเหล่าแมงมุม ป๋ายเสี่ยวฉุนและกงซุนหว่านเอ๋อร์หน้าเปลี่ยนสีกันไปอีกครั้ง คนทั้งสองบินพรวดขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อมองลงมาก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพื้นดินทั่วทั้งเมืองเหมือนกำลังมีพรมหลากสีผืนหนึ่งที่ถูกสะบัดปูแผ่ไปทั่วสี่ทิศ!

น่าขนพองสยองเกล้า!

และแมงมุมทุกตัวยังแผ่ปราณที่เทียบเคียงได้กับสร้างฐานราก แม้สำหรับเทียนจุนแล้วจะอ่อนด้อยจนไม่มีค่าพอให้พูดถึง ทว่าจำนวนของพวกมันกลับ…มากเกินไป!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version