บทที่ 1139 เจ้าอ้วนป๋าย
พลังชีวิตนี้เข้มข้นมากเกินไปจนทำให้ร่มราตรีนิรันดร์ถึงกับสั่นสะเทือนรุนแรงแล้วกางพรึ่บออกเองโดยอัตโนมัติ ใบหน้าผีที่อยู่บนผิวร่มก็ยิ่งเบิกตาถลนเหมือนมีชีวิตจริง ไม่ได้ร้องไห้ แล้วก็ไม่ได้หัวเราะ แต่ทำตาโปนคล้ายคนตะลึงตาค้าง
ดูเหมือนว่าแม้แต่มันก็ยังคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าตนที่ดูดพลังชีวิตคนอื่นมาทั้งชีวิต จะมีวันหนึ่งที่ได้ดูดพลังชีวิตซึ่งมากไพศาลสะท้านฟ้าดินขนาดนี้
และยังมีกงซุนหว่านเอ๋อร์อีกคนที่ยืนมองป๋ายเสี่ยวฉุนอึ้งๆ
“เจ้า…เจ้าขโมยพลังชีวิต…ของมัน?” กงซุนหว่านเอ๋อร์พึมพำ หัวสมองขาวโพลนราวกับว่าความคิดทั้งหมดได้หยุดนิ่งลงในนาทีนั้น ความบ้าระห่ำและความใจกล้าของป๋ายเสี่ยวฉุนในครั้งนี้อยู่เหนือการจินตนาการของนางไปไกลลิบจริงๆ
คนเดียวที่ยังคงความเยือกเย็นไว้ได้ก็คือป๋ายเสี่ยวฉุน เพียงแต่ว่าความสงบนิ่งของเขานั้นเกิดจากที่พอพลังชีวิตอันน่าครั่นคร้ามไหลตามร่มราตรีนิรันดร์เข้ามาในกายเขาก็เหมือนน้ำป่าไหลหลากที่ราวจะพลิกภูเขาคว่ำมหาสมุทร จนทำให้สมองของเขาสูญสิ้นความสามารถในการคิดไป
พริบตานั้นเขารู้สึกเพียงว่าเสียงกัมปนาทที่ดังเกินสายฟ้าล้านเส้นผ่าเปรี้ยงพร้อมๆ กันได้ระเบิดอยู่ในจิตสำนึกของตน ภายใต้เสียงกัมปนาทนี้ ตัวเขาเองก็ตะลึงงันไปเช่นกัน การไหลกรากเข้ามาอย่างไร้ที่สิ้นสุดของพลังชีวิต หากเปลี่ยนมาเป็นคนอื่น ต่อให้เป็นเทียนจุนก็คงยากที่จะแบกรับไว้ได้
ทว่าเรือนกายของป๋ายเสี่ยวฉุนแข็งแกร่งยิ่ง ด้วยรากฐานของวิชาอมตะมิวางวายจึงช่วยให้เรือนกายของเขาคุ้นเคยกับพลังชีวิตเป็นอย่างดี
ทันใดนั้นกระดูกของเขาก็มีเสียงเปรี๊ยะๆ ลั่นออกมา เลือดเนื้อทั่วร่างของเขาพองขยาย เวลาเพียงแค่อึดใจเดียวก็เกิดความรู้สึกเหมือนคนที่กินอย่างเต็มคราบจนอิ่มหนำ
แต่ต่อให้อิ่มแค่ไหน พลังชีวิตนี้ก็ยังทะลักทลายเข้ามาอย่างบ้าคลั่งอยู่ดี ราวกับว่าพลังชีวิตภายในรังไหมที่ก่อนหน้านี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ว่ายวนหล่อเลี้ยงอย่างไม่ขาดสายนั้นสมบูรณ์แบบดีอยู่แล้ว ทว่าการแทงเข้าไปของร่มราตรีนิรันดร์กลับเหมือนเข็มที่เจาะลูกโป่ง ไปทำลายสมดุลที่อยู่ข้างในจนพลังชีวิตปั่นป่วนพลุ่งพล่าน
และภายใต้ความพลุ่งพล่านบ้าคลั่งนี้ เวลาในชั่วอึดใจที่สอง รากฐานที่เกิดจากวิชาอมตะมิวางวายของป๋ายเสี่ยวฉุนก็พังครืนลงมาแล้วก่อตัวขึ้นใหม่อีกครั้งในเสี้ยววินาทีประหนึ่งถูกหล่อหลอม ทำให้อานุภาพของวิชาอมตะมิวางวายที่เดิมทีก็แข็งแกร่งอย่างถึงที่สุดอยู่แล้วถูกผลักดันให้ไต่ทะยานจนเกิดเป็นการแปรสภาพในระดับที่เหนือชั้นขึ้นไปอีก!
ท่ามกลางเสียงกัมปนาท ปราณทั่วร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนทะยานลิ่วอย่างมิอาจหยุดยั้ง ทั้งยังแผ่ความเฉียบคมน่าครั่นคร้าม ทั้งๆ ที่ตบะยังเป็นแค่เทียนจุนช่วงต้นขั้นสูงสุด ทว่าความรู้สึกที่มอบให้คนอื่นกลับเหมือนว่าระดับความน่ากลัวของเขาแทบจะไม่ต่างไปจากเทียนจุนช่วงกลางขั้นสูงสุดเลย!
และระหว่างชั่วอึดใจที่สามเรือนกายและรากฐานของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ได้ทะยานไปถึงขีดสุด ทว่าพลังชีวิตนี้กลับยังไหลบ่าทะลักเข้ามา เป็นเหตุให้ร่างของเขาเหมือนลูกหนังที่เพียงแค่ชั่วพริบตาก็พองขยาย…ร่างกายของป๋ายเสี่ยวฉุนที่แม้ว่าแต่เดิมจะไม่สูงใหญ่ กระนั้นก็ถือว่าโปร่งเปรียวได้สัดส่วน มาบัดนี้กลับกลายมาเป็นเจ้าอ้วนคนหนึ่งในสายตาของกงซุนหว่านเอ๋อร์
ไม่ใช่อ้วนแบบภูเขาเนื้อ แต่เป็นอ้วนยักษ์กลมดิกเหมือนลูกกลมๆ!!
ป๋ายเสี่ยวฉุนในเวลานี้เป็นเช่นนั้น ร่างของเขาถูกยืดขยายอย่างเต็มที่จนมากพอจะรองรับร่างเดิมของเขาได้สักสิบคน อีกทั้งหากความสามารถในการใคร่ครวญของเขากลับคืนมา เขาต้องสัมผัสได้แน่ว่าร่างของตัวเองเวลานี้ ต่อให้เอาจางต้าพั่งตอนที่ยังอยู่ในครัวไฟของสำนักธาราเทพมาเทียบก็ยังห่างชั้นไปไกลโข
ทั้งหมดนี้พูดแล้วช้า ทว่าในความเป็นจริงกลับเกิดขึ้นเพียงแค่สามชั่วลมหายใจเท่านั้น เมื่ออึดใจที่สามหมดลงและเข้าสู่อึดใจที่สี่ เสียงคำรามเดือดดาลที่ทำให้ทั้งเมืองเสวียนจิ่วสั่นสะเทือนก็พลันดังออกมาจากในรังไหม!
เสียงคำรามนี้แฝงไว้ด้วยไฟโทสะและความเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ที่มากกว่านั้นกลับเป็นความไม่ยินยอมและความคาดไม่ถึง ถึงขั้นไม่กล้าเชื่อ เต็มไปด้วยความสับสนไม่แน่ใจ เป็นเหตุให้เสียงคำรามนี้เคล้าด้วยอารมณ์หลากหลายนับไม่ถ้วน พอระเบิดออกมา กงซุนหว่านเอ๋อร์แค่ได้ยินก็สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง รู้สึกเพียงว่าทั้งอำนาจจิตและเรือนกายเหมือนจะถูกฉีกทึ้งให้ย่อยยับ
นางกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ สีหน้าพรึงเพริดตื่นกลัว พยายามจะรักษาสติเอาไว้ให้มั่น รีบถอยห่างออกไป เพียงแต่ว่าพลังที่มาพร้อมกับเสียงคำรามเดือดดาลนี้เหนือเกินกว่าเทียนจุน จิตสำนึกของกงซุนหว่านเอ๋อร์จึงแตกสลายอย่างรวดเร็ว ดวงตาของนางฉายความสิ้นหวังและกระเสือกกระสน แต่ขณะที่ถอยร่นห่างไปกลับห้ามไม่ให้เลือดสดทะลักหลั่งรินออกมาจากทวารทั้งเจ็ดและรูขุมขนทั่วร่างไม่ได้
ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนเกินไป ชั่วพริบตาที่กงซุนหว่านเอ๋อร์ถอยหนี ป๋ายเสี่ยวฉุนก็คือคนที่ได้รับแรงโจมตีจากเสียงคำรามรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะร่มราตรีนิรันดร์ที่ยิ่งถูกพละกำลังมหาศาลขุมหนึ่งอัดแน่นจนพองขยาย!
แม้แต่ตัวร่มยังเกิดรอยร้าว คันร่มก็เริ่มปริแตก ขนาดใบหน้าผียังสั่นเทิ้มไปทั้งตัวเหมือนสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ทำให้มันหวาดกลัว
มีเพียงป๋ายเสี่ยวฉุนเท่านั้นที่พอกลายมาเป็นคนอ้วนที่สุดในโลกก็เนื่องจากพลังชีวิตสั่งสมอยู่ในร่างมากเกินไป ต่อให้เสียงคำรามจะโจมตีมาอย่างจัง ก็ได้แค่ทำให้เขาเวียนหัวเล็กน้อยเท่านั้น และพอทนมาได้สักสองสามอึดใจ
เมื่อจิตสำนึกของป๋ายเสี่ยวฉุนกลับคืนมา
เมื่อเสียงคำรามยิ่งดังสนั่นหวั่นไหว กงซุนหว่านเอ๋อร์ที่กระอักเลือดอีกครั้งร่างเอนโอนทรุดฮวบลงไป ในที่สุดป๋ายเสี่ยวฉุนก็คืนสติ และสัมผัสได้ถึงความบ้าคลั่งของเสียงคำรามนี้เช่นกัน
เขารู้สึกเหมือนร่างตัวเองอยู่ท่ามกลางพายุหมุนบ้าระห่ำ หน้าเผือดสีไปโดยสิ้นเชิง มุมปากก็มีเลือดไหลซึมออกมา แม้ร่างกายจะใหญ่โตขนาดไหน ทว่ากลับยังพาตัวเองถอยกรูดออกห่างได้อย่างปราดเปรียว และพอหันไปเห็นกงซุนหว่านเอ๋อร์ที่ร่างโชกไปด้วยเลือดใกล้จะหมดสติเต็มที ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ถือโอกาสสะบัดปลายแขนเสื้อโอบกงซุนหว่านเอ๋อร์มาใกล้แล้วกดวางไว้บนพุงใหญ่ยักษ์ของตัวเอง…
ท่ามกลางความอกสั่นขวัญผวา เขาเป็นเหมือนลูกหนังขนาดมหึมาที่กลิ้งกระเด็นไปด้านหลัง หมายจะหนีออกไปจากหลุมยุบแห่งนี้ ทว่าเวลานี้เอง…หลังจากเสียงคำรามดังลั่นมาจากรังไหม รังไหมจึงเริ่มปริแตก รอยร้าวแผ่ลามไปในเสี้ยววินาที โดยเฉพาะตำแหน่งที่ก่อนหน้านี้ถูกร่มราตรีนิรันดร์แทงเข้าไปก็ยิ่งมีรอยร้าวมากที่สุด เสียงเปรี๊ยะๆ ดังลั่นอย่างต่อเนื่อง ประหนึ่งชีวิตที่ฟักตัวอยู่ข้างในกำลังร้องคำรามเคียดแค้นและดิ้นรนจะกระโจนออกมาให้จงได้!
ป๋ายเสี่ยวฉุนหอบหายใจหนักหน่วง ระเบิดตบะครบทุกด้าน โดยเฉพาะพลังชีวิตที่สั่งสมอยู่ในร่างกายก็ยิ่งถูกดึงออกมาใช้ ทำให้ความเร็วของเขามีมากกว่าเดิม
ทว่าชั่วขณะที่เขากำลังจะทะยานพ้นไปจากหลุมยุบนั้นเอง เสียงแควกกลับดังลั่น จุดที่มีรอยร้าวมากที่สุดบนผิวรังไหมถูกฉีกกระชากออกพร้อมกับมือมีเกล็ดโชกเลือดที่พัวพันไปด้วยเส้นใยหนืดเหนียวยื่นพรวดออกมา!!
มือข้างนี้ไม่ได้มีนิ้วห้านิ้ว แต่มีแค่สี่นิ้วเท่านั้น เล็บโค้งงอราวกับเคียว ทั้งบนผิวหนังยังมีเกล็ดสีแดง วินาทีที่มันโผล่ออกมา กลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายขุมหนึ่งก็พลันระเบิดครืนครั่น ฟ้าดินของที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นในเมืองเสวียนจิ่วหรือโลกนอกเมืองก็ล้วนอบอวลไปด้วยปราณน่าพรั่นพรึงเพราะการโผล่ออกมาของมือข้างนี้
และหลังจากที่โผล่ออกมา ฝ่ามือที่มีเกล็ดสีแดงก็พลันกดผ่านอากาศไปยังทิศทางที่ป๋ายเสี่ยวฉุนหนีไป!
การกดครั้งนี้ทำให้พลังขุมหนึ่งซึ่งเหนือกว่าขอบเขตเทียนจุนและคล้ายจะสามารถทำลายฟ้าดินให้พินาศวอดวายก็พลันระเบิดออกแล้วพุ่งกระแทกเข้าใส่ป๋ายเสี่ยวฉุน
วิกฤตคับขันถึงเป็นถึงตายทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเบิกตากว้าง ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของเขาก็คือจะกลับไปบนซากพัดเพื่อเลี่ยงวิกฤตนี้ ต่อให้กงซุนหว่านเอ๋อร์จะอยู่ด้วย แต่เขาก็ไม่สนใจแล้วว่านางจะรู้ความลับที่เขาได้ครอบครองซากพัด
เพียงแต่ว่าการปิดผนึกด้วยใยแมงมุมประหลาดของที่แห่งนี้คล้ายจะตัดขาดปราณทุกชนิด และตบะของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ไม่สามารถช่วยให้เขาฝ่าปราการกางกั้นออกไปได้ การส่งกระแสจิตของเขาจึงเหมือนถูกตัดขาดตามไปด้วย
หน้าสิ่วหน้าขวาน ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็บ้าดีเดือดขึ้นมาบ้างแล้ว เขาคำรามดังลั่น เพียงยกมือขวาขึ้นกระบี่ใหญ่สายเหนือก็มาโผล่อยู่ตรงหน้าเขา กระบี่เล่มนี้จำแลงมาจากแผ่นดินสายเหนือ ขยายได้หดได้ พริบตานั้นมันจึงพลันขยายใหญ่กลายมาเป็นโล่ชิ้นหนึ่งสกัดขวาง ส่วนกงซุนหว่านเอ๋อร์ที่ต่อให้ใกล้จะหมดสติเต็มทีก็ยังกัดปลายลิ้นแรงๆ ร่ายอาคมเรียกควันดำมาปกคลุม ประหนึ่งเปิดโลกแห่งภูตผี ชักนำให้ผีร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนมาช่วยคุ้มกัน ทั้งยังหยิบเอาเรือรบออกมาเปิดม่านแสง
เสียงกัมปนาทกึกก้องสะเทือนไปยันชั้นฟ้า ป๋ายเสี่ยวฉุนและกงซุนหว่านเอ๋อร์ที่กอดกันอยู่ในเวลานี้เหมือนเรือน้อยที่ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางพายุฝนพัดกระหน่ำแล้วถูกคลื่นยักษ์โถมกระแทก ต้องแบกรับพลังแห่งการพิฆาตฟ้าดินที่คล้ายจะดับทำลายสรรพสิ่งให้มอดม้วยเอาไว้!
ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นพลังขุมนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ป๋ายเสี่ยวฉุนและกงซุนหว่านเอ๋อร์เท่านั้น แต่ยังมีเมืองเสวียนจิ่วทั้งเมืองด้วย
ดูเหมือนว่าเนื่องจากพลังชีวิตส่วนหนึ่งของมือข้างนั้นถูกป๋ายเสี่ยวฉุนดูดเอาไปจึงไปส่งผลกระทบต่อการฟักตัวของมันจนเกิดช่องโหว่ที่ถึงแก่ชีวิต
เป็นเหตุให้แม้มันจะแข็งแกร่ง แต่กลับไม่สามารถรวบรวมพลังทั้งหมดเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ เมื่อลงมือจึงทำได้แค่ซัดทำลายเป็นวงกว้างอย่างในตอนนี้
เสียงตูมตามดังกึกก้องอย่างต่อเนื่อง ตลอดทั้งเมืองเสวียนจิ่วที่อยู่ภายใต้พายุคลั่งลูกนี้ก็เหมือนถูกมือข้างหนึ่งที่ใหญ่กว่าตัวเมืองเสวียนจิ่วเองกำเอาไว้แล้วบีบอย่างแรง!
เมืองทั้งเมืองจึงพลัน แหลกลาญ!