บทที่ 1251 ไฟสามสิบสี
เมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนสะบัดปลายแขนเสื้อ แรงดึงดูดขุมหนึ่งก็แผ่ออกมา ทันใดนั้นวิญญาณสาวน้อยนับร้อยที่อยู่ในหอเรือนก็พลันจางหายไป เพราะถูกป๋ายเสี่ยวฉุนเก็บมาไว้ในถุงเก็บของทั้งหมด
พอทำทุกอย่างนี้เสร็จ ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เปล่งประกายแสงคมกล้า ก่อนจะเริ่มขุดหอเรือนแห่งนี้ ไม่ว่าจะกระเบื้อง ก้อนอิฐหรือโต๊ะเก้าอี้ ไม่เว้นแม้แต่ตะเกียง เทียนที่อยู่รอบด้าน สรุปก็คือ… อะไรที่ขนไปได้ก็ล้วนถูกเขาย้ายเอาไปหมดอย่างบ้าคลั่ง
ไม่นานก็มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าหอเรือนหลังนี้หายไปอย่างรวดเร็ว มาถึงท้ายที่สุดก็เหลือเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่า เพราะทุกอย่างที่อยู่ด้านในถูกป๋ายเสี่ยวฉุนขนไปจนเกลี้ยง หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำรัวแรง ผลเก็บเกี่ยวครั้งนี้มากมายจนเขาฮึกเหิม
และป๋ายเสี่ยวฉุนก็ไม่ลืมสุรารสเลิศเหล่านั้น พอกวาดอำนาจจิตไปก็มองออกแล้วว่า เผ่าพันธุ์ที่เคยอยู่อาศัยในสถานที่แห่งนี้ได้ซุกซ่อนเหล้ารสเลิศเอาไว้มากมาย รวมถึงอาหารบางส่วน นี่จึงทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนอารมณ์ดียิ่งกว่าเดิม หลังจากขนไปพร้อมกันรวดเดียวหมด เขาก็เลียริมผีปาก ก่อนจะกวาดอำนาจจิตไปรอบซากปรักหักพังแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
สุดท้ายก็เหยียบลงไปบนพัดวิเศษด้วยความพึงพอใจ แล้วจึงบังคับให้พัดวิเศษบินทะยานไปยังทิศไกล ภายใต้ใบหน้าอิจฉาของวิญญาณวัตถุน้อย และเมื่อหอเรือนจางหาย ค่ายกลของที่แห่งนี้ก็ไร้ประโยชน์ เป็นเหตุให้คราวนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนสามารถหลุดออกจากพื้นที่วงกลมแห่งนี้ได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
ท่ามกลางห้วงจักรวาล บนพัดวิเศษ ป๋ายเสี่ยวฉุนที่นั่งขัดสมาธิเริ่มศึกษาตำรับไฟสามสิบสีของเขาต่อไป
และเวลานี้ในราชวงศ์จักรพรรดิขุยบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลก็กำลังมีการประชุมขุนนางเกิดขึ้น!
ช่วงเวลาที่ป๋ายเสี่ยวฉุนจากไป โจวจื่อโม่ ซ่งจวินหว่าน โหวเสี่ยวเม่ยสามหญิงกับพวกต้าเทียนซือ ราชาผียักษ์ หลี่ชิงโหวและกงซุนหว่านเอ๋อร์ต่างก็รับผิดชอบหน้าที่ดูแลบ้านเมือง
ส่วนต้าเป่าที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ถูกอบรมบ่มเพาะให้กลายมาเป็นผู้สืบทอด เวลาจัดการกับเรื่องราวเขาจึงไม่มุทะลุบุ่มบ่ามเหมือนตอนเด็กๆ อีกแล้ว เพียงแต่ว่าลึกๆ ในกมลสันดานยังคงมีนิสัยบ้าบิ่นไม่กลัวตายอยู่เหมือนเดิม ส่วนทางด้านตบะ เดิมทีเขาก็มีพรสวรรค์อันน่าตะลึงอยู่แล้ว เวลาหลายปีที่ผ่านมาจึงทำให้ตบะของเขาอยู่ในขั้นครึ่งเทพ!
และระดับความแข็งแกร่งทางเรือนกายของเขา ต่อให้เป็นราชาผียักษ์ก็ยังรู้สึกว่านอกจากป๋ายเสี่ยวฉุนแล้ว คงไม่มีใครทัดเทียมกับหลานชายคนนี้ของตนได้
ส่วนเสี่ยวเสี่ยวนั้นมีตบะสูงกว่าต้าเป่าเล็กน้อย แต่นางกลับเลือกจะปิดด่านนานหลายปีไม่ต่างจากป๋ายเสี่ยวฉุน
และเมื่อผู้แข็งแกร่งระดับเทียนจุนมีเพิ่มมากขึ้น ฐานะของราชวงศ์จักรพรรดิขุยจึงมั่นคงมากขึ้นทุกขณะ เพียงแต่ว่าการที่ป๋ายเสี่ยวฉุนป่าวประกาศต่อโลกภายนอกว่าปิดด่าน ได้ทำให้ข้างนอกเริ่มมีข่าวลือบางอย่างเกี่ยวกับเขาแพร่สะพัดไปทั่ว
ข่าวลือพวกนี้ไม่ได้แพร่ออกมาจากราชวงศ์จักรพรรดิขุยเอง แต่ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์จักรพรรดิแสหรือราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งต่างก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู ซึ่งหลักๆ แล้วลือกันไปว่าพลังการต่อสู้ของป๋ายเสี่ยวฉุนน่าจะไม่ใช่บุพกาล ในอดีตปีนั้นเขาก็แค่อาศัยการจ่ายค่าตอบแทนบางอย่างที่เขาพอจะรับไหว ถึงฝืนหยัดยืนและเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างกล้อมแกล้ม ดังนั้นทุกวันนี้เขาจึงต้องเก็บตัวปิดด่านเป็นเวลานาน
ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะออกจากด่านมาใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างพวกเสี่ยวเสี่ยวและต้าเป่าเป็นระยะ แต่โดยรวมแล้วเขาก็ใช้เวลาอยู่ท่ามกลางห้วงจักรวาลมากกว่า ในอดีตแต่ละปีเขาจะกลับมาสักหนึ่งครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็ไม่ได้อยู่นานนัก
“ตอนนี้ในราชวงศ์จักรพรรดิแสมีข่าวลือมากที่สุด เบื้องหลังต้องมีคนผลักดันอย่างลับๆ แน่นอน หากฝ่าบาทไม่ออกจากด่านในเวลาสั้นๆ นี้ เกรงว่าคงจะมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น”
“ที่สำคัญที่สุดก็คือตบะของฝ่าบาท…” ต้าเทียนซือมีท่าทางเป็นกังวล เวลานี้เขากำลังปรึกษากลยุทธ์รับมือกับพวกซ่งจวินหว่าน นั่นเพราะครั้งสุดท้ายที่ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับมาก็ผ่านไปนานหลายปีแล้ว พวกเขาไม่รู้เรื่องที่ขอบเขตของป๋ายเสี่ยวฉุนเลื่อนขั้น และป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็มัวยุ่งอยู่กับการหลอมไฟสามสิบสี เพราะคิดจะหลอมให้สำเร็จในรวดเดียว จึงไม่ทันแบ่งเวลากลับมาดูสถานการณ์ทางฝั่งนี้
และวินาทีที่ทุกคนในในตำหนักใหญ่ขมวดคิ้วเป็นปม คิดหนักว่าควรจะจัดการกับข่าวลือเหล่านี้อย่างไรดีนั้นเอง ทันใดนั้นเสียงกัมปนาทสะท้านฟ้าก็ดังขึ้นมาบนนภากาศ!
เสียงนี้ดังเกินฟ้าผ่า มันระเบิดดังอึกทึกถี่รัวอย่างบ้าระห่ำ ความรุนแรงของมันไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตะลึงให้กับคนในราชวงศ์จักรพรรดิขุยเท่านั้น แม้แต่ราชวงศ์จักรพรรดิแสและราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งเองก็เป็นเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่านี่คือ… เสียงกัมปนาทที่ก้องกังวานไปทั่วทั้งดินแดนเซียนนิรันดร์กาล!
แม้แต่มหาสมุทรหย่งเหิงก็ยังเกิดลูกคลื่นม้วนตัวโถมกระหน่ำ โลกทั้งใบสะเทือนเลือนลั่น ความกดดันขุมหนึ่งที่ทุกคนรู้สึกได้กดทับลงมาจากท้องฟ้าตามหลังเสียงดังกึกก้องนี้!!
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น!!”
“สวรรค์ นี่…นี่มันเสียงอะไรกัน!!”
ในเขตพื้นที่มากมาย คนจำนวนนับไม่ถ้วนร้องอุทานด้วยความตื่นตระหนก ผู้แข็งแกร่งทั้งหมดของสามราชวงศ์ใหญ่พากันบินออกมาแล้วเงยหน้ามองไปที่ท้องฟ้า
ตำแหน่งที่เสียงกัมปนาทนั้นดังลอยมาก็คือบนท้องฟ้า!!
และที่ยิ่งน่าตะลึงไปกว่านั้นก็คือ ใบหน้าของยักษ์ผู้บงการที่กินอาณาบริเวณครึ่งหนึ่งของท้องฟ้าซึ่งแน่นิ่งไม่ขยับมานานหลายปี บัดนี้ดวงตาที่ปิดสนิทของเขากลับ… ขยับเขยื้อน!!
การขยับครั้งนี้เด่นชัดมากเป็นพิเศษ ผู้แข็งแกร่งทุกคนต่างก็สัมผัสได้อย่างแจ่มชัด แล้วพริบตานั้นก็มีลมพายุระเบิดพวยพุ่งขึ้นมาในสมองของทุกคน!
“ยักษ์ขยับตัว!!”
“ข้ามองไม่ผิด หนังตา…หนังตาของเขากระตุกจริงๆ ด้วย!!”
“จะเป็นไปได้อย่างไร หรือว่า… ตำนานจะเป็นความจริง!”
วินาทีที่คนทั้งหมดตะลึงพรึงเพริด จักรพรรดิขุยเซิ่งและจักรพรรดิแสต่างก็บินออกมาในทันที พวกเขาทั้งสองคนยืนอยู่บนนครของใครของมัน สีหน้าของคนทั้งสองแตกต่างกัน เมื่อเทียบกับความเคร่งเครียดและสุขุมของจักรพรรดิเซิ่งแล้ว ดวงตาของจักรพรรดิแสกลับฉายแววดำมืด
และขณะที่ในใจของทุกคนทั่วทั้งดินแดนเซียนนิรันดร์กาลสัมผัสได้ถึงความกดดันและวิกฤตเป็นตายนั้นเอง หลังจากหนังตาของยักษ์ผู้บงการขยับเขยื้อนก็มีก้อนหินนับร้อยก้อนร่วงกราวลงมาจากหว่างคิ้วของยักษ์ผู้บงการ เหมือนดาวตกที่ร่วงลงมาแล้วกระจายไปทั่วพื้นดินของดินแดนเซียนนิรันดร์กาล!
ความเร็วนั้นมีมาก แล้วก้อนหินพวกนั้นก็เหมือนจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง ต่อให้จักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสลงมือก็ยังไม่อาจสกัดกั้นได้ทั้งหมด พวกมันจึงร่วงกราวลงมาดั่งห่าฝน!
พื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรงพร้อมๆ กับที่เสียงหวีดคำรณของก้อนหินที่ร่วงลงมาดังก้องไปทั้งฟ้าดิน!
ลมหายใจของจักรพรรดิเซิ่งถี่รัว รีบออกคำสั่งทันทีโดยไม่มีความลังเล “เทียนจุนและครึ่งเทพทุกคนจงไปเก็บหินทั้งหมดที่ร่วงลงมาอยู่ในขอบเขตของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง หากมีร่องรอยของชีวิตปรากฎจงทำลายและส่งรายงานมาให้ข้า!”
คำสั่งทำนองเดียวกันนี้ก็ปรากฏขึ้นในราชวงศ์จักรพรรดิแสเช่นกัน เพียงแต่ว่ามีบางส่วนที่แตกต่างกัน นั่นก็คือที่นี่ไม่มีคำสั่งให้ทำลาย เพียงแค่สั่งให้เก็บเอามาเท่านั้น
ไม่นานสองราชวงศ์ใหญ่ต่างก็เริ่มระดมกำลังในพื้นที่ของใครของมัน แม้แต่พื้นที่ของมหาสมุทรก็ยังไม่มีการละเว้น
ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ได้อยู่ในราชวงศ์จักรพรรดิขุย ทว่าการตัดสินใจที่มีร่วมกันของพวกต้าเทียนซือก็ยังส่งไปทั่วทั้งราชวงศ์อยู่ดี เทียนจุนและครึ่งเทพทั้งหมดจึงกระจายตัวกันออกไปค้นหา!
ขณะเดียวกันป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่บนพัดวิเศษท่ามกลางห้วงจักรวาล ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด สมาธิทั้งหมดของเขาจมจ่อมอยู่กับกองไฟที่อยู่ตรงหน้า สีของกองไฟนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากไฟยี่สิบเก้าสีอย่างสิ้นเชิง สีของกองไฟนี้แทบจะเห็นได้ไม่ชัด ราวกับว่ามีสีสันมากมายตัดสลับกัน เดี๋ยวๆ ก็มีหลายสี เดี๋ยวๆ ก็เหมือนจะกลายมาเป็นโปร่งแสง!
ป๋ายเสี่ยวฉุนสามารถวาดเค้าโครงของตำรับไฟสามสิบสีได้อย่างเสร็จสมบูรณ์ และทุกครั้งที่ทำการหลอมก็จะสามารถปรับปรุงให้มันดีขึ้น จนถึงขีดสุดความสามารถของตัวเขาเอง
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เขาก็ยังล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า มาจนถึงตอนนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ตระหนักได้แล้วว่าไฟสามสิบสีนี้… ไม่มีทางสำเร็จได้เพียงแค่เพราะมีตำรับหลอมไฟ ต่อให้เขาจะเตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมหมดแล้ว และตอนที่หลอมก็ทำอย่างเต็มที่ ทว่าสุดท้ายแล้วก็ยังมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะล้มเหลวอยู่ดี
“จะหลอมไฟสามสิบสีได้หรือไม่ คงต้องดูที่โชคแล้วล่ะ”
ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำเบาๆ เขาล้มเหลวมามากหลายสิบครั้งแล้ว หากเปลี่ยนมาเป็นคนอื่น เกรงว่าคงสิ้นหวังไปนานแล้ว เพราะอย่างไรซะทุกครั้งที่หลอมก็ต้องเผาผลาญจำนวนวิญญาณในระดับที่น่าตะลึง
ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะมีวิญญาณอยู่มากมาย ตอนนี้ก็เริ่มจะประคับประคองการหลอมไฟที่สิ้นเปลืองเช่นนี้ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน จากการวิเคราะห์ของเขา อย่างมากสุดตนคงหลอมได้อีกยี่สิบครั้งเท่านั้น หากยังล้มเหลว วิญญาณของเขาก็จะไม่พออีกต่อไป
และการที่เขาเดินทางอยู่ในห้วงจักรวาลมานานขนาดนี้ ไม่พูดว่าสามารถรวบรวมวิญญาณตลอดทั้งห้วงจักรวาลไว้ได้ แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนก็พอจะวิเคราะห์ได้คร่าวๆ แล้วว่าตนต้องเก็บเอาวิญญาณมาได้อย่างน้อยเกินครึ่ง ทว่าวิญญาณที่ยังกระจัดกระจายอยู่นั้น ไม่เพียงแต่มีปัญหาด้านการเก็บรวบรวม ยังต้องสิ้นเปลืองเวลามากด้วย
“ต้องทำให้สำเร็จให้ได้”
ป๋ายเสี่ยวฉุนถอนหายใจเบาๆ พยายามทำตัวให้กระปรี้กระเปร่าแล้วเริ่มหลอมอีกครั้ง หลายวันต่อมา เสียงกัมปนาทรุนแรงก็พลันดังก้องไปทั้งห้วงจักรวาล สีหน้าของป๋ายเสี่ยวฉุนไม่น่ามองสักเท่าไหร่ เขานั่งเหม่ออยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ก่อนจะเริ่มหลอมอีกครั้ง…
แล้วแต่ละวันก็ผ่านพ้นไปเช่นนี้ จนกระทั่งผ่านไปได้หนึ่งเดือน ป๋ายเสี่ยวฉุนหลอมไฟไปแล้วแปดครั้ง ทุกครั้งล้วนล้มเหลวในระดับที่แตกต่างกัน และเขาก็ทำสุดความสามารถแล้ว เพราะแม้แต่เขาเองก็ยังหาคำตอบสำหรับสาเหตุของความล้มเหลวไม่เจอ จนกระทั่งการหลอมครั้งนี้หลังจากผ่านไปได้หนึ่งเดือน
ดูเหมือนว่าเขาจะคว้าแสงสว่างเสี้ยวหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง การหลอมของป๋ายเสี่ยวฉุนในครั้งนี้จึงราบรื่นมากเป็นพิเศษ
จิตใจของเขาพลันสั่นสะท้าน พยายามสูดลมหายใจเพื่อให้ตัวเองสงบจิตใจลง แล้วก็ค่อยๆ จมจ่อมอยู่กับสภาวะเลื่อนลอยเหมือนคนที่หลงลืมทุกสิ่ง เหลือเพียงทะเลเพลิงที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอย่างต่อเนื่องนี้เท่านั้น!
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เมื่อจิตสำนึกของป๋ายเสี่ยวฉุนกลับคืนมาจากสภาวะเลื่อนลอย สายตาของเขาก็มองเหม่อไปยัง… เปลวเพลิงพร่างพราวเจิดจ้าที่ลอยอยู่เบื้องหน้าตัวเอง!
“สามสิบสี…” ร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนสั่นสะท้าน ลมหายใจที่หอบรัวสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นเต้น หวนนึกถึงความยากลำบากของตัวเอง คิดถึงว่าอีกไม่นานป๋ายฮ่าวจะฟื้นคืนชีพมาได้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ตื่นเต้นจนแหงนหน้าหัวเราะร่าเสียงดัง!