บทที่ 1250 อันธพาลผู้เผด็จการ
พอถูกหญิงสาวแต่งกายฉูดฉาดงดงามจำนวนมากห้อมล้อม ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะมีตบะเป็นบุพกาลก็ยังหน้าแดงก่ำ กระแอมเบาๆ อย่างอดไม่ไหว ครุ่นคิดว่าในฐานะที่ตนเป็นอาจารย์ของฮ่าวเอ๋อร์ ครั้งนี้เพื่อป๋ายฮ่าวแล้ว ตนพร้อมจะยอมทุ่มสุดตัว
“ฮ่าวเอ๋อร์ อาจารย์ทำทุกอย่างก็เพื่อเจ้านะ หลังจากที่สัมผัสได้ถึงคลื่นที่เจ้าแผ่ออกมา ต่อให้อาจารย์จะไม่เต็มใจมากแค่ไหนก็ยังฝืนทนทำมัน!”
พอป๋ายเสี่ยวฉุนคิดอย่างนี้ ก็รู้สึกว่าตัวเองช่างยิ่งใหญ่ ครั้นแล้วจึงสูดลมหายใจเข้าลึก สะบัดปลายแขนเสื้อเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
“ไปเอาสุราชั้นเลิศและอาหารอร่อยๆ ของพวกเจ้ามาให้นายท่านอย่างข้าสิ!”
พอป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่ยจบ แม่เล้าที่อยู่ข้างกายเขาก็ยิ่งดวงตาเป็นประกาย รีบร้องสั่งความเสียงดัง จากนั้นภายใต้การห้อมล้อมของหญิงสาวทั้งกลุ่ม ป๋ายเสี่ยวฉุนก็เดินอาดๆ เข้าไปในหอเรือน
พอเข้ามาในหอ การตกแต่งประดับประดาที่พร่างพราวไปด้วยแสงไฟและเครื่องเรือนที่หรูหราโอ่อ่า ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะมีประสบการณ์และความรู้กว้างขวางมากแค่ไหน ก็ยังอดตื่นตะลึงไปกับสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ โต๊ะและเก้าอี้แทบทุกตัวในนี้ล้วนทำมาจากหยกเซียน กระเบื้องที่ปูพื้นก็เป็นเช่นเดียวกัน ซ้ำยังมีค่ายกลที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ เป็นเหตุให้สถานที่แห่งนี้เหมือนกลายมาเป็นดินแดนแห่งเซียน
แม้แต่แสงตะเกียงที่ลุกไหม้อยู่รอบด้าน ก็ล้วนทำมาจากสมุนไพรที่มีชื่อเสียงด้านราคาที่แพงหูฉี่ ในฐานะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นปรมาจารย์ด้านการหลอมยา เพียงแค่สูดกลิ่นทีเดียวก็แยกแยะได้แล้วว่า ด้านในนั้นมีสมุนไพรอย่างน้อยเจ็ดแปดชนิด ซึ่งแต่ละชนิดต่างก็เป็นหญ้าเซียนที่หายสาบสูญไปแล้ว ไม่ว่าชนิดใดก็ล้วนมีมูลค่ามากพอจะเทียบเคียงได้กับเมืองเมืองหนึ่งเลยทีเดียว
ทว่าแสงตะเกียงที่อยู่ที่นี่กลับมีมากเกินพันชิ้นขึ้นไป
นี่จึงทำให้ลึกๆ ในใจของป๋ายเสี่ยวฉุนตื่นตะลึง พูดกับตัวเองในใจว่านี่มันเผ่าพันธุ์อะไรกันแน่ ถึงได้ร่ำรวยขนาดนี้
ที่ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนตะลึงมากที่สุดก็คือ ต่อให้เขาแผ่อำนาจจิตออกไปก็ยังไม่อาจมองออกว่าสิ่งปลูกสร้างที่หรูหราของที่แห่งนี้เป็นภาพมายา นี่จึงมากพอจะพิสูจน์ได้ว่า สิ่งปลูกสร้าง ตะเกียง กระเบื้องทั้งหมดที่อยู่ในที่แห่งนี้ล้วนเป็นของจริงทั้งสิ้น!
จิตใจป๋ายเสี่ยวฉุนหวั่นไหวเล็กน้อย หลังจากที่ถูกหญิงสาวกลุ่มนี้ห้อมล้อมพาไปนั่งที่โต๊ะแห่งหนึ่ง พอเขาลูบคลำหินหยกที่นำมาทำเป็นเก้าอี้ หัวใจก็เต้นกระหน่ำขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนเหล่าหญิงสาวที่อยู่รอบกายเขา แต่ละคนต่างก็ทำท่าทางกรีดกราย และไม่นานอาหารกับสุรารสเลิศก็ถูกยกมา เสียงกระซิบกระซาบอ่อนหวานอย่างต้องการเอาใจ ทำให้สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง
แม้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะเป็นเจ้าเหนือหัวของราชวงศ์จักรพรรดิขุย แต่เขาไม่เคยได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะยามนี้ที่ข้างกายไม่มีคนคุ้นเคย ความเหนื่อยล้าและแห้งเหี่ยวจากการเดินทางอันยาวนานในห้วงจักรวาล สิ่งมีชีวิตที่ปรากฎตัวขึ้นอย่างกะทันหันเหล่านี้ จึงทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนอารมณ์ดีจากใจจริง
เขาหยิบจอกเหล้าขึ้นมาดู หัวเราะร่าแล้วกระดกลงคออึกใหญ่ จากนั้นก็เริ่มลงมือกินอาหารและผลไม้วิเศษรสเลิศ บางครั้งยังหันไปหยอกเอินกับสาวน้อยข้างกายที่ทำท่าเขินอายแสร้งปฏิเสธ แต่ก็เหมือนจะให้การตอบรับเป็นอย่างดี ส่วนด้านหน้าก็คือนางรำร่างกายอรชรอ้อนแอ้นที่กำลังร่ายระบำไปตามเสียงเพลง เป็นเหตุให้บรรยากาศในหอเรือนครึกครื้นรื่นเริง
และสองข้างกายของป๋ายเสี่ยวฉุนยังมีสาวใช้สองคนช่วยนวดไหล่ แล้วก็มีสาวงามคอยป้อนสุราให้ถึงปาก ส่วนแม่เล้าคนนั้นก็คอยปรนนิบัติพัดวีอยู่ข้างกายด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
ส่วนทาสบุพกาลสองคนที่มากับป๋ายเสี่ยวฉุน เวลานี้ก็ถูกหญิงสาวจำนวนไม่น้อยลากไปนั่งอยู่ไม่ไกล กลิ่นหอมชื่นใจฟุ้งอบอวล ช่วงเวลานั้นทั้งเสียงหัวเราะแผ่วหวาน เสียงบทเพลงเสนาะหูคลอเคล้าเข้าด้วยกัน สอดแทรกมาด้วยเสียงหัวเราะร่วนของป๋ายเสี่ยวฉุน เป็นเหตุให้แสงไฟในหอเรือนแห่งนี้คล้ายจะสว่างไสวขึ้นจากเดิม
หากไม่เป็นเพราะตราประทับบนหลังมือของป๋ายฮ่าวยังคงแผ่ริ้วคลื่นออกมาเป็นระยะ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็อยากจะปล่อยให้ตัวจมจ่อมอยู่กับที่แห่งนี้อย่างเต็มคราบ จะได้สลัดความเหนื่อยล้าตลอดทางทิ้งไป ทว่าขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังปล่อยอารมณ์ให้ผ่อนคลายนั้นเอง เมื่อเวลาล่วงผ่าน ไม่นานดวงตาของแม่เล้าที่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้าก็ฉายแสงมืดดำ ส่วนเหล่าสาวงามที่ไม่ว่าจะเป็นคนที่กำลังฟ้อนรำ คนที่เล่นเครื่องดนตรี หรือคนที่กำลังบีบนวดไหล่ให้กับป๋ายเสี่ยวฉุน ดวงตาของพวกนางก็เริ่มแผ่แสงรุบรู่ออกมาเช่นกัน
ปลายนิ้วของพวกนางมีแสงสีดำยาวเหยียดตวัดออกมารัวเร็ว ใบหน้าของพวกนางก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นสีเขียว มองดูแล้วดุร้ายน่าหวาดกลัว และเส้นผมของพวกนางก็ยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างนี้พูดแล้วยาว แต่ในความเป็นจริงแล้วเสี้ยววินาทีที่ป๋ายเสี่ยวฉุนหลับตาลงดื่มด่ำกับทุกอย่างที่อยู่รอบกาย หญิงสาวทั้งหมดที่ห้อมล้อมเขาก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
คนที่เปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดก็คือแม่เล้าคนนั้น พริบตาเดียวเรือนกายของนางก็กลายมาเป็นผีร้ายที่น่าสยดสยองอย่างถึงที่สุด ครั้นแล้วนางก็กระโดดผลุงกระโจนใส่ป๋ายเสี่ยวฉุนด้วยสายตาที่ฉายแววละโมบ!
การกระทำของนางเหมือนเป็นสัญญาณอย่างหนึ่ง แทบจะชั่วขณะเดียวกันกับที่นางกระโจนใส่ป๋ายเสี่ยวฉุน ผู้หญิงทุกคนที่อยู่รอบด้านก็ล้วนกลายร่างมาเป็นผีร้ายดุดันที่พุ่งเข้าใส่ป๋ายเสี่ยวฉุนและทาสบุพกาลสองคนในทันที
เสียงคำรามแผดแหลมขัดจังหวะเสียงเพลงที่กำลังบรรเลง และเพียงชั่วพริบตาแสงตะเกียงที่อยู่รอบด้านก็ไม่สว่างไสวอีกต่อไป แต่กลายมาเป็นแสงสีเขียวที่แผ่ปราณแห่งความตาย แม้แต่พื้นที่เรียบรื่นแวววาวก็ยังหายไป กลายมาเป็นพื้นดินของสุสานที่ฝังศพจำนวนมากเอาไว้
และบัดนี้หอเรือนก็ได้แห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว มองไกลๆ นั่นใช่หอเรือนอะไรเสียที่ไหน เห็นชัดๆ ว่านี่มันหลุมศพหลุมหนึ่งต่างหาก!
แต่ว่าอาหารและสุราชั้นดีที่อยู่บนโต๊ะกลับยังไม่เปลี่ยนแปลงไป แม้จะไม่รู้ว่าผีร้ายเหล่านั้นทำได้อย่างไร แต่เห็นได้ชัดว่าพวกมันคือของจริง
ทว่าในช่วงเวลาที่ทุกอย่างรอบด้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล และหญิงสาวทั้งหมดก็กลายมาเป็นผีร้ายที่กระโจนเข้าใส่พวกป๋ายเสี่ยวฉุนสามคน ป๋ายเสี่ยวฉุนที่เดิมทียังหรี่ตาลงน้อยๆ พลางส่ายหัวฮัมเพลงอยู่ในลำก็พลันลืมตาโพลง
“หนวกหูจริง!” ใบหน้าของป๋ายเสี่ยวฉุนฉายความไม่สบอารมณ์ สะบัดปลายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง พลังอำนาจหนึ่งระเบิดออกมาจากในร่างกาย เสียงกัมปนาทดังไปสี่ทิศ ผีร้ายทั้งหลายที่อยู่รอบด้านถูกจู่โจมในฉับพลัน แต่ละตัวแผดเสียงร้องโหยหวน ดวงตาฉายความตะลึงพรึงเพริดแล้วถอยกรูดกลับออกมาอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันทาสบุพกาลสองคนนั้นก็แผ่ตบะออกมาช่วยกันปิดตายทางเข้าออกของหอเรือนแห่งนั้น ทั้งยังแผ่อำนาจจิตไปขัดขวางไม่ให้ผีร้ายพวกนี้ลอดทะลุกำแพงแล้วเผ่นหนีไปได้
ทั้งหมดนี้เสร็จสิ้นในเสี้ยววินาที เสียงร้องโหยหวนของผีร้ายยังคงอยู่ เพราะเหมือนจะถูกพลังอำนาจของป๋ายเสี่ยวฉุนทำลายเรือนกาย เมื่อพวกมันถอยกลับมา ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ถลึงตาดุดันใส่แม่เล้าที่เตรียมจะกระโจนเข้าใส่
ยังไม่ทันรอให้แม่เล้าที่หน้าเปลี่ยนสีถอยหนี ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยกมือขวาขึ้นคว้าจับแม่เล้ามาไว้ในมือ ปากก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“พวกเจ้าจงรีบแปลงกายกลับไปเป็นเหมือนเดิมให้ข้าเดี๋ยวนี้ ยากนักที่นายท่านป๋ายจะได้เห็นผีน้อยที่เป็นปกติกับเขาบ้าง แต่พวกเจ้ากลับกล้าจำแลงกายมาข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ? เร็วเข้าสิ อย่ามัวตัวสั่น รีบเปลี่ยนกลับไปเหมือนเดิม เต้นรำให้นายท่านป๋ายดูต่อเหมือนเดิม”
ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกเพียงว่าประโยคนี้ที่พูดออกมาช่างสาสมใจตนยิ่งนัก นับเป็นการปัดกวาดประสบการณ์ความกลัวผีตลอดหลายปีที่ผ่านมาของตนเสียจนสิ้น พอนึกถึงว่ามีวันหนึ่งที่ตนทำให้ผีกลายเป็นฝ่ายมากลัวตัวเองได้ เขาก็รู้สึกว่าตนเดินขยับเข้าไปใกล้จุดสูงสุดของชีวิตมากขึ้นแล้ว แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังรู้สึกว่าคำพูดของตนยังขาดพลังในการสยบขวัญไปสักหน่อย ดังนั้นจึงเตรียมที่จะจับวิญญาณแม่เล้าในมือมาหลอมไฟต่อหน้าดวงวิญญาณทั้งหลาย ทว่าจู่ๆ ริ้วคลื่นที่ส่งมาจากตราประทับของป๋ายฮ่าวบนหลังมือของเขากลับแผ่ความต้องการอย่างรุนแรงออกมาอีกครั้ง
ป๋ายเสี่ยวฉุนร้องเอ๊ะเบาๆ หลังจากพิจารณาอยู่ชั่วครู่ก็เอาวิญญาณแม่เล้าขยับเข้ามาใกล้กับหลังมือของตัวเอง วินาทีที่ทั้งสองสัมผัสเข้าด้วยกัน ตราประทับที่จำแลงมาจากป๋ายฮ่าวก็แผ่แรงดึงดูดออกมา ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนของวิญญาณแม่เล้า มันก็ถูกดึงดูดเข้าไปหาตราประทับในเสี้ยววินาที
พอดูดเอาวิญญาณแม่เล้าเข้าไป วิญญาณของป๋ายฮ่าวถึงแผ่ริ้วคลื่นของความพึงพอใจ ก่อนจะค่อยๆ สงบลง ราวกับว่ามีเพียงวิญญาณแม่เล้าของที่นี่เท่านั้นที่มีแรงดึงดูดรุนแรงสำหรับเขา ส่วนวิญญาณอื่นๆ นั้น ไม่อยู่ในสายตาของป๋ายฮ่าวแม้แต่น้อย
ป๋ายเสี่ยวฉุนยิ้มร่า ก่อนจะตบโต๊ะแล้วตะโกนดังลั่น
“เหล้าหมดแล้ว รีบรินเหล้าให้ข้าเร็วเข้า!”
เมื่อเสียงของป๋ายเสี่ยวฉุนดังออกมา ผีร้ายที่กลายร่างมาจากเหล่าหญิงสาวก็ไม่มีใครไม่กล้าจำแลงร่างกลับคืน แต่ละคนกลับมามีหน้าตาสวยงามหมดจดอีกครั้ง
ตอนที่มองมายังป๋ายเสี่ยวฉุน สายตาของพวกนางเผยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตามความคิดของพวกนาง ภาพที่วิญญาณแม่เล้าถูกดูดเอาไปก่อนหน้านี้น่าหวาดกลัวเกินไป บัดนี้แต่ละคนที่ตัวสั่นเทิ้มจึงรีบพยายามกลับไปเต้นรำใหม่อีกครั้ง หวังจะเอาใจป๋ายเสี่ยวฉุนให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้คลี่คลายวิกฤตในครั้งนี้
เพียงแต่ว่าเป็นเพราะความหวาดกลัว พวกนางรำจึงตัวสั่นไม่หยุด ส่วนพวกที่ร้องเพลงและเล่นดนตรีก็เป็นแบบเดียวกัน ส่วนคนที่ตัวสั่นมากที่สุดก็คือ คนที่อยู่ข้างกายคอยบีบไหล่ให้กับป๋ายเสี่ยวฉุน จนกระทั่งผ่านไปได้พักใหญ่ พอป๋ายเสี่ยวฉุนหลับตาลงทำหน้าเคลิบเคลิ้มอีกครั้ง พวกนางถึงได้ผ่อนคลายลง แต่ละคนที่อารมณ์ห่อเหี่ยวคิดแค่อยากจะปรนนิบัติป๋ายเสี่ยวฉุนให้ดีที่สุด เขาจะได้จากไปเร็วๆ
ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนกลับไม่อยากจากไปเร็วขนาดนั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสุขสบายนี้ เขาจึงนั่งแช่อยู่ตรงนั้นตลอดทั้งวัน ดื่มสุราและกินอาหารเลิศรสไปไม่รู้มากเท่าไหร่ จนกระทั่งยามสายัณห์ของวันที่สอง ป๋ายเสี่ยวฉุนถึงได้ลืมตาขึ้นช้าๆ พอพักผ่อนมาหนึ่งวันเต็มๆ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าทั้งหมดในการเดินทางที่ยากลำบากนี้ ได้ถูกปัดเป่าจนหมดสิ้นลงแล้ว
และอารมณ์ของเขาก็ยิ่งเบิกบาน สบายใจมากเป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะการที่พบเจอความรื่นเริงในห้วงจักรวาลที่เปลี่ยวร้างและอ้างว้างแห่งนี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างถึงที่สุด
“แม้ว่าพวกนางจะเป็นผีทั้งหมด แต่กลับมีความพิเศษอย่างมาก ทิ้งไว้ที่นี่ก็เปล่าประโยชน์ ไม่สู้พากลับไปที่ราชวงศ์จักรพรรดิขุยด้วยกัน เวลาว่างๆ ก็ปล่อยพวกนางออกมาเต้นรำให้ดู หรือไม่ก็ร้องเพลงให้ฟัง…”
ป๋ายเสี่ยวฉุนคิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกหวั่นไหวอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่จดหมายรักถูกริบไป เขาก็มักจะรู้สึกว่าในถุงเก็บของขาดอะไรไปบางอย่าง พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกาย
“ที่ขาดก็คือการร้องรำทำเพลงที่พิเศษเหล่านี้นี่แหละ หากข้านำกลับไปด้วยแล้วเอาออกมาตอนพบหน้าจักรพรรดิเซิ่ง เกรงว่าแม้แต่จักรพรรดิเซิ่งเองก็คงต้องอิจฉาข้าอย่างมาก”
ป๋ายเสี่ยวฉุนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผล จึงลุกขึ้นยืนและสะบัดปลายแขนเสื้อเป็นวงกว้างท่ามกลางอาการตัวสั่นของผีสาวเหล่านั้น
“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าก็มาติดตามข้าแล้วกัน!”