บทที่ 1252 ป๋ายฮ่าวฟื้นคืนชีพ
ด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก
ค่อยๆ ขยับไฟสามสิบสีกลางมือเข้าไปใกล้ตราประทับที่อยู่บนหลังมือของตัวเอง วิญญาณของป๋ายฮ่าวที่อยู่ในตราประทับก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงการขยับเข้ามาใกล้ของเปลวเพลิงจึงแผ่คลื่นรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ฮ่าวเอ๋อร์…” ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำเบาๆ นำไฟสามสิบสีที่เขาใช้เวลานานหลายปี ทั้งยังเผาผลาญมหาสมุทรวิญญาณมากจนเกือบไร้ที่สิ้นสุดให้ค่อยๆ ผสานรวมเข้ากับตราประทับบนหลังมือของตน!
วินาทีที่ทั้งสองผนวกรวมเข้าด้วยกัน
ตราประทับของป๋ายฮ่าวบนหลังมือของป๋ายเสี่ยวฉุนก็พลันระเบิดแสงพร่างพราว ความตายของป๋ายฮ่าวในปีนั้นคือการใช้วิญญาณของตัวเองมาหลอมเป็นไฟยี่สิบสองสี เพื่อช่วยชีวิตของป๋ายเสี่ยวฉุนในช่วงเวลาวิกฤตคับขัน!
และวันนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนที่จ่ายค่าตอบแทนมหาศาลหลอมไฟสามสิบสีขึ้นมา ก็เพื่อชุบชีวิตป๋ายฮ่าวที่อยู่ในตราประทับกลับคืนมาอีกครั้ง!!
เมื่อตราประทับของป๋ายฮ่าวส่องแสงสว่างพร่างพราวมากขึ้นเรื่อยๆ อารมณ์ของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยิ่งตื่นเต้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ดวงตาของเขาจ้องนิ่งไม่กะพริบ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งตราประทับบนหลังมือค่อยๆ หลุดออกมา ท่ามกลางลมหายใจที่หอบรัวของป๋ายเสี่ยวฉุน ตราประทับกลุ่มนี้ก็มาลอยอยู่ตรงหน้าเขา ก่อนที่ด้านในจะมีริ้วคลื่นของวิญญาณแผ่ออกมา
ปราณของวิญญาณนี้ยิ่งนานก็ยิ่งเข้มข้น มาถึงท้ายที่สุด ใจกลางของตราประทับก็เริ่มมีเค้าโครงของเงาวิญญาณดวงหนึ่งก่อร่างขึ้น และวินาทีที่ป๋ายเสี่ยวฉุนมองไป เขาก็จำได้ทันทีว่าโครงร่างนี้ก็คือป๋ายฮ่าว!!
“ฮ่าวเอ๋อร์…” ป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่ยเรียกเบาๆ ด้วยความตื่นเต้น และเมื่อจบเสียงเรียกขานของเขา หนังตาของดวงวิญญาณป๋ายก็ขยับเขยื้อนเล็กน้อย ครั้นแล้วจึงลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาของเขาฉายแววเลื่อนลอยก่อนเป็นอันดับแรก
ทว่าพอมองเห็นป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน ร่างของป๋ายฮ่าวก็พลันสั่นสะท้าน
“อาจารย์!”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกขานว่าอาจารย์ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็หัวเราะร่าอย่างเบิกบานใจ เขารอคอยเสียงเรียกว่าอาจารย์นี้มานานเหลือเกินแล้ว และก็รอคอยการพบเจอกันครั้งนี้มานานหลายปีแล้วเช่นกัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเขา ความทรงจำของป๋ายฮ่าวสับสนวุ่นวายเล็กน้อย ทว่าวินาทีที่มองเห็นอาจารย์ของตนได้อย่างชัดเจน จิตใจของเขาก็สงบลงได้ ก็เหมือนกับในอดีตที่ในโลกของเขามีอาจารย์เป็นญาติเพียงคนเดียวเท่านั้น
เมื่อมีอาจารย์อยู่ข้างกาย ทุกอย่างก็ล้วนมั่นคงปลอดภัย และไม่นานป๋ายฮ่าวก็คลี่ยิ้ม ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าป๋ายเสี่ยวฉุนแล้วโขกศีรษะลงกับพื้นเบาๆ สามครั้ง
“อาจารย์ ไม่เจอกันนานเลยนะขอรับ…”
เสียงหัวเราะกลายมาเป็นความอบอุ่น ความรื่นเริงใจกลายมาเป็นความรักฉันญาติ ระหว่างอาจารย์และศิษย์อย่างป๋ายเสี่ยวฉุนกับป๋ายฮ่าวเหมือนจะมีเรื่องให้พูดคุยกันไม่จบสิ้น และจากคำพูดคุยโวโอ้อวดของป๋ายเสี่ยวฉุน ป๋าวฮ่าวก็ได้รับรู้เรื่องทั้งหมดหลังจากที่ตนตายไป รู้ถึงการพังทลายของจักรพรรดิขุย รู้ถึงการดำรงอยู่ของดินแดนเซียนนิรันดร์กาล รู้ว่าในโลกที่ไม่คุ้นเคยใบนี้ อาจารย์ของตนได้เดินสู่ความรุ่งโรจน์มาตลอดทาง แล้วก็รู้ว่าดินแดนเซียนนิรันดร์กาลในทุกวันนี้มีสามแคว้นที่คานอำนาจกันอยู่!
“อีกอย่าง ตอนนี้ข้าผู้อาวุโสอาจารย์ของเจ้าเป็นบุพกาลแล้ว เจ้ารู้จักบุพกาลหรือไม่ ทั่วทั้งดินแดนเซียนนิรันดร์กาลมีอยู่แค่สามคนเท่านั้น!”
“แถมข้ายังไม่ใช่บุพกาลทั่วไปด้วยนะ คิดจะบดขยี้จักรพรรดิแสกับจักรพรรดิเซิ่ง ข้าก็ทำได้ง่ายดายเพียงแค่ยกฝ่ามือ” ป๋ายเสี่ยวฉุนกระแอมหนึ่งทีแล้วเริ่มโอ้อวดตัวเองด้วยความลำพองใจ ป๋ายฮ่าวที่อยู่ข้างกันกะพริบตาปริบๆ เขาติดตามป๋ายเสี่ยวฉุนมานานมากแล้ว ย่อมรู้ว่าเวลานี้อาจารย์ของตนต้องการสิ่งใด ดังนั้นจึงรีบเผยประกายตาเลื่อมใสแล้วเอ่ยอย่างรวดเร็วว่า
“แต่ไรไหนมาท่านอาจารย์ก็ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานมาโดยตลอด ไม่ว่าไปอยู่ที่ไหนก็ลุกผงาดขึ้นมาได้ ข้อนี้ศิษย์ได้แต่ทอดถอนใจที่ไม่เคยสู้ท่านได้เลย วันหน้าคงต้องเรียนรู้จากท่านอาจารย์ให้มากๆ”
เห็นสายตาของป๋ายฮ่าว ได้ยินคำพูดจริงจังที่แฝงไว้ด้วยความประจบเยินยอของอีกฝ่าย ป๋ายเสี่ยวฉุนก็หัวเราะร่าเสียงดัง ยกมือชี้หน้าป๋ายฮ่าว อยากจะทำให้ตัวเองดูขึงขังน่ากริ่งเกรงสักหน่อย แต่กลับทำได้ยากยิ่งนัก
“ฮ่าวเอ๋อร์ สิ่งที่อาจารย์ชื่นชมเจ้ามากที่สุดก็คือนิสัยข้อนี้ของเจ้า เจ้าไม่เคยพูดโป้ปด ไม่เลวๆ”
พอได้ยินคำพูดของป๋ายเสี่ยวฉุน ป๋ายฮ่าวก็หัวเราะขึ้นมา ในความรู้สึกของเขา ขอแค่อาจารย์อารมณ์ดี ตนก็อารมณ์ดีตามไปด้วย ยิ่งนึกถึงสิ่งที่อาจารย์ต้องทุ่มเทเสียสละเพื่อช่วยให้ตนฟื้นคืนชีพ ป๋ายฮ่าวก็ยิ่งอุ่นซ่านในหัวใจ
ป๋ายเสี่ยวฉุนโบกมือ เตรียมจะโม้เรื่องอื่นให้ลูกศิษย์ของตนฟังต่ออีกครั้ง ทว่าเวลานี้เอง เจดีย์สูงที่อยู่บนยอดเขาเป็นตายข้างแม่น้ำบนหน้าพัดวิเศษก็พลันสั่นสะเทือน แล้วแผ่แสงสีขาวกับสีดำออกมาสองเส้น
การปรากฏของแสงนี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนอึ้งตะลึง แล้วจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงวิญญาณวัตถุน้อยร้องอุทานหลงโทน
“ต้นกำเนิดเต๋าเป็นตายกำลังถูกดึงดูดเอาไป สวรรค์ นี่…นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร!” ก่อนหน้านี้วิญญาณวัตถุน้อยยังมองป๋ายเสี่ยวฉุนที่คุยโวอย่างดูหมิ่น ทว่าพอเห็นภาพเหตุการณ์นี้มันที่ร้องอุทานแตกตื่นก็รีบบินตรงไปยังเจดีย์ต้นกำเนิดแห่งเต๋าทันที ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็ใจสั่น รีบตามไปติดๆ ส่วนป๋ายฮ่าวที่พอเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของอาจารย์ตัวเองก็ติดตามไปด้านหลังด้วยสีหน้าเครียดขรึมเช่นกัน
วินาทีที่เข้าไปในหน้าพัด อำนาจจิตของป๋ายเสี่ยวฉุนก็แผ่ออกไปผสานรวมกับเจดีย์สูง และมองแค่ปราดเดียวก็เห็นว่าศพของซ่งเชวียที่อยู่ในเจดีย์กำลังลอยอยู่เหนือต้นกำเนิดเต๋าเป็นตาย!
ต้นกำเนิดเต๋าเป็นตายแปลงมาเป็นไอสองขุมที่มีสีขาวและสีดำ ซึ่งพวกมันกำลังล้อมวนอยู่รอบศพของซ่งเชวีย และเมื่อมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่ามีไอเป็นเส้นๆ กำลังมุดลอดเข้าไปในร่างของซ่งเชวียอย่างเชื่องช้า!!
“นี่…นี่…ไอ้หมอนี่ทำสำเร็จจริงๆ หรือ? เป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีเหตุผลเลย…” วิญญาณวัตถุน้อยเองก็สังเกตเห็นทุกอย่างนี้เหมือนกัน มันตาค้างไปทันที พอกล่าวประโยคนี้จบมันก็สูดลมหายใจดังเฮือกแล้วหันขวับไปมองป๋ายเสี่ยวฉุน แล้วจึงพบว่าความสนใจทั้งหมดของป๋ายเสี่ยวฉุนล้วนถูกซ่งเชวียดึงดูดเอาไป นั่นถึงทำให้มันคลายใจลงได้
นั่นเป็นเพราะว่าคำพูดที่มันเคยบอกกับป๋ายเสี่ยวฉุนไปในครานั้น แท้จริงแล้วความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จกลับมีน้อยกว่าสิ่งที่มันพูดไว้มากมายหลายเท่านัก เพราะอย่างไรซะนี่ก็เป็นเพียงแค่ความคิดขั้นต้นของเต้าเฉินเซียนจุนเท่านั้น ทว่าทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นในเวลานี้ล้วนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความคิดนี้ของเขาเหมือนจะถูกต้อง!
“ซ่งเชวีย…” ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก แม้ว่าบนร่างของซ่งเชวียในเวลานี้จะยังอบอวลไปด้วยปราณแห่งความตาย แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยผิดจากก่อนหน้านี้ ราวกับว่าเมื่อเดินมาถึงสุดทางแห่งความตายแล้วจึงเกิดลางว่าจะย้อนทวนกลับ!
และเห็นได้ชัดว่าซ่งเชวียกำลังผสานรวมกับต้นกำเนิดเต๋าเป็นตาย หากทำสำเร็จได้ในท้ายที่สุด ความเป็นไปได้ที่ซ่งเชวียจะฟื้นคืนชีพก็มีสูงมาก แม้แต่ตบะของเขาก็จะแตกต่างไปจากเดิม ส่วนจะถึงในระดับใดนั้น ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่อาจวิเคราะห์ได้ ทว่าแม้ในใจของวิญญาณวัตถุน้อยจะสั่นสะเทือน แต่ก็พอจะรับเรื่องจริงนี้ได้ แล้วก็มองความคิดของป๋ายเสี่ยวฉุนออก จึงรีบเอ่ยขึ้นทันที
“นายท่าน หากสหายนักพรตผู้นี้ของท่านผสานรวมกับต้นกำเนิดเต๋าเป็นตายได้สำเร็จ เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เนื่องจากไม่ได้รับการยอมรับจากโลก เขาจึงไม่มีทางได้กลายมาเป็นผู้บงการ แต่ต่อให้ไม่ได้เป็นผู้บงการที่แท้จริง แต่ก็ต้องเป็นว่าที่ผู้บงการซึ่งเป็นรองแค่ผู้บงการอยู่ขั้นเดียวเท่านั้น!”
“เพียงแต่ว่าการผสานรวมนี้จำเป็นต้องใช้เวลา อาจจะเร็วมาก หรืออาจจะช้ามาก ทุกอย่างนี้ต้องดูที่โชควาสนาของเขาเท่านั้น เพราะอย่างไรซะก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ปรากฎขึ้นมาก่อน”
วิญญาณวัตถุน้อยสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ตอนที่มองไปยังซ่งเชวีย ในใจมันก็รู้สึกซับซ้อนไม่น้อย ต้นกำเนิดเต๋าเป็นตายคือเต๋าของเต้าเฉินเซียนจุน หากซ่งเชวียทำสำเร็จ หากว่ากันในบางความหมายแล้วก็ถึงจะถือว่าเขาต่างหากที่เป็นผู้สืบทอดเต๋าของเต้าเฉินเซียนจุนตัวจริง
เมื่อได้ยินคำพูดของวิญญาณวัตถุน้อยและสังเกตสถานการณ์ของซ่งเชวียอย่างละเอียด ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง
หากจะบอกว่าป๋ายฮ่าวช่วยชีวิตของป๋ายเสี่ยวฉุนเอาไว้ ถ้าเช่นนั้นซ่งเชวียก็ช่วยชีวิตภรรยาและลูกของป๋ายเสี่ยวฉุนเอาไว้ บุญคุณเช่นนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนมิอาจลืมได้ดวงตาของเขาที่มองซ่งเชวียจึงแฝงไว้ด้วยแววของการอวยพร หลังจากถอนหายใจยาวๆ หนึ่งครั้ง เขาก็คารวะให้กับซ่งเชวียหนึ่งครั้งแล้วถึงหมุนกายจากไป
แทบจะเวลาเดียวกันกับที่เรื่องน่ายินดีคู่มาเยือนป๋ายเสี่ยวฉุน
บนดินแดนเซียนนิรันดร์กาล เมื่อหินร้อยกว่าก้อนร่วงระนาวลงมา ผู้แข็งแกร่งของสามราชวงศ์ใหญ่ต่างก็กระจายตัวกันออกไปเก็บรวบรวมและทำลาย
ขั้นตอนนี้ไม่ราบรื่นนัก เพราะก้อนหินที่มีปราณของผู้บงการจะกัดกร่อนและทำลายพื้นที่ที่มันไปตกอยู่ ต่อให้จะถูกค้นพบอย่างรวดเร็วก็ยังส่งผลกระทบในระดับหนึ่งอยู่ดี ซ้ำยังมีบางส่วนที่ต้องเป็นเทียนจุนเท่านั้นถึงจะหาเจอ นี่จึงทำให้ความเร็วในการค้นหาชะลอช้าลงไม่น้อย ตอนนี้เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว แม้ว่าจะมีก้อนหินจำนวนมากถูกค้นพบและเก็บเอามา แต่ก้อนหินส่วนใหญ่ที่ถูกหาเจอล้วนเป็นหินจริงๆ ด้านในไม่มีร่างแยกหรือเลือดเนื้อของผู้บงการซ่อนอยู่ ซึ่งจนถึงตอนนี้ ก้อนหินที่ด้านในมีเลือดเนื้อของผู้บงการก็มีปรากฎที่ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งก้อนเดียวเท่านั้น ก้อนอื่นๆ ยังไม่ถูกค้นพบ
บัดนี้พื้นที่ริมขอบของราชวงศ์จักรพรรดิขุยที่อยู่ติดกับราชวงศ์จักรพรรดิแส ราชาผียักษ์กำลังห้อทะยานด้วยความเร็วเต็มกำลัง ในฐานะที่เป็นเทียนจุน หนึ่งเดือนมานี้เขาได้ไปค้นหาตามพื้นที่ที่หินอุกกาบาตตกลงมาแล้วถึงเจ็ดแห่ง และหลังจากที่สยบพร้อมเก็บรวบรวมมาไว้ได้แล้ว เขาจึงกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่หินอุกกาบาตตกลงมาอีกแห่งหนึ่งซึ่งครึ่งเทพลูกน้องของเขาเป็นผู้ค้นพบ
ยังดีที่ที่นั่นค่อนข้างจะเงียบสงัด รอบด้านไม่มีใครอยู่ ดังนั้นต่อให้พื้นที่นั้นจะถูกกัดกร่อน แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบมากนัก แล้วยิ่งราชาผียักษ์มีตบะเป็นเทียนจุนจึงมีความสามารถมากพอจะสยบทุกพื้นที่ที่ถูกกัดกร่อนได้ ท่ามกลางการห้อทะยานครั้งนี้เขาจึงขยับเข้าไปใกล้พื้นที่ที่มีหินก้อนนั้นตกอยู่มากทุกขณะ
“หาก้อนนี้พบก็กลับเมืองได้แล้ว ดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแห่งนี้ เกรงว่าในอนาคตคงต้องเจออุปสรรคอีกมากมาย” ราชาผียักษ์ถอนหายใจ เปี่ยมไปด้วยความกังวลต่ออนาคตในวันข้างหน้า