บทที่ 1253 กลับคืน
เมื่อราชาผียักษ์ทะยานไปข้างหน้า เขาก็ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เขตพื้นที่ของราชวงศ์จักรพรรดิแสมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเบื้องหน้าของราชาผียักษ์มีแอ่งกระทะแอ่งหนึ่งปรากฎขึ้น
พื้นที่แอ่งกระทะนี้ไม่ใหญ่มากนัก พื้นดินรอบด้านไหม้เกรียม ทั้งยังมีควันดำแผ่ออกมาเป็นระลอก ซึ่งตรงกลางของแอ่งกระทะที่มีควันดำล้อมวนมีก้อนหินอยู่ก้อนหนึ่ง
ก้อนหินก้อนนี้ขนาดแค่ประมาณกำปั้น แต่กลับเปล่งแสงวูบวาบเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องราวกับเพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะบางอย่าง คล้ายคลึงกับการเต้นของหัวใจ
บริเวณโดยรอบแอ่งกระทะมีผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพของราชวงศ์จักรพรรดิขุยอยู่เจ็ดแปดคน พวกเขาเป็นผู้ค้นพบสถานที่แห่งนี้เป็นคนแรก แต่กลับไม่สามารถเข้าไปในแอ่งกระทะได้ พลังการกัดกร่อนที่แผ่ออกมาจากที่แห่งนี้ ต่อให้เป็นครึ่งเทพก็ยังต้านรับไม่ไหว พวกเขาถึงได้รายงานไปให้ราชาผียักษ์มาที่นี่
และเมื่อราชาผียักษ์ขยับเข้ามาใกล้ ครึ่งเทพเจ็ดแปดคนนี้ก็ลุกขึ้นคารวะพร้อมกัน ราชาผียักษ์โบกมือให้ ไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงดิ่งเข้าไปในแอ่งกระทะโดยตรง
พลังกัดกร่อนที่แผ่ออกมาจากในนั้นสามารถหลอมละลายร่างของครึ่งเทพได้เลย ทว่าสำหรับเทียนจุนแล้ว หากอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยามจะไม่ถูกรุกรานมากนัก เพียงแต่ว่าจะทำให้ร่างของราชาผียักษ์มีควันดำแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
ราชาผียักษ์รู้ดีว่าหากถูกรุกรานนานเข้า แม้แต่ตนเองก็คงรับไม่ไหว ดังนั้นเมื่อเหยียบเข้าไปในแอ่งกระทะเขาจึงขยับเข้าไปใกล้หินก้อนนั้นในทันที ครั้นแล้วจึงยกมือขวาขึ้นคว้าจับผ่านอากาศ เมื่อหินก้อนนี้เข้ามาอยู่ในมือ ราชาผียักษ์ก็ทำเหมือนกับที่ทำกับหินก้อนอื่นๆ ก่อนหน้านั้น นั่นคือกวาดอำนาจจิตออกไปตรวจสอบ
ทว่าครั้งนี้พอเขากวาดอำนาจจิตออกไปแล้วก็ต้องหน้าเปลี่ยนสี ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างทันควัน
“ไม่ใช่ก้อนหิน!!” ลมหายใจของราชาผียักษ์หอบกระชั้น อำนาจจิตของเขามองเห็นว่าตรงกลางของหินก้อนนี้คล้ายจะมีร่างเล็กๆ เหมือนตัวอ่อนของกิ้งก่าอยู่ตัวหนึ่ง!
และตอนที่อำนาจจิตของราชาผียักษ์กวาดมองไป ตัวอ่อนนั้นยังเคลื่อนขยับอีกด้วย
ราชาผียักษ์ตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าตนได้ค้นพบวัตถุที่แตกต่างไปจากชิ้นก่อนๆ เข้าใจดีว่ามูลค่าของวัตถุชิ้นนี้เกรงว่าคงไม่น้อย จึงถอยกรูดกลับออกมาอย่างไร้ความลังเล เตรียมจะกลับไปยังนครจักรพรรดิขุย ทว่าวินาทีที่ราชาผียักษ์เตรียมจะจากไปในเอง ทันใดนั้นเสียงแค่นเย็นชาก็ดังมาจากท้องฟ้า ก่อนที่เสียงแค่นในลำคอนี้จะกลายมาเป็นทะเลเพลิงที่โอบล้อมสี่ด้านแปดทิศของพื้นที่แห่งนี้!
ทะเลเพลิงผืนนี้เป็นสีดำ พริบตาเดียวก็ปกคลุมไปทั่วด้าน ผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพเจ็ดแปดคนนั้นไม่ทันจะได้เผ่นหนี ไม่ทันจะร้องโหยหวนก็ถูกทะเลเพลิงกลบทับในเสี้ยววินาที ร่างทั้งร่างจึงสลายกลายเป็นฝุ่นผง
“จักรพรรดิแส!!” ขนาดราชาผียักษ์ที่เป็นเทียนจุนก็ยังหน้าเปลี่ยนสี เขาเคยเห็นศึกระหว่างป๋ายเสี่ยวฉุนกับจักรพรรดิแสกับตาตัวเอง และตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ก็เคยได้พูดคุยกับกงซุนหว่านเอ๋อร์ จึงคุ้นชินกับปราณของจักรพรรดิแสเป็นอย่างดี บัดนี้เขาร้องอุทานเสียงหลง ขณะเดียวกันก็เตรียมจะส่งคำเตือนไปยังนครราชวงศ์จักรพรรดิขุย แต่กลับช้าไปเสียแล้ว อุณหภูมิของทะเลเพลิงรอบด้านเพิ่มขึ้นพรวดพราดในเสี้ยววินาที มองมาจากที่ไกลๆ ทะเลเพลิงผืนนี้กลับจำแลงมาเป็นฝ่ามือเปลวเพลิงที่ผุดขึ้นมาจากแผ่นดินแล้วเอื้อมคว้าราชาผียักษ์ ไม่ว่าราชาผียักษ์จะดิ้นรนและพยายามหลบหนีอย่างไร แต่ด้วยความแตกต่างทางตบะ เขาจึงไม่สามารถสลัดได้หลุด และหลังจากที่ฝ่ามือเปลวเพลิงนี้คว้าเขาเอาไว้ได้ก็บีบร่างเขาแล้วโยนขึ้นไปบนฟ้าอย่างแรง
ท่ามกลางท้องนภา จักรพรรดิแสที่สวมชุดจักรพรรดิยืนเอามือไพล่หลัง สีหน้าไร้อารมณ์ เขาไม่ได้มองมือใหญ่เปลวเพลิงที่ย้อนกลับมาหา เพียงแต่เมื่อหินก้อนนั้นบินออกมาจากในมือใหญ่ เขากลับคว้ามันเอาไว้ มองอยู่ครู่หนึ่งหินก้อนนี้ก็ค่อยๆ ผสานเข้ากับเรือนกายของเขาช้าๆ จนกระทั่งหายวับไปอย่างสิ้นเชิง ดวงตาทั้งคู่ของจักรพรรดิแสโชนแสงลุกเรือง และปราณทั่วร่างของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย
ส่วนราชาผียักษ์ที่อยู่ในมือใหญ่เปลวเพลิงก็เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด บาดเจ็บหนักจนหมดสติไปแล้ว สำหรับราชาผียักษ์ จักรพรรดิแสไม่แม้แต่จะปรายตามอง สายตาของเขาในเวลานี้ทอดมองไปยังทิศทางที่ตั้งของนครราชวงศ์จักรพรรดิขุย แล้วหรี่ตาลงช้าๆ
“ป๋ายเสี่ยวฉุน เวลาหลายปีที่ผ่านมา เจ้าจะมีพลังการต่อสู้ของบุพกาลจริงๆ แล้วหรือไม่…” จักรพรรดิแสเอ่ยเนิบช้า เพราะว่าป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ได้ลงมือทำอะไรมาหลายปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือจักรพรรดิเซิ่งจึงเริ่มแยกแยะไม่ถูก
ที่พึ่งของป๋ายเสี่ยวฉุนในปีนั้นคือแสงแห่งบุพกาล และจักรพรรดิแสที่ข่มกลั้นอารมณ์มาจนถึงวันนี้ก็หาวิธีคลี่คลายแสงแห่งบุพกาลได้แล้ว โดยเฉพาะตอนนี้ที่จักรพรรดิแสเห็นว่าเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องหาวิธีหยั่งเชิงตื้นลึกหนาบางของป๋ายเสี่ยวฉุนล่วงหน้าให้จงได้!
นิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ จักรพรรดิแสก็พลันคลี่ยิ้มแล้วหอบเอาร่างของราชาผียักษ์จากไปพร้อมกัน
หลังจากที่จักรพรรดิแสจากไปได้ไม่นาน คำสั่งหนึ่งก็ส่งตรงจากนครจักรพรรดิแสไปยังนครจักรพรรดิขุย เนื้อความในโองการนั้นบอกไว้อย่างชัดเจนว่า ราชาผียักษ์บุกเข้ามาในพื้นที่ของราชวงศ์จักรพรรดิแส ทั้งยังแย่งชิงเอาหินอุกกาบาตก้อนหนึ่งไปครอง นับว่าเป็นการละเมิดกฎ จึงเป็นเหตุให้จักรพรรดิแสคุมตัวเขาเอาไว้เพื่อเป็นบทเรียน
เรื่องนี้ยังถูกคนของราชวงศ์จักรพรรดิแสป่าวประกาศไปทั่วดินแดนเซียนนิรันดร์กาล ในโองการนั้นไม่เพียงแต่บอกถึงเหตุผล สุดท้ายยังเสนอว่าป๋ายเสี่ยวฉุนต้องมาเยือนนครจักรพรรดิแสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะพาตัวราชาผียักษ์กลับไปได้!
การหยั่งเชิงเช่นนี้ไม่มีการอำพรางเลยแม้แต่น้อย แทบจะวินาทีเดียวกับที่โองการนี้ประกาศออกมา จักรพรรดิเซิ่งพลันหรี่ตาทั้งคู่ลง ดวงตาเปล่งประกายวาบ แม้เขาจะเป็นพันธมิตรกับป๋ายเสี่ยวฉุน แต่ก็กังขาในพลังการต่อสู้ของป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหลังจากนิ่งคิดไปครู่ เขาก็รู้สึกว่าการหยั่งเชิงของจักรพรรดิแสนับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับตน
“เรื่องการหยั่งเชิงนี้ไม่มีผลเสียสำหรับข้าก็จริง แต่หากว่าป๋ายเสี่ยวฉุนตายไป จะทำให้ข้าเสียผลประโยชน์” จักรพรรดิเซิ่งตัดสินใจแล้วว่าเขาจะจับตาดูเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้เตรียมพร้อมสำหรับการลงมือ
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วสามวัน เมื่อเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ กลับมาจากนครจักรพรรดิขุย จักรพรรดิแสก็ยิ่งคลางแคลงใจ แม้แต่นักพรตของราชวงศ์จักรพรรดิขุยเองก็ยังเริ่มลังเล ผู้คนในนครราชวงศ์จักรพรรดิขุยที่มีฐานะสูงศักดิ์ต่างก็ร้อนรนกระวนกระวายใจ โดยเฉพาะโจวจื่อโม่ แม้แต่พวกต้าเทียนซือเองก็เป็นเช่นเดียวกัน พวกเขาย่อมมองออกว่านี่คือการหยั่งเชิง หากป๋ายเสี่ยวฉุนปรากฏตัวแต่โดยดี และหากเขาร่ายพลังการต่อสู้ที่ไม่เป็นรองในปีนั้นก็นับว่ายังดีหน่อย แต่หากพลังการต่อสู้ของป๋ายเสี่ยวฉุนด้อยกว่าเดิม หรือไปเยือนช้าเกินการณ์ เกรงว่าราชาผียักษ์ต้องเป็นอันตรายแน่!
สำหรับเรื่องนี้ ซ่งจวินหว่าน โจวจื่อโม่และโหวเสี่ยวเม่ยสามหญิงต่างก็ไปเยือนสถานที่ปิดด่านของป๋ายเสี่ยวฉุน ต้าเทียนซือยังถึงขั้นไปเชิญตัวกงซุนหว่านเอ๋อร์ให้ร่วมกันแผ่อำนาจจิต หมายจะปลุกให้ป๋ายเสี่ยวฉุนตื่นจากการปิดด่าน เพียงแต่ว่าหลังจากที่อำนาจจิตของพวกเขาแผ่เข้าไปในห้องลับแล้วกลับไม่มีการตอบรับใดๆ กลับมาจากป๋ายเสี่ยวฉุน
ภาพเหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้พวกต้าเทียนซือร้อนใจ
ทว่าขณะที่ทุกคนอยู่กันอย่างไม่เป็นสุขนั้นเอง ประตูห้องลับในวังหลวงกลับถูกเปิดออกด้วยตัวเอง ก่อนที่ร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนจะเดินออกมาจากข้างในช้าๆ เพียงแต่ว่าป๋ายเสี่ยวฉุนที่ปรากฎตัวในสายตาของทุกคนเวลานี้กลับมีลักษณะกึ่งโปร่งแสง แค่มองก็รู้ได้ว่าเป็นร่างจำแลง
“ข้ารู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวแล้ว และร่างจริงของข้าก็จะกลับมาเดี๋ยวนี้”
ไม่รอให้ทุกคนเอ่ยถาม หลังจากที่เอ่ยเสียงเนิบจบลง ร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่ในห้องลับก็พลันส่องแสงจ้าพร่าตา แสงนี้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันเกินไปจนพวกต้าเทียนซือใจสั่น รวมถึงกงซุนหว่านเอ๋อร์ที่อยู่ตรงนั้นด้วย ทุกคนหันไปมองอย่างพร้อมเพรียงกัน อันดับแรกที่พวกเขามองเห็นก็คือกลุ่มแสงพร่างพราวที่ต่อให้พวกเขาจะเป็นเทียนจุนก็ยังรู้สึกแสบตา!
และตามหลังแสงนั้นก็คือปราณขุมหนึ่งที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนชะงักค้าง ร่างสั่นเทิ้ม แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังแกว่งไกว ปราณนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก เพียงแค่แผ่ออกมาเล็กน้อยแล้วก็เก็บคืนกลับไป แต่นั่นก็ยังทำให้สมองของทุกคนดังอื้ออึงได้อยู่ดี
ไม่นานเมื่อกลุ่มแสงมารวมตัวกันก็เป็นเหมือนการนำส่งที่เกิดขึ้นบนร่างมายาของป๋ายเสี่ยวฉุน ซึ่งส่งให้ตัวจริงของป๋ายเสี่ยวฉุนเยื้องกรายทับซ้อนลงมา!
และเมื่อแสงทั้งหมดสลายหายไป ป๋ายเสี่ยวฉุนที่ปรากฏตัวในห้องลับก็ดูจะแตกต่างไปจากความทรงจำของทุกคนอย่างมาก ดูเหมือนว่าผมของเขาจะยาวขึ้น เหมือนจะเด็กขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย มีเพียงดวงตาทั้งคู่ที่แฝงแววลึกล้ำสุดจะหยั่งดั่งห้วงอวกาศเท่านั้นที่คล้ายกลายมาเป็นหลุมดำซึ่งสามารถดึงดูดทุกสิ่งมีชีวิตเข้าไปในนั้นได้
ไม่ว่าใครก็ตามที่มองสบตากับเขา ไม่ว่าจะมีตบะอะไร ต่อให้เป็นกงซุนหว่านเอ๋อร์ที่มีตบะถึงเทียนจุนช่วงท้ายก็ยังใจสั่น และนี่ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังเก็บปราณที่มักจะแผ่ออกมาตามความเคยชินขณะอยู่ในห้วงจักรวาลไปแล้วด้วยซ้ำ แต่จะอย่างไรซะเขาก็เป็นถึงบุพกาล ทั้งยังมีประสบการณ์จากการเดินทางในห้วงจักรวาลมาเนิ่นนาน ต่อให้ปราณนั้นจะถูกเก็บไป ทว่าเขาก็ยังได้รู้เรื่องที่จักรพรรดิแสคุมตัวราชาผียักษ์เอาไว้ หมายจะให้ตัวเองไปหาเพื่อที่จะได้หยั่งเชิงผ่านทางร่างแยกที่ทิ้งไว้ที่นี่ ในใจเขาบังเกิดความเดือดดาล เป็นเหตุให้ปราณเสี้ยวนั้นที่เขาแผ่ออกมาอย่างไม่ตั้งใจสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คน
ต้าเทียนซือสูดลมหายใจเข้าลึก พลันสงบใจลงได้
ครั้นแล้วจึงหันไปคารวะแก่ป๋ายเสี่ยวฉุน
“คารวะจักรพรรดิขุย!”
“คารวะจักรพรรดิขุย!!” เมื่อต้าเทียนซือคารวะ ทุกคนก็พากันก้มหน้าลงต่ำ มีเพียงพวกซ่งจวินหว่าน โจวจื่อโม่และโหวเสี่ยวเม่ยเท่านั้นที่ยังพอจะคงสีหน้าอันเป็นปกติเอาไว้ได้
“ทุกอย่างมีข้า ไม่ต้องกังวล!” ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก ตอนที่หันไปมองทุกคน ดวงตาของเขาฉายแววอ่อนโยน และสายตานี้ของเขาก็ทำให้พวกโจวจื่อโม่สามหญิงสงบจิตใจลงใด ราวกับว่าขอแค่มีป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่ ทุกปัญหาก็ล้วนสามารถคลี่คลายลงได้
ไม่ได้เจอกันนาน ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงเดินไปโอบกอดพวกโจวจื่อโม่สามหญิงเอาไว้
ซ่งจวินหว่านยิ้มอ่อนโยน ส่วนโหวเสี่ยวเม่ยนั้นดันหน้าท้องของตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็รู้ดีว่ายามนี้โจวจื่อโม่เปราะบางที่สุดจึงบอกเป็นนัยให้ป๋ายเสี่ยวฉุนไปปลอบโยนโจวจื่อโม่ ตอนที่ป๋ายเสี่ยวฉุนหันไปมองจึงเห็นว่าโจวจื่อโม่ตาแดงก่ำ
“ข้าจะไปเชิญตัวท่านพ่อตากลับมายังราชวงศ์จักรพรรดิขุยเอง เมื่อกลับมาแล้ว ในเวลาสั้นๆ นี้ข้าจะยังไม่ปิดด่าน” ป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่ยเบาๆ ก่อนจะกระโดดผลุงทะยานขึ้นไปบนฟ้า!