บทที่ 1254 เจ้าอยากดูรึ
การกลับมาครั้งนี้เป็นไปอย่างรีบร้อน เพราะเรื่องของราชาผียักษ์เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป หากไม่เป็นเพราะคราแรกป๋ายเสี่ยวฉุนเตรียมการป้องกันไว้ก่อนโดยทิ้งร่างจำแลงไว้ในห้องลับ เกรงว่ากว่าป๋ายเสี่ยวฉุนจะกลับมา เรื่องราวก็คงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากยิ่งกว่านี้ แล้วก็ดีที่ป๋ายเสี่ยวฉุนจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ป๋ายฮ่าวฟื้นคืนชีพ ซ่งเชวียเองก็มีลางว่าจะตื่นขึ้นมาในอนาคต
ส่วนตบะของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เลื่อนสู่บุพกาลแล้วเช่นกัน
อีกทั้งเมื่อได้ประมือกับแม่เฒ่าผี ซ้ำทุกวันยังขัดเกลาฝีมือกับทาสบุพกาลสองคนนั้นเป็นประจำ ป๋ายเสี่ยวฉุนที่รู้ชัดในพลังการต่อสู้ของตัวเองจึงเต็มไปด้วยความมั่นใจ
หากศัตรูไม่ใช่จักรพรรดิแส ป๋ายเสี่ยวฉุนคงจะโจมตีแบบรวดเร็วฉับไว เลือกที่จะบดขยี้อีกฝ่าย แล้วจึงพาราชาผียักษ์กลับมา ทว่าพอป๋ายเสี่ยวฉุนในวันนี้ที่ผ่านประสบการณ์ในอดีตมาอย่างโชกโชนหวนนึกถึงเรื่องที่จักรพรรดิแสเป็นตัวปลอม ลึกๆ ในใจของเขาจึงมีการวิเคราะห์อย่างหนึ่งอยู่นานแล้ว
“จักรพรรดิแสตัวปลอมผู้นี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับนี่ฝานหมอจุนแน่นอน!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนห้อทะยานอยู่บนท้องฟ้าพลางหรี่ตาทั้งคู่ลง ไม่นานนัยน์ตาที่ฉายแววแห่งการครุ่นคิดก็ถูกแทนที่ด้วยปราณสังหาร!
ไม่ว่าจักรพรรดิแสจะซุกซ่อนวิธีการอะไรไว้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รู้ดีว่าตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว จะอย่างไรเขาก็ต้องลงมือ หาไม่แล้วราชาผียักษ์ย่อมตกอยู่ในอันตราย และถ้าจักรพรรดิแสไม่อาจหยั่งเชิงจนรู้คำตอบที่แน่ชัด อีกฝ่ายก็คงไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ แน่
นอกจากนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนก็หวนนึกไปถึงตอนที่ลูกของตนลืมตามาดูโลกแล้วจักรพรรดิแสมอบก้อนหินสีดำที่เกิดจากเลือดเนื้อของผู้บงการมาให้ เขาสัมผัสได้ถึงความอันตรายจากหินก้อนนั้น ซึ่งเวลานั้นเขาก็เดือดดาลมากพออยู่แล้ว แต่กลับฝืนข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้
ตอนนี้แค้นเก่าแค้นใหม่ท่วมทะลักปะดังปะเดขึ้นมา
ความเดือดดาลของป๋ายเสี่ยวฉุนจึงยิ่งรุนแรง ท่ามกลางเสียงอึกทึก เขาก็เหยียบเข้าไปในเขตพื้นที่ของราชวงศ์จักรพรรดิแสโดยตรง เมื่อเข้าไปในถิ่นของราชวงศ์จักรพรรดิแส ด้วยความเร็วของเขา ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานก็มองไกลๆ ไปเห็นวังหลวงของราชวงศ์จักรพรรดิแสที่ตั้งอยู่บนส่วนหัวของโครงกระดูกมังกรซึ่งขดตัวอยู่บนตรีศูลขนาดมหึมา!
“จักรพรรดิแส!!”
ยังไม่ทันขยับเข้าไปใกล้อย่างเต็มที่ น้ำเสียงทุ้มหนักของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เหมือนอสนีสวรรค์ที่ระเบิดครืนครั่นไปทั่วโลกใบนี้ ดังเกินเสียงฟ้าผ่าทั่วไป กึกก้องไปแปดทิศ
แผ่นดินสั่นสะเทือน ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ประหนึ่งมียักษ์ร้องคำราม นักพรตทั้งหมดที่อยู่ในนครราชวงศ์จักรพรรดิแสซึ่งต่อให้จะเป็นพวกเทียนจุนก็ยังใจสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง หน้าเปลี่ยนสีกันไปทันที
“นั่นจักรพรรดิขุย!!” ทุกคนของนครราชวงศ์จักรพรรดิแสล้วนรู้เรื่องที่ราชาผียักษ์ถูกจักรพรรดิแสคุมตัวมาก่อนหน้านี้ รวมถึงเรื่องพระราชโองการที่จักรพรรดิแสป่าวประกาศออกไปว่าต้องให้จักรพรรดิขุยป๋ายเสี่ยวฉุนมารับตัวราชาผียักษ์ด้วยตัวเอง เดิมทีแม้พวกเขาจะยังมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ที่มากกว่านั้นกลับเป็นอารมณ์อยากรอดูเรื่องสนุก เพราะลึกๆ ในใจพวกเขายังคงรู้สึกว่าจักรพรรดิขุยป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นั้นไม่มีทางเทียบกับจักรพรรดิแสของพวกตนได้
และปีนั้นที่จักรพรรดิแสจำต้องถอยก็เพราะป๋ายเสี่ยวฉุนร่วมมือกับจักรพรรดิเซิ่ง
ทว่าตอนนี้ ในเมื่อจักรพรรดิแสเป็นฝ่ายลงมือก่อน ก็ย่อมแสดงว่าเขามีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพียงแต่ว่าความคิดทั้งหมดนี้กลับพังครืนลงไปไม่น้อยหลังจากการมาถึงของป๋ายเสี่ยวฉุนและหลังจากเสียงแผดดังสนั่นหวั่นไหวของเขา
และขณะที่ตลอดทั้งนครราชวงศ์จักรพรรดิแสสะเทือนเลือนลั่นไปเพราะเสียงนี้ ในวังหลวงก็พลันมีไอดำเทียมฟ้าระเบิดออกมา ปราณนี้ทะยานขึ้นสู่นภากาศแล้วแผ่กำจายไปแปดทิศ ก่อนจะก่อตัวกันขึ้นเป็นใบหน้าขนาดมหึมาที่หันขวับมามองป๋ายเสี่ยวฉุนซึ่งกำลังทะยานตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ป๋ายเสี่ยวฉุน!” น้ำเสียงทุ้มหนักที่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมอำมหิตที่แตกต่างจากเสียงคำรามกร้าวของป๋ายเสี่ยวฉุนดังกึกก้องไม่ต่างกัน
หากเปลี่ยนมาเป็นคนอื่นคงหยุดชะงักไปแล้ว แต่ความเร็วของป๋ายเสี่ยวฉุนกลับยังไม่เปลี่ยนแปลง และแสงเยียบเย็นในดวงตาก็ยิ่งระเบิดเจิดจ้า
“จักรพรรดิแส ใครมอบความกล้าให้เจ้าถึงเพียงนี้ แค่ทำลายข้อตกลงก็ยังพอว่า แต่นี่เจ้ากลับยังกล้าจับตัวพ่อตาของข้าผู้แซ่ป๋ายมา!”
ท่ามกลางเสียงคำรามกร้าวของป๋ายเสี่ยวฉุน มือขวาของเขาพลันยกขึ้น พริบตานั้นบนท้องฟ้าก็มีแสงแห่งบุพกาลเจ็ดแปดเส้นจำแลงขึ้นมา แล้วจึงทะยานเข้าหาใบหน้าของจักรพรรดิแสที่อยู่บนท้องฟ้า
ไม่ได้พูดคำใดให้มากความ การมาเยือนของป๋ายเสี่ยวฉุนในครั้งนี้ก็เพื่อต้องการเปิดศึก และเมื่อแสงแห่งบุพกาลระเบิดดังกึกก้อง ดวงตาของจักรพรรดิแสก็ฉายแสงมืดดำ แต่มุมปากกลับยกยิ้มหยันและดูแคลน
“ป๋ายเสี่ยวฉุน เจ้ามีแค่กระบวนท่านี้เท่านั้นหรือ” ใบหน้าของจักรพรรดิแสที่อยู่บนท้องฟ้าพลันบิดเบือนในเสี้ยววินาที ก่อนที่ด้านในใบหน้าของเขาจะมีแสงเก้าจุดปรากฏขึ้น เมื่อมองอย่างละเอียดจึงเห็นว่าแสงเหล่านั้นคือผลึกใสขนาดใหญ่ยักษ์เก้าชิ้น ซึ่งหลังจากที่เส้นแสงของพวกมันเชื่อมโยงเข้าหากัน ใบหน้านั้นก็สลายหายไป แทนที่มาด้วยกระจกสีดำขนาดมหึมาบานหนึ่ง
และแทบจะชั่วขณะเดียวกับที่กระจกบานนี้ก่อตัว แสงแห่งบุพกาลของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ร่วงตูมลงมา ทว่าเสียงกัมปนาทที่ทุกคนคิดว่าจะได้ยินกลับไม่เกิดขึ้น กระจกบานนั้นแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด มันเป็นเหมือนกับหนองบึงที่เต็มไปด้วยโคลน พอแสงแห่งบุพกาลร่วงลงมาก็ถูกดูดสวบเข้าไปข้างใน!!
“หากเจ้ามีความสามารถแค่นี้ ถ้าอย่างนั้นข้าผู้เป็นจักรพรรดิ…ก็รู้สึกผิดหวังยิ่งนัก”
เสียงเยียบเย็นของจักรพรรดิแสดังก้องไปทั่วทั้งฟ้าดินพร้อมๆ กับที่เงาร่างของเขาเดินออกมาจากในวังหลวง ครั้นแล้วเขาก็มายืนอยู่กลางอากาศเบื้องหน้ากระจกที่ก่อตัวจากผลึกใสเก้าชิ้น ก่อนที่ปราณบุพกาลบนร่างของเขาจะระเบิดออกมาอย่างเหี้ยมหาญ
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงไชโยโห่ร้องและการคำนับกราบไหว้จากนักพรตจำนวนมากที่อยู่ในนครราชวงศ์จักรพรรดิแสเบื้องล่าง
ป๋ายเสี่ยวฉุนมองกระจกที่เกิดจากผลึกใสเก้าชิ้นแวบหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแค่ยกมือขวาขึ้นโบกหนึ่งครั้ง และทันใดนั้นบนนภากาศก็มีร่องรอยแสงแห่งบุพกาลสิบกว่าเส้นที่พุ่งแหวกอากาศดังหวีดแหลม ซึ่งพวกมันต่างก็พร้อมใจตรงดิ่งเข้าหาจักรพรรดิแส
“ไม่มีประโยชน์หรอก แสงแห่งบุพกาลของเจ้า ข้าผู้เป็นจักรพรรดิมีวิธีการรับมือนานแล้ว เจ้าไม่มีทางทำลายผลึกจักรพรรดิแสของข้าได้!”
จักรพรรดิแสยืนเอามือไพล่หลัง หัวเราะเบาๆ ทันใดนั้นกระจกสีดำมายาที่อยู่ด้านหลังเขาก็พลันพุ่งผ่านร่างของเขาไป มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเพื่อขัดขวางการโจมตีจากแสงแห่งบุพกาลสิบกว่าเส้นนั้น
เสียงอึกทึกก้องกังวาน แสงแห่งบุพกาลสลายหายไป แต่กระจกบานนั้นกลับไร้ซึ่งความเสียหายใดๆ
“เกือบยี่สิบเส้นแล้ว ป๋ายเสี่ยวฉุน เจ้ายังมีวิชาอภินิหารแบบนี้อยู่อีกหรือไม่? วันนี้ข้าผู้เป็นจักรพรรดิอยากจะเห็นนักว่า แสงแห่งบุพกาลของเจ้าจะมีทั้งหมดกี่เส้นกันแน่!” จักรพรรดิแสยังคงเอามือไพล่หลัง รอยยิ้มเย้ยหยันตรงมุมปากยิ่งเพิ่มมากขึ้น ครั้นแล้วจึงเอ่ยเนิบช้า
ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้ว่าจักรพรรดิแสต้องมีความเกี่ยวข้องกับนี่ฝานแน่นอน แม้ปณิธานการต่อสู้จะยังเข้มข้น แต่เขากลับระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี อีกทั้งตอนที่มาที่นี่เขายังจงใจระงับตบะของตัวเอง เป็นเหตุให้จักรพรรดิแสยังคงเห็นเขาเป็นเพียงเทียนจุน ไม่ใช่บุพกาล
ต่อให้ตอนนี้จะถูกจักรพรรดิแสท้าทาย แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังไม่ได้เปิดเผยตบะบุพกาลออกมา นั่นเป็นเพราะเขามีไพ่ตายอยู่มากมายยิ่งนัก เว้นเสียจากว่าจักรพรรดิแสจะมีวิธีการที่แข็งแกร่งกว่า หาไม่แล้วก็ยังไม่มากพอจะบีบให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเปิดเผยพลังการต่อสู้ออกมาอย่างเต็มกำลังได้
“เจ้าอยากจะดูรึ? ดี ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะให้เจ้าดูว่าข้ามีแสงแห่งบุพกาลอยู่กี่เส้นกันแน่!” ป๋ายเสี่ยวฉุนหัวเราะหยัน ถือโอกาสหยุดร่าง แล้วยกมือขวาขึ้นทำมุทราชี้ไปอีกครั้ง ทันใดนั้นท้องนภาก็สะเทือนไหว และครั้งนี้ร่องรอยแสงที่ปรากฏขึ้นมาก็มีทั้งหมดห้าสิบกว่าเส้น!!
การปรากฏของแสงห้าสิบกว่าเส้นนี้ทำให้พวกคนของนครราชวงศ์จักรพรรดิแสร้องอุทานเสียงหลง วิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดังฮือฮา
“เยอะขนาดนี้เชียว!!”
“สวรรค์ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เดากันไว้ว่าแสงแห่งบุพกาลของราชวงศ์จักรพรรดิขุยมีไม่ถึงยี่สิบเส้นหรอกหรือ!!”
เสียงร้องอุทานตกใจของทุกคนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจักรพรรดิแส แม้ว่าเขาเองก็จะตะลึงอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังคงเชื่อมั่นในตัวเอง ดังนั้นเมื่อแสงแห่งบุพกาลห้าสิบกว่าเส้นทะยานเข้ามาเสียงดังตูมตาม กระจกสีดำข้างกายเขาก็หมุนคว้างอย่างรวดเร็ว เพื่อดูดดึงแสงแห่งบุพกาลมาและลดทอนพลังของพวกมันอย่างต่อเนื่องคล้ายพยายามจะยืนหยัดให้ถึงที่สุด
“นี่ก็คือขีดจำกัดของเจ้าแล้วหรือ เจ้า…” จักรพรรดิแสยังคงยิ้มได้ ทว่าเขายังไม่ทันเอ่ยจบ มือขวาของป๋ายเสี่ยวฉุนกลับยกขึ้นโบกหนึ่งครั้ง คราวนี้…บนท้องฟ้ากลับมีร่องรอยแสงปรากฏขึ้นถึงหนึ่งร้อยเส้น!!
ภาพนี้สร้างความสะท้านสะเทือนให้กับทุกคนอีกครั้ง
ต่อให้เป็นจักรพรรดิแสเองก็ยังเบิกตากว้าง หัวใจสั่นสะท้านขึ้นเป็นครั้งแรก เพียงแต่ว่าความตื่นตะลึงของทุกคนยังไม่สิ้นสุดได้ง่ายๆ เพียงเท่านี้ เพราะเมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนยกมือทำมุทราชี้ไปอีกครั้ง ภายหลังแสงแห่งบุพกาลหนึ่งร้อยเส้นนั้นกลับมีแสงปรากฏขึ้นมาอีกเกือบสองร้อยเส้น!!
เมื่อบวกรวมเข้าด้วยกันก็มากถึงสองร้อยหกสิบเจ็ดสิบกว่าเส้น ซึ่งหากใครตั้งใจนับอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนลงมือจนถึงตอนนี้ แสงแห่งบุพกาลที่เขาร่ายออกมาก็มีมากถึงสามร้อยหกสิบเอ็ดเส้นพอดิบพอดี!!
นั่นคือจำนวนของหมากขาวดำบนกระดานหมากรุก แล้วก็เป็นขีดจำกัดของวิชาอภินิหารในพัดวิเศษวิชานี้ ซึ่งเมื่อมันระเบิดครืนครั่นออกมา แสงแห่งบุพกาลเกือบสามร้อยเส้นก็สร้างความตะลึงพรึงเพริดมากพอจะเขย่าคลอนฟ้าดิน!!
“เป็นไปไม่ได้!!” จักรพรรดิแสร้องเสียงหลง สีหน้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น บัดนี้จักรพรรดิเซิ่งที่จับตามองศึกครั้งนี้อยู่ในนครราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งอย่างใกล้ชิดก็ยังสูดลมหายใจดังเฮือก ด้วยตบะและฐานะของเขาก็ยังอดตะลึงลานกับภาพที่เห็นไม่ได้
“จักรพรรดิแส เจ้าไม่ใช่อยากดูหรอกหรือ ครั้งนี้ข้าจะให้เจ้าดูซะให้พอ!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนคำรามกร้าว มือทั้งคู่โบกสะบัด ทันใดนั้นแสงแห่งบุพกาลเกือบสามร้อยเส้นก็ร่วงกราวลงมาใส่จักรพรรดิแสราวกับพายุฝน!
ดวงตาของจักรพรรดิแสเปลี่ยนมาเป็นสีแดงฉาน กระจกที่อยู่เบื้องหน้าเขายิ่งขยายใหญ่เพราะถูกเขาร่ายใช้เต็มขีดจำกัดความสามารถ หวังขัดขวางไว้เต็มกำลัง เสียงกัมปนาทดังสะเทือนไปทั้งฟ้าดิน แสงแห่งบุพกาลเส้นแล้วเส้นเล่าที่คมกริบอย่างถึงที่สุดสาดยิงเข้าหา ไม่ว่ากระจกบานนั้นจะคงทนแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่สามารถทัดทานแสงแห่งบุพกาลหลายเส้นได้ในเวลาเดียวกัน
ท่ามกลางเสียงกัมปนาทเกริกก้อง กระจกบานนั้นเริ่มปริแตก จนกระทั่งสกัดแสงแห่งบุพกาลไปได้เกือบแปดส่วน กระจกบานนี้ก็มิอาจยืนหยัดอีกต่อไป มันจึงระเบิดดังเพล้งแล้วแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ และที่ระเบิดไปพร้อมกันยังมีผลึกจักรพรรดิแสเก้าชิ้นที่จักรพรรดิแสต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล ซ้ำต้องลำบากยากแค้นแทบสละชีวิตเพื่อหลอมมันขึ้นมาด้วย!
เมื่อกระจกแตกทลาย เสียงดังสะเทือนแก้วหูก็ก้องกังวานไปเกือบครึ่งหนึ่งของดินแดนเซียนนิรันดร์กาล!!
ทอดสายตามองไปไกลๆ ก็เหมือนวันสิ้นโลกมาเยือน แรงโจมตีมหาศาลกวาดตะลุยไปสี่ด้านแปดทิศ ภูเขาพังถล่ม แผ่นดินยุบยวบ ส่วนท้องฟ้าก็เหมือนถูกกรีดเถือเป็นริ้วๆ!