Skip to content

A World Worth Protecting 17

A World Worth Protecting

บทที่ 17 ศัตรูตัวฉกาจของสาขาการยุทธ์

ห้องหินละลายเป็นสถานที่ฝึกยอดนิยมที่สุดในสาขาการยุทธ์ และถือเป็น     แหล่งรายได้ชั้นดีของสาขาเลยทีเดียว เอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้คือ กระจุกหินร้อนใต้เปลือกโลกที่กระจายตัวไปทั่วยอดเขา ยาวไปจนถึงก้นทะเลสาบป่าขจี

ทะเลสาบนี้มีประวัติอันยาวนาน ในหนังสือประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า เมื่อหนึ่งพันปีทะเลสาบป่าขจีที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น มีเพียงแต่ภูเขาไฟอัน     เลื่องชื่อเท่านั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่

สภาพภูมิประเทศเปลี่ยนผันภายในหนึ่งพันปีนั้น ทะเลสาบป่าขจีจึงได้อุบัติขึ้น แม้สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์จะเลือกพิกัดนี้เพื่อตั้งสำนักเรียบร้อยแล้ว กว่าทางสำนักจะสามารถรื้อหินหลอมภูเขาไฟออกไปเพื่อสร้างเป็นห้องหินละลายได้ ก็ปาไปจน     ยุคกำเนิดวิญญาณเลยทีเดียว

ห้องหินละลายนั้นกินพื้นที่บริเวณกว้าง เมื่อมองจากระยะไกลปากทางเข้าดูเหมือนศีรษะสัตว์ร้ายขนาดยักษ์

คบเพลิงทอแสงโชติช่วงอยู่ตรงกลางระหว่างจุดที่ดูเหมือนจะเป็นคิ้วสองข้างของสัตว์ร้าย แม้แต่ในยามค่ำคืนไฟนี้ก็มิได้มอดดับลง เมื่อผ่านปากทางเข้าลึกลงไปในโพรงภูเขาสาขาการยุทธ์ ก็จะพบกับห้องปิดที่ใช้ในการฝึกวิชานับร้อย

ภายในห้องฝึกทุกห้องมีวงแหวนปราณประจำห้อง ที่เมื่อปลุกแล้วจะคอยดึง  ความร้อนจากหินละลายใต้เปลือกโลกขึ้นมา นี่ทำให้ห้องมีอุณหภูมิสูงขึ้นในทันทีอย่างไม่น่าเชื่อ

โดยปกติ ผู้ที่เข้ามาฝึกตนในห้องหินละลายมักเป็นผู้ที่มีพลังปราณขั้นปราณโลหิตแก่กล้ามากแล้ว และต้องการใช้ความร้อนระอุนี้เพื่อบังคับรูขุมขนให้ปิดตัวลง       กลไกการป้องกันตนเองจากความร้อนมหาศาลจะช่วยให้การบรรลุปราณขั้น        ผนึกกายาเป็นไปได้ง่ายขึ้น

ทั้งสามลำดับขั้นของระดับการฝึกตนโบราณมุ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับร่างกาย จุดประสงค์เพื่อหลอมกายให้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ โดยไม่สนว่าก่อนหน้านี้จะเป็นอย่างไร การฝึกตนขั้นปราณโลหิตเพิ่มกำลังวังชาให้แข็งแรงมีพลัง และเปลี่ยนปุถุชนคนธรรมดาให้สามารถต้านทานความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพแบบฉับพลัน    ที่มักเกิดขึ้นขณะฝึกฝนพลังปราณได้

การฝึกตนขั้นผนึกกายาคือการปิดผนึกทุกรูขุมขนทุกแห่งในร่างกาย เพื่อแยกกลไกภายในออกจากสภาพแวดล้อมภายนอก นี่ไม่เพียงแต่กั้นไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้ามาภายในร่างกายเท่านั้น แต่ยังคอยกันมิให้ปราณโลหิตรั่วไหลออกไปภายนอกด้วย    เมื่อควบคุมการเปิดปิดของรูขุมขนได้แล้ว ร่างกายของผู้ฝึกตนจะเพิ่มความแข็งแกร่งไปกว่าขั้นปราณโลหิต ระดับปราณขั้นผนึกกายานี้สามารถเพิ่มความไร้เทียมทานของร่างกายได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

ด้วยเอกลักษณ์นี้ ความร้อนระอุจากห้องหินละลายจึงเป็นตัวช่วยที่ดีในระดับหนึ่ง ในการบรรลุปราณขั้นผนึกกายา ตามทฤษฎีแล้ว ผู้ที่อาจหาญพอจะย่างกรายเข้าไปในห้องหินละลายและเพิ่มระดับความร้อนให้สูงไปถึงจุดหนึ่ง โดยไม่ยี่หระกับความตายที่อยู่ตรงหน้า ก็จะเดินทางมาถึงทางแพร่งระหว่างความตายจากความร้อนที่แผดเผา และบรรลุจากขั้นปราณโลหิตไปสู่ขั้นผนึกกายาได้สำเร็จดั่งใจหวัง!

แต่คนที่กล้าจะทำอะไรแบบนั้นก็มีอยู่ไม่มาก คนปกติทนอยู่ในความร้อนราวอเวจีนี้ได้ถึงสองชั่วโมงก็ถือว่าเก่งมากแล้ว แม้แต่จั่วอี้ฟานเองก็สามารถทนอยู่ได้เพียงหกชั่วโมงเท่านั้น

ในระยะเวลาสามสิบกว่าปี หลังจากที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคกำเนิดวิญญาณ                มีบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำนานของสำนักศึกษา        เต๋าศักดิ์สิทธิ์ เขาผู้นั้นขังตนเองอยู่ในห้องหินละลายเป็นเวลาสามวันสามคืน          และสร้างสถิติที่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดโค่นได้ลง

ชายผู้นั้นคือ ท่านผู้นำสหพันธรัฐคนก่อนหน้า ตำนานกล่าวไว้ว่า หนึ่งวันหลังจากที่เขาก้าวออกมาจากห้องหินละลาย เขาเอ่ยประโยคหนึ่งออกมาที่ทำให้สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ต้องสั่นสะเทือน และประโยคที่ว่านั้นก็ได้กลายมาเป็นคุณธรรมประจำใจของสาขาปรัชญาเต๋า และกลายเป็นคำพูดติดปากของใครหลายๆ คน

“เต๋าเบิกตาข้าให้เห็นธรรม!”

กลางดึกสงัด ร่างอวบอ้วนของหวังเป่าเล่อกลิ้งหลุนๆ ไปข้างหน้า ก่อนพุ่งทะยานเข้าไปในปากกว้างของสัตว์ร้าย ยามนั้นยังมีผู้หลงเหลืออยู่ แม้จะน้อยกว่าใน         ยามกลางวัน แต่ร้อยละ 90 ของห้องฝึกตนก็ยังคงมีผู้จับจองอยู่ บนกระดานหน้า   ห้องหินละลายแสดงสถานะการใช้งานของแต่ละห้อง แสงไฟสีเขียวที่ติดอยู่บ่งบอกว่ามีห้องฝึกตนเจ็ดห้องที่ไม่มีผู้ใช้งานอยู่ในขณะนั้น

เหล่าศิษย์ต่างพากันเดินเข้าออกจากศีรษะของสัตว์ร้าย ด้วยความที่แต่ละห้องต้องใช้บัตรประจำตัวศิษย์สำนักในการเข้าใช้งาน จึงไม่มีความจำเป็นต้องคุ้มกันทางเข้าแต่อย่างใด

ค่าเข้าใช้งานนั้นจะถูกหักออกจากบัตรประจำตัวศิษย์ และตราบจนวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดอาจหาญพอจะชักดาบสาขาการยุทธ์ อันเต็มไปด้วยเหล่าชายฉกรรจ์มากมายที่เชี่ยวชาญวิทยายุทธ์การฝึกตนโบราณ

แม้ ณ เวลานั้นจะมีสานุศิษย์เทียวเข้าเทียวออกห้องหินละลายอยู่เป็นระยะๆ หวังเป่าเล่อก็ไวเกินกว่าจะมีผู้ใดจับตัวได้ หลายคนรู้สึกว่ามีลมวูบและเห็นร่างอ้วน     สีแดงพุ่งผ่านไป แต่ก่อนจะทันได้มองว่าเป็นใครร่างนั้นก็หายไปเสียแล้ว

แต่หวังเป่าเล่อก็ประเมินความโด่งดังของตนต่ำไป

“ข้ารู้สึกเหมือนเห็นลูกชิ้นสีแดง”

“ดูคุ้นๆ อย่างไรชอบกล มันคลับคล้ายคลับคลา แต่ข้ายังนึกไม่ออก”

สานุศิษย์สาขาการยุทธ์หลายคนกำลังเดินออกจากห้องหินละลาย ทุกคนนิ่งอึ้ง ต่างคนต่างมองหน้ากันไปมาก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นมาพร้อมๆ กัน

“ไอ้หวังเปล่าเล่อนี่! มันกลับมาอ้วนเป็นหมูอีกแล้วหรือ”

ขณะที่เหล่าสานุศิษย์ตะโกนออกมาพร้อมเพรียงกันนั้น หวังเป่าเล่อก็โจนทะยานเข้าไปในโพรงภูเขา ผ่านปากสัตว์ร้ายไปจนถึงห้องฝึกตนที่ยังไม่มีผู้ใดจับจอง         ชายหนุ่มรีบควักบัตรศิษย์สำนักออกมาเพื่อเปิดประตู ก่อนจะบีบตัวผ่านปากทางเข้าไปด้วยความยากลำบาก เขาถอนใจออกมาอย่างโล่งอก

หวังเป่าเล่ออดรู้สึกหดหู่กว่าเดิมไม่ได้ขณะลูบพุงตนเอง หากข้าอ้วนกว่านี้อีกนิดคงเข้าประตูมาไม่ได้เสียแล้ว

ห้องฝึกตนไม่กว้างมาก คะเนแล้วคงประมาณสิบตารางเมตรเท่านั้น แม้ศิษย์คนอื่นอาจรู้สึกว่าพื้นที่นั้นกว้างพอที่จะอยู่ได้อย่างสบาย แต่ร่างอ้วนของหวังเป่าเล่อ      กลับร้องประท้วง เมื่อชายหนุ่มนั่งลงและมองไปรอบตัวเขาก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเอง   ถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ

ความรู้สึกนี้ทำให้เขาพาลหมดกำลังใจ หวังเป่าเล่ออยากหยิบถุงขนมออกมากิน       ให้หายโมโหเสียหน่อย แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้มัวแต่ตื่นเต้นจนลืมหยิบขนมติดมือมาด้วย พอรู้ดังนั้นเขาก็เกือบคลั่ง

ข้าต้องผอมให้ได้! หวังเป่าเล่อกัดฟันกรอด

พลางมองหาวงแหวนปราณด้วยความยากลำบาก เมื่อเจอแล้ว ชายหนุ่มก็ปลุก  วงแหวนอย่างไม่ลังเล ลมร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นในทันใด และกระจายตัวไป  ทั่วห้องอย่างรวดเร็ว พื้นนอกเหนือจากจุดที่เขานั่งอยู่พลันกลายเป็นสีแดงโชติช่วง

ด้วยอุณหภูมิที่สูงถึงเพียงนั้น หวังเป่าเล่อเริ่มหายใจลำบากแม้จะมีช่องระบายอากาศช่วย กว่าเขาจะหายใจทันก็ใช้เวลาสักพัก ขณะเดียวกันนั้นเหงื่อก็พลัน        ไหลโทรมท่วมร่าง

ตรงกันข้ามกับศิษย์ที่มักพยายามปิดกั้นรูขุมขน หวังเป่าเล่อกลับผ่อนคลายร่างกายอย่างเต็มที่และเปิดรูขุมขนออกหมด เพื่อดูดซับความร้อนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

ยังร้อนไม่พอ! หวังเป่าเล่อปาดเหงื่อ หลังยังสัมผัสได้ถึงไขมันวิญญาณในร่างตนเอง เขาก็ปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นอีก ความร้อนระอุที่หมุนวนอยู่ภายในห้องพุ่งพรวดขึ้นในทันที

แต่หวังเป่าเล่อก็ยังคงไม่พอใจ เขาปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผนังทั้งสี่ด้านของห้องเรืองแสงสีแดงออกมา แม้ปากจะแห้งผากและอวัยวะภายในก็รู้สึกเหมือนจะเริ่มสุกจนไหม้ หวังเป่าเล่อก็ยังดีใจที่ไขมันวิญญาณเริ่มพากันสลายตัวไป               เมื่อความร้อนแทรกซึมเข้าร่างกายผ่านทางรูขุมขน

ขอบคุณสวรรค์! หวังเป่าเล่อดีใจเนื้อเต้น เขารักษาอุณหภูมิไว้ในระดับเดิมและหลับตาลง ชายหนุ่มพยายามต่อสู้กับความทรมานเพื่อความผอม

แม้อุณหภูมิในห้องจะสูงเสียจนตัวหวังเป่าเล่อแทบระเหิดกลายเป็นไอไปด้วย ชายหนุ่มก็กัดฟันทนด้วยความตื่นเต้นเมื่อสังเกตเห็นว่าไขมันเริ่มลดลง

สองชั่วโมงผ่านไป หวังเป่าเล่อยังคงไม่ย่อท้อต่อความร้อนราวนรกอเวจี         เวลาผ่านไปอีกสี่ชั่วโมง หกชั่วโมง…จนกลายเป็นย่ำรุ่งในที่สุด

ห้องหินละลายของสาขาการยุทธ์มีศิษย์เวียนมาจับจองอยู่เสมออย่างไม่ขาดสาย ทุกเช้าจะมีเหล่าสานุศิษย์มาต่อแถวเรียงกันเพื่อเข้าใช้งาน เหล่าศิษย์ต่างยืนรออย่างไม่รีบร้อนเนื่องจากมีจำนวนห้องเป็นร้อย และโดยปกติแล้วผู้เข้าใช้งานจะพากันออกมาภายในสองชั่วโมง

ไม่นานนักก็เริ่มมีคนวนเวียนเข้าออก ผู้ที่รออยู่มักชวนกันคุยสนุกสนานเพื่อฆ่าเวลา บ้างก็มองดูกระดานแสดงสถานะห้อง เมื่อมีจุดใดดับลงก็แปลว่าเจ้าของห้องคนก่อนหน้ากำลังออกมาแล้ว

พระอาทิตย์เคลื่อนจากขอบฟ้าขึ้นมาตรงเหนือหัว ศิษย์มากมายต่างพากันเทียวเข้าเทียวออกเป็นชุดๆ แต่บัดนั้น ศิษย์ช่างสังเกตผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่ข้างหน้าห้องหินละลายมาเป็นเวลานาน ก็เริ่มเห็นความผิดปกติ

“ช่างแปลกนัก ไฟของห้อง 39 ดูเหมือนจะ…ติดอยู่ตลอดเวลา มีใครเห็นมัน     ดับลงบ้างรึเปล่า”

ศิษย์ผู้นั้นเพียงแต่ถามเพื่อนร่วมสำนักข้างกายด้วยความสงสัย แต่ไม่นานนัก   เมื่อทุกคนเริ่มย้อนนึกดู ก็ระลึกได้ว่าไฟประจำห้องนั้นมิเคยดับลงเลยจริงเสียด้วย ศิษย์ทุกคนหน้าห้องหินละลายเริ่มรู้สึกตื่นตกใจ

ทุกคนใช้เวลาอีกสองชั่วโมงยืนดูไฟดวงนั้น เมื่อแน่ใจกันแล้วว่าไฟห้อง 39 นั้น   ไม่ดับลงเสียที ทุกคนก็ต่างพากันจนด้วยคำพูด

“พวกเจ้า มาดูห้อง 39 นี่สิ สวรรค์เป็นพยาน พวกข้ายืนเฝ้ามาสี่ชั่วโมงแล้ว      แต่เจ้าไฟนี่ก็ไม่ดับลงเสียที ข้าจำได้ว่ามันติดอยู่มาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว!”

“เกิดเหตุอันใดขึ้นกันแน่”

“พวกเจ้าเห็นอะไรบ้างหรือไม่ เป็นไปได้อย่างไรกัน เจ้าของสถิติที่นานที่สุดตอนนี้คือ จั่วอี้ฟาน แต่นั่นก็แค่หกชั่วโมงเท่านั้น”

ทันทีที่ฝูงชนเริ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ความสงสัยใคร่รู้ในเหตุการณ์ประหลาดก็เริ่มปะทุไปทั่วบริเวณ ด้วยเหตุนั้นทุกคนจึงมีมติเอกฉันท์ว่าจะไม่ฝึกต่อ    ในวันนี้ และจะคอยยืนเฝ้าอยู่ข้างหน้าห้องหินละลายแทนเพื่อสังเกตการณ์

เหล่าสานุศิษย์ต่างเริ่มหายใจสะดุด ขณะที่ดวงตาก็พาลเบิกกว้างด้วยความทึ่ง

สองสามชั่วโมงหลังจากนั้น นาฬิกาเริ่มตีบอกเวลาดึกสงัด แต่จำนวนศิษย์มุง   หน้าห้องหินละลายกลับเพิ่มมากขึ้นจนเกือบถึงร้อย ทุกคนต่างพากันอ้าปากค้าง    ราวกับเห็นผี เสียงพูดคุยยังดังอยู่เรื่อยๆ บางคนก็เริ่มส่งข่าวไปให้เพื่อนผ่าน        แหวนสื่อสาร นี่กลายเป็นประเด็นร้อนในเครือข่ายวิญญาณในทันที

“มียอดมนุษย์ปรากฏตัวขึ้นที่ห้องหินละลายของสาขาการยุทธ์!”

“ประมาณการดูแล้ว ยอดมนุษย์ผู้นี้อยู่ในห้องฝึก 39 ของห้องหินละลายมานานกว่า 24 ชั่วโมงแล้ว!”

“สถิติของจั่วอี้ฟานถูกทำลายเสียป่นปี้!”

กระทู้ที่ว่านี้กลายเป็นที่โจษจันไปทั่วเกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง เหล่าศิษย์ทุกสาขาต่างพากันเหวอเมื่อได้อ่าน เป็นที่รู้กันดีว่าห้องหินละลายเป็นสถานที่ในตำนาน และมีตำนานเพียงคนเดียวที่เคยอยู่ในนั้นเกิน 24 ชั่วโมง!

หากแสงประจำห้อง 39 ดับลงเดี๋ยวนั้นก็คงไม่เหนือความคาดหมายนัก แต่ท่ามกลางฝูงชนทั่วเกาะที่จับจ้องแสงนี้ก็ยังไม่ดับลงเสียที จนเวลาเดินหน้าเป็นรุ่งเช้า!

นี่ทำให้เกาะทั้งเกาะโกลาหลขึ้นไปอีก แม้กระทั่งเหล่าอาจารย์เองก็อดติดตามไปด้วยไม่ได้ บัดนี้ไม่มีใครเข้าไปฝึกตนในห้องหินละลายอีกต่อไปแล้ว ทุกคนยืนสังเกตการณ์อยู่ภายนอกพลางจ้องจุดไฟประจำห้อง 39 ตาไม่กระพริบ

“สวรรค์เป็นพยาน นี่มันปาเข้าไปเกือบจะสองวันแล้วมิใช่หรือ”

“เจ้าหมอนี่กำลังจะทุบสถิติผู้นำสหพันธรัฐคนก่อนแล้วนะ!”

“หมอนี่เป็นใครกัน หากใครตอบได้ข้ามีศิลาวิญญาณสิบก้อนเป็นรางวัล          เมื่อยืนยันเรียบร้อยว่าเป็นความจริงก็มารับไปได้เลย!”

การถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นปะทุขึ้นทั้งในโลกแห่งความจริงและ          ในเครือข่ายวิญญาณ ในที่สุดศิษย์สาขาการยุทธ์ที่อยู่นอกห้องหินละลายในจังหวะนั้นพอดีเมื่อสองคืนก่อน ก็มาแสดงความคิดลงในกระทู้!

“ผู้ที่อยู่ในห้อง 39 คือ…หวังเป่าเล่อจากสาขาอาวุธเวท!”

“ข้าสาบานได้ว่าเห็นเจ้านั่นกลิ้งหลุนๆ เข้าไปในชุดคลุมสำหรับศิษย์คัดเลือกพิเศษของมัน!”

เมื่อรู้ดังนั้นสานุศิษย์จากสาขาอื่นก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบรับมากนัก หากเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจเสียแทน แต่ความโกลาหลได้อุบัติขึ้นในทันที ภายในสาขาการยุทธ์ที่เคยโดนหวังเป่าเล่อหยามเสียป่นปี้ โดยเฉพาะจั่วอี้ฟานและพรรคพวก บรรดาสานุศิษย์สาขาการยุทธ์ต่างพากันบุกตะลุยมายังห้องหินละลายด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน

“ไอ้หมูตอนหวังเป่าเล่อ มันไม่ไปแผลงฤทธิ์ที่ภูเขาทะเลเมฆของสาขาฝึกอสูร     ที่ลายแทงแปดขุมทรัพย์ของสาขาปราณอักษร หรือที่หอเยือกเหมันต์ของสาขากับดัก แต่กลับพุ่งเป้ามาที่สาขาการยุทธ์ของพวกเรา ไอ้บ้านี่ตั้งใจจะจองล้างจองผลาญ    พวกเราจนตายกันไปข้างเลยใช่ไหม”

จากมุมมองของศิษย์น้อยใหญ่จากสาขาการยุทธ์ การแผลงฤทธิ์ครั้งใหม่ของ     หวังเป่าเล่อนี้คงเป็นอะไรไปเสียไม่ได้ นอกจากภาคต่อของเหตุการณ์เมื่อครั้งแข่งวิ่งและครั้งยกน้ำหนักเป็นแน่แท้!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version