Skip to content

King of Gods 829

King Of Gods

บทที่ 829 พลังจักรพรรดิเริ่มตื่นขึ้น

“เสียดาย มาช้าไปหน่อย…”

จ้าวเฟิงนั่งขัดสมาธิในหลุมที่ไหม้เกรียม รู้สึกเสียดายเล็กน้อย กลิ่นอายเพลิงมังกรที่หลงเหลืออยู่กำลังค่อยๆ สูญสลายและอ่อนลงไป

ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม กลิ่นอายเพลิงมังกรหลายเส้นสายที่หลงเหลืออยู่ ก็ยังคงส่งผลในการ ‘หล่อเลี้ยง’ ต่อกายสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของจ้าวเฟิง

ถ้าหากว่าผลลัพธ์นี้แข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าต่อเนื่องไปอีกวันสองวัน บางทีอาจจะสามารถทำให้ ‘กายสายฟ้าปฐพีทอง’ ของจ้าวเฟิงทะลวงผ่านขั้นที่ห้าซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดทีเดียว! แต่โอกาสประเภทนี้ พบเจอได้แต่เรียกร้องเอามาไม่ได้

เพียงแต่ในขณะที่เผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรที่สูงส่งซึ่งนำโดย ‘จักรพรรดิจิ้งจอก’ มังกรวารีล้างโลกาใช้เพียงลมหายใจมังกรทำลายล้างจักรพรรดิจิ้งจอกที่อยู่ในขั้นจักรพรรดิอย่างรวดเร็ว

ตลอดทางที่ไล่ตามมา จ้าวเฟิงเองก็เพิ่งจะพบกลิ่นอายเพลิงมังกรเช่นนี้เป็นครั้งแรก

จ้าวเฟิงและหนานกงเซิ่งอยู่ภายในหลุมไหม้เกรียมวันสองวัน

หนานกงเซิ่งค้นพบว่า กลิ่นอายเพลิงมังกรส่งผลช่วยในการกำจัดพลังชั่วร้ายที่ได้รับจาก ‘ผลึกปีศาจ’ บนร่างของตนเอง

ในระยะเวลาวันสองวันนี้ จ้าวเฟิงใช้จิตใจหนึ่งทำหลายอย่าง

เขาทำสามอย่างพร้อมกัน

อย่างแรก ‘บัวแก้วเวหา’ ที่เก็บอยู่ภายในร่างของเขายังคงถูกเขาหลอมเหลวและดูดซึมพลังในแขนงพฤกษาส่วนหนึ่งภายในนั้น

บวกกับแก่นผลึกวายุอัสนีขั้นราชัน พลังฝึกตนของจ้าวเฟิงเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของปราณที่แท้จริงที่ค่อนไปทางระดับราชัน

เมื่อคุณภาพของปราณที่แท้จริงเทียบเท่าราชันอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากพลังแก่นผลึกของจ้าวเฟิงแล้ว ด้านต่างๆ อย่างพลังดวงวิญญาณของเขาล้วนแต่อยู่เหนือราชันทั่วไปอย่างมาก

อย่างที่สอง อาศัยกลิ่นอายเพลิงมังกร ผลลัพธ์ของผลไม้จิตวิญญาณห้วงฝัน ส่งผลช่วยให้กายสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เสถียรมั่นคงขึ้น

อย่างที่สาม ดูดซึมหล่อหลอมพลังวิญญาณชั่วร้ายในหินสะกดวิญญาณ

สองอย่างแรกไม่ได้อะไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่สามถึงจะค่อนข้างเปลืองพลังใจ

ดีที่ความชำนาญ ‘วิชาหมื่นห้วงคิดเซียน’ ของจ้าวเฟิงยังเหมือนเดิม ถึงขั้นว่าหลังจากที่เปลี่ยนร่างถือกำเนิดใหม่ครั้งหนึ่งแล้ว เหมือนจะก้าวหน้ากว่าในชีวิตก่อนด้วยซ้ำไป

วันที่สาม กลิ่นอายเพลิงมังกรที่อยู่ในหลุมไหม้เกรียมเบาบางจนสัมผัสไม่ได้

“ออกเดินทาง ไล่ตามต่อกันเถอะ”

จ้าวเฟิงมั่นใจว่า ‘กายสายฟ้าปฐพีทอง’ ของตนไปแตะจนถึงขีดสุด ต้องมีแรงปะทะที่รุนแรงถึงจะสามารถทะลวงผ่านไปได้

เขารู้สึกได้ว่า มังกรวารีล้างโลกาอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนในการทะลวงผ่านกายสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็ได้ และแน่นอนว่าถ้าหากคิดจะใช้ลมหายใจมังกรของมังกรวารีตรงๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งตนเองไปตาย

ต่อให้เป็นจ้าวเฟิงช่วงสุดยอดในชีวิตก่อน ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถต้านทานเพลิงของมังกรวารีอย่างจัง

เปรี๊ยะ!

จ้าวเฟิงและหนานกงเซิ่งนั่งบนพาหนะเพลิงวายุที่เก่าแก่ ไล่ตามมังกรวารีไป

เพื่อที่จะให้พาหนะเพลิงวายุได้แสดงความเร็วที่สุดเท่าที่มันจะทำได้ จ้าวเฟิงจึงใช้ผลึกเซียนระดับล่างชิ้นหนึ่งเป็นใจกลางสำคัญในการขับเคลื่อนมัน

ทันใดนั้น ความเร็วของพาหนะเพลิงวายุแตะถึงขีดสุดยอด เทียบเท่าได้กับความเร็วของราชันระดับสุดยอด

หนึ่งวันต่อมา พื้นที่ราบเบื้องหน้าปรากฏแอ่งน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

“กลิ่นอายทำลายล้างยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที เหมือนว่ามังกรวารีมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว…”

จ้าวเฟิงพึมพำเสียงต่ำ

ความจริง สัตว์อสูรแข็งแกร่งต่างๆ ที่เห็นมาตลอดทาง ระดับขั้นสูงส่ง เดิมทีควรจะอันตรายอย่างยิ่ง แต่ว่าเมื่อมีมังกรวารีเบิกทางให้ด้านหน้า ไม่มีใครสามารถต้านทนมันได้ กลิ่นอายพลังมังกรที่ทำลายล้างฟ้าดินทำให้สรรพชีวิตและวิญญาณนับหมื่นตื่นกลัวแตกกระสานซ่านเซ็นไป

ฝ่ายที่ไล่ตามด้านหลังอาศัยกลิ่นอายดังกล่าว จึงผ่อนแรงไปมาก

“จ้าวเฟิงตลอดทางมานี้ เหมือนมีอัจฉริยะของขั้วอำนาจไม่น้อยต่างก็เร่งรุดเดินทางมาที่นี่” หนานกงเซิ่งรู้สึกถึงสิ่งไม่ชอบมาพากล

ยิ่งเข้าใกล้จุดหมายปลายทางมากเท่าไหร่ อัตราส่วนในการเจอยอดฝีมือและกองกำลังต่างๆ ในระหว่างทางก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

“คฤหาสน์ลับเทพบรรพกาล?”

จ้าวเฟิงโคจรเคล็ดวิชาศาสตร์วิญญาณ ไปเอาข่าวสารจากครึ่งก้าวสู่ราชันที่อยู่เพียงลำพังโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวแม้แต่คนเดียว

“คฤหาสน์ลับเทพบรรพกาล…เทพบรรพกาลงั้นรึ?” หนานกงเซิ่งใจสะท้าน

ใครจะคิด คนทั้งสองตัดขาดจากโลกภายนอก ตอนนี้ถึงเพิ่งได้รู้ข่าวสารที่สำคัญนี้

ถ้าหากไม่ใช่จ้าวเฟิงอาศัยสัญชาตญาณที่ปราดเปรียว ไล่ตามมังกรวารีมาอย่างยาวนาน เกรงว่าจะเสียโอกาสที่ดีนี้ไป

จ้าวเฟิงและพวกไม่ได้ปล้นชิงก็เข้าฌาณฝึกตน จึงค่อนข้างตกข่าวไปบ้าง

ไม่เหมือนกันขั้วอำนาจอื่นๆ ที่สนทนาและพบหน้ากันในมิติเทพลวงตาตลอด

นอกจากนี้ ยังไม่ตัดพวกอัจฉริยะยอดฝีมือส่วนนั้นที่คิดเช่นเดียวกับจ้าวเฟิง ลองสะกดรอยตามมังกรวารี คอยฉกฉวยโอกาส หรือไม่ก็ขุดคุ้ยเอาความลับสำคัญๆ ในมิติเทพลวงตา

“เร็ว!”

จ้าวเฟิงและพวกตระหนักได้ ตนเองล่าช้าแล้วในเรื่องคฤหาสน์ลับเทพบรรพกาล

เปรี๊ยะ! พาหนะเพลิงวายุที่คนทั้งสองนั่งสาดซัดวายุเพลิงสีฟ้าสว่างเจิดจ้า ความเร็วก็อยู่เหนือราชันระดับสุดยอดทั่วไป ค่อนไปทางจักรพรรดิขอบเขตปราณเทวะ

ไม่นานนัก คนทั้งสองจึงล่วงเข้าไปในที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า

เมื่อมองจากมุมสูงลงมา ใจกลางของที่ราบลุ่มดังกล่าวเป็นที่ลาดลงไป ส่วนลึกตรงใจกลางไม่เห็นก้นบึ้ง เหมือนจะกลืนกินโลกทั้งใบลงไป

มุมหนึ่งรอบนอกที่ราบลุ่ม

“กลิ่นอายทำลายล้างยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ใจสั่นระรัวเสียจริง…”

“ศิษย์พี่จิว พวกเราต้องบุกเข้าไปต่อหรือไม่?”

คนระดับสูงในกองทัพของวังเก้านิรยที่ยกย่องให้จิวอู๋จี้เป็นผู้นำ มองไปยังจุดลึกของที่ราบลุ่มแห่งนี้

ที่ราชวงศ์ต้าเฉียน วังเก้านิรยเป็นสำนักระดับสามดาวที่จัดอยู่ในสามลำดับต้น เป็นสำนักใหญ่ในระดับสามดาวสุดยอดที่อำนาจกระเทือนทั่วฟ้าดิน

“ทำได้เพียงคัดเลือกยอดฝีมือส่วนหนึ่งเข้าไป ใช้หลักการยินยอมสมัครใจ…”

น้ำเสียงจิวอู๋จี้ทุ้มต่ำ

สามารถคาดเดาได้ การสำรวจในส่วนลึกของที่ราบจะต้องมีภยันอันตรายอย่างหนักหนา คนที่มีความสามารถไม่มากพอล่วงเข้าไปแล้ว เกรงว่ารังแต่จะไปตายเปล่าๆ

ถ้าหากว่ากองกำลังใดก็ตามเผชิญหน้ากับ ‘มังกรวารีล้างโลกา’ ก็จะถูกทำลายเป็นผุยผงทันที

“ข้ายินดี! ข้ายินดี…” ในกองกำลังของวังเก้านิรยเกิดเสียงดังขึ้นหลายเสียง

ไม่นานนัก จิวอู๋จี้ก็ทำการคัดเลือกยอดฝีมือออกมาสิบคน โดยคนกว่าครึ่งอยู่ในขั้นครึ่งก้าวสู่ราชัน

ยอดฝีมือเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นอัจฉริยะหน้าใหม่ และบางส่วนเป็นอัจฉริยะอาวุโส

พลังของคนพวกนี้เทียบเท่ากับครึ่งก้าวสู่ราชันเป็นอย่างน้อย

ชั่วขณะนั้น

พวกกองกำลังที่เร่งรุดตามมาจนถึงบริเวณวงนอกของที่ราบลุ่มนี้ก็ล้วนใช้หลักการที่คล้ายๆ กัน

ขั้วอำนาจกองกำลังของตระกูลตวนมู่รวมกันที่ด้านหน้าของยอดเขาแห่งหนึ่ง โดยมีจ้าวหยูเฟยและผู้เฒ่าชุดเขียวเป็นแกนนำ

“คฤหาสน์ลับเทพบรรพกาลที่เบื้องหน้าอันตรายอย่างยิ่ง มีทั้งภัยคุกคามใหญ่หลวงจากมังกรวารีล้างโลกา ตระกูลตวนมู่เราทำได้เพียงเลือกยอดฝีมือเข้าไปประมาณสิบคนเท่านั้น” ผู้เฒ่าชุดเขียวเปิดปากเอ่ย

แรงเย้ายวนมหาศาลของคฤหาสน์ลับเทพบรรพกาล ยังทำให้คนจำนวนมากตบเท้าเข้ามา กล้าที่จะเสี่ยงภัยอันตรายกันมากมาย

สุดท้ายรายชื่อสิบรายนามก็ถูกกำหนดขึ้น

“หยูเฟย เจ้ามีสายเลือดเผ่าพันธุ์วิญญาณ ถึงจะไม่ได้โอกาสจากคฤหาสน์ลับเทพบรรพกาล อนาคตก็คาดการณ์ได้เลยว่าจะต้องยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน…” ผู้เฒ่าชุดเขียวเอ่ยโน้มน้าวอย่างเคร่งขรึม

จากความคิดของเขา สายเลือดเผ่าพันธุ์วิญญาณมีคุณสมบัติพิเศษที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินอย่างง่ายดาย ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่คุ้มที่จะไปเสี่ยงภัยอันตรายครั้งนี้

มองย้อนกลับกัน ยอดฝีมืออัจฉริยะพวกนี้ ถ้าหากไม่ทุ่มเทพลังทั้งหมดฉกฉวยโอกาส ในอนาคตก็จะไม่มีหวังทะลวงผ่านขอบเขตพลังที่สูงส่งกว่าเดิม หรือถึงขั้นว่าด่านราชันก็เอื้อมไม่ถึง

“โอกาสของคฤหาสน์ลับเทพบรรพกาล ข้าเองก็ต้องการจะเสี่ยงด้วยคน! ถ้าหากแม้แต่ความกล้าเพียงเท่านี้ยังไม่มี ข้าจะฟื้นฟูนำความรุ่งโรจน์มาให้ตระกูลตวนมู่ได้อย่างไรกัน แล้วจะสามารถไล่ตามรอยเท้า ‘เขา’ ได้อย่างไร?”

ในแววตาของต้าวหยูเฟยเป็นประกายวาววับอย่างแน่วแน่และมั่นคง

“เขา?” ผู้เฒ่าชุดเขียวพูดอะไรไม่ออก นี่เป็นยอดฝีมือที่มีปณิธานและความคิดของตนเอง

ที่ยอดฝีมือถูกเรียกว่ายอดฝีมือ นอกจากตัวของพวกเขาจะเก่งกาจ ยังมีจิตใจที่กล้าแกร่งด้วย

ในเวลาเดียวกัน พลังที่แข็งแกร่งของมันเองก็หล่อเลี้ยงวิญญาณได้

แต่ผู้เฒ่าชุดเขียว เกิดสนใจอย่างมากในเรื่องของ ‘เขา’ ผู้อยากจะไล่ตามที่ออกมาจากปากของจ้าวหยูเฟย

ในจุดลึกของที่ราบลุ่ม ปากถ้ำรูปร่างมังกรขนาดใหญ่ที่ไหม้เกรียมแห่งหนึ่ง

สถานที่ดังกล่าวเป็นที่รวมตัวของกำลังคนหลายแห่ง พลังของพวกเขาไม่ต้องสงสัยเลยว่าล้วนแต่เป็นชั้นยอดกันทั้งสิ้น

“ที่นี่น่าจะเป็นทางเข้าของคฤหาสน์ลับเทพบรรพกาล มังกรวารีคงเข้าไปจากทางนี้” องค์ชายแปดเปิดปากเอ่ย

“ที่แท้คฤหาสน์ลับเทพบรรพกาลก็คือใต้ดินของจุดลึกในพื้นที่ราบลุ่ม…”

‘องค์ชายสิบสาม’ ที่สวมชุดรบสีม่วงทองทั้งตัวยิ้มแย้มออกมาน้อย

กองกำลังพวกนี้ล้วนแต่เป็นคนของราชวงศ์ต้าเฉียน

องค์ชายแปด องค์ชายเก้า องค์ชายสิบสาม ลั่วจุน และผู้เฒ่าหน้าเหี่ยว…ต่างเป็นราชันหรือไม่ก็ครึ่งก้าวสู่ราชันกันทั้งสิ้น

กองกำลังของเชื้อพระวงศ์มีกันยี่สิบกว่าคน พลังฝึกตนที่ต่ำที่สุดคือครึ่งก้าวสู่ราชัน

“ทุกคนจงอย่าประมาทกำลังคนของ ’วังลอยฟ้า’ ที่อยู่ตรงข้าม” องค์ชายเก้าเอ่ยอย่างเคร่งขรึม

ในคนเหล่านี้ ความสามารถและพรสวรรค์ขององค์ชายเก้าแข็งแกร่งที่สุด หลังจากที่จัดการเรื่องการไล่ล่าสังหารจาก ‘ราชามังกรวารี’ เว่ยจิ้งแล้ว เขาก็ฟื้นฟูปราณที่แท้จริงและอาการบาดเจ็บจนเรียบร้อย

วังลอยฟ้า!

สมาชิกของราชวงศ์มองไปยังขั้วอำนาจที่อยู่ตรงข้าม สีหน้าแข็งกระด้างไปเล็กน้อย

ตรงข้ามปากถ้ำรูปร่างมังกร มีกองกำลังกลุ่มหนึ่ง จำนวนยี่สิบกว่าคน พลังฝึกตนต่ำสุดคือครึ่งก้าวสู่ราชันเช่นกัน

ผู้นำคือราชันปราณเทวะทั้งสามคน

เด็กหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคนหนึ่งในนั้น ดูๆ ไปแล้วคงแก่เรียน แต่พลังฝึตนกลับอยู่ในขั้นราชันระดับสุดยอด

ข้างกายซ้ายขวาเป็นหญิงและชายที่ล้วนแต่เป็นราชันในระดับลึกซึ้ง

“วังลอยฟ้า ที่แท้ก็ส่ง ‘เซวียนหยวนเหวิน’ ที่จัดอยู่ในลำดับเจ็ดของรายชื่อจักรพรรดิ”

“อายุเพิ่งจะยี่สิบกว่าๆ ก็มีพลังฝึกตนในขั้นราชันระดับสุดยอด พรสวรรค์ในระดับนี้เรียกได้ว่ามีน้อยนิดอย่างยิ่ง”

สมาชิกในฟากของเชื้อพระวงศ์อดพึมพำเสียงต่ำไม่ได้

แววตาของทุกคนล้วนแต่จับจ้องไปบนร่างของเด็กหนุ่มแห่งวังลอยฟ้าที่สุขุมสง่างามอย่างมาก

วังลอยฟ้า เป็นสำนักสี่ดาวที่มีจำนวนน้อยนิดจนนับนิ้วได้ของราชวงศ์แห่งดินแดนทวีป สืบทอดต่อกันมายาวนาน

‘เซวียนหยวนเหวินอยู่ในรายชื่อจักรพรรดิลำดับเจ็ด น่าจะเป็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดที่เข้ามาภายในมิติเทพลวงตาแล้ว…’

แววตาขององค์ชายเก้าเป็นประกายวิบวับ ก่อนจะเผยจิตต่อสู้ที่แกร่งกล้า

ในเวลานี้

ทั้งวังลอยฟ้าและพวกเชื้อพระวงศ์ต่างก็หยั่งเชิงอยู่ในบริเวณใกล้ๆ ‘ปากถ้ำไหม้ดำรูปมังกร’ ถึงขั้นส่งคนที่มีความสามารถพิเศษเข้าไปในบริเวณถ้ำ เพื่อทำการสำรวจเบื้องต้นก่อน

“ได้ยินมาว่า ‘ราชามังกรฟ้าวารี’ เว่ยจิ้งที่อยู่ในลำดับเก้าของรายชื่อจักรพรรดิ เคยปรากฏตัวแถวนี้มาก่อน เหตุใดจึงไม่เห็นแม้แต่เงาของคนผู้นั้นแล้ว”

บุรุษหนุ่มชุดขาวด้านหลังเซวียนหยวนเหวินสีหน้าเคร่งขรึมลงไป

เว่ยจิ้งผู้นั้น เป็นคนของ ‘ลัทธิเมืองมืด’ ซึ่งเป็นสำนักสี่ดาวของราชวงศ์จันทราทมิฬ และยังเป็นศัตรูของเซวียนหยวนเหวิน

คนทั้งสอง ฝ่ายหนึ่งอยู่ลำดับเจ็ด อีกฝ่ายอยู่ลำดับเก้า แต่หากต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายยากจะวัดผลได้

เพราะว่าลำดับของรายชื่อจักรพรรดิต้าเฉียน เป็นการจัดลำดับจากสถาบันของต้าเฉียนเอง

“ความกังวลใจของศิษย์พี่จูเก๋อเกินจำเป็นไปหรือไม่? จากสาเหตุของการเชื่อมต่อกับแว่นแคว้นต่างๆ อัจฉริยะขั้นราชันของราชวงศ์จันทราทมิฬเพียงน้อยนิดปรากฏตัวบนพื้นที่นี้เพราะการสุ่ม ถึงแม้ว่าเว่ยจิ้งจะมีพลังที่แก่กล้า แต่ก็ไม่กล้าท้าทายพวกเราเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างเปิดเผย”

สตรีชุดส้มผู้หนึ่งยิ้มแย้ม

ทันทีที่เอ่ยคำพูดนี้ออกมา คนของวังลอยฟ้าพากันตอบรับ

การเชื่อมต่อของมิติเทพลวงตามีขอบเขตพื้นที่ที่จำกัด

ถ้าหากสังเกตอย่างละเอียดจะค้นพบได้ว่า อัจฉริยะของสำนักต่างๆ ที่ปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่แถบนี้ ส่วนมากแล้วเป็นคนในของราชวงศ์ต้าเฉียน อย่างเช่นพวกเชื้อพระวงศ์และแปดตระกูลชนชั้นสูง ถึงแม้ว่าราชันปราณเทวะจะเข้าร่วมแบบสุ่มในระดับหนึ่ง แต่ก็คงไม่กระโดดต่างไปมากกว่านี้

ขอบนอกของพื้นที่ราบลุ่ม

อัจฉริยะชั้นยอดของขั้วอำนาจเหล่านี้กำลังค่อยๆ รุกคืบเข้าไป

หลังจากที่มังกรวารีล้างโลกาเข้าไปยังใจกลางของพื้นที่แล้วก็แทบไม่มีวี่แววอะไรอีก

วงนอกของที่ราบลุ่ม ภายในถ้ำที่ลับตาคน

จ้าวเฟิงและหนานกงเซิ่งนั่งขัดสมาธิ กลิ่นอายบนเรือนร่างล้วนแต่ทะลัก จับตัวเพิ่มขึ้นอย่างประหลาด

“ขาดไปอีกเพียงนิดเดียว ข้าก็จะสามารถทะลวงผ่านปราณเทวะช่วงปลายแล้ว…”

ตราประทับจันทร์เสี้ยวโลหิตม่วงบริเวณหว่างคิ้วของหนานกงเซิ่งเป็นประกายน้อยๆ ดูชั่วร้ายอย่างเห็นได้ชัด

ในเวลานี้เอง

โครม!

พลังที่กระเทือนฟ้าดินพลันทะลวงผ่านเกราะกำบัง ประหนึ่งหมื่นอัสนีฟาดลง เกิดกลิ่นอายที่เขย่าขวัญสรรพชีวิตนับหมื่นและไม่สูญสลายไป

ในใจของหนานกงเซิ่งตื่นตระหนก กดดันจนสั่นสะท้าน เลือดลมปั่นป่วนจนเกือบจะกระอักเลือด

กลิ่นอายกลุ่มนั้นมาจากข้างกายนี่เอง

……………………………

ภายในหลุมขนาดใหญ่จึงเหลือเพียงจ้าวเฟิงและหนานกงเซิ่ง

จ้าวเฟิงนั่งขัดสมาธิที่ใจกลางของหลุม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เพลิงของมังกรวารีล้างโลกาเคยโจมตีมาก่อน ความร้อนแรงของกลิ่นอายเพลิงมังกรที่หลงเหลืออยู่ เหมือนจะมีผล ‘หล่อเลี้ยง’ กายสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของเขา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version