ตอนที่ 1070 ฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัส
“รับนักปราชญ์โบราณชิวอู๋เป็นศิษย์สายตรง?”
ปรมาจารย์อู๋กับคนอื่นๆ พากันอ้าปากค้างก่อนจะส่ายหัว
พวกเขาไม่คิดว่าจางเซวียนพูดจริง มันดูเหลือเชื่อที่ใครสักคนจะกล้าพูดคำพูดแบบนั้น
เพราะนักปราชญ์โบราณชิวอู๋เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ยืนเคียงข้างปรมาจารย์ขงในยุคสมัยแห่งความวุ่นวายขัดแย้ง แม้แต่ประธานสภาปรมาจารย์คนปัจจุบันซึ่งเป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวก็ยังเรียกขานเขาว่า ‘ผู้อาวุโส’ ไม่กล้าแสดงความไม่เคารพแม้แต่น้อย
แต่จางเซวียนกลับบอกว่าเขาพยายามจะรับอีกฝ่ายเป็นศิษย์?
ถ้าเขาพูดแบบนั้นจริง นักปราชญ์โบราณชิวอู๋คงตบเขาทีเดียวตายไปแล้ว
เห็นสีหน้าของทุกคน จางเซวียนรู้ว่าไม่มีใครเชื่อ แต่ก็คิดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
เขาจึงไม่อธิบาย เพราะถึงอย่างไรเขาก็ตั้งใจจะเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แล้ว ทำอย่างนี้จึงดีที่สุด
“ตรวจสอบป้ายหินเหล่านี้กันต่อเถอะ ในเมื่อนี่เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ ก็ต้องมีวิธีแก้ไข” จางเซวียนโบกมือเพราะไม่อยากพูดเรื่องนั้นต่อ เขาหันกลับไปสนใจป้ายหินที่อยู่ตรงหน้า
ดวงตาหยั่งรู้เขาบอกได้ว่าวัสดุที่ใช้ทำป้ายหินนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นเพียงหินธรรมดา หากจะพิเศษอยู่บ้างก็คือความทนทานของมันเท่านั้น
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หัวใจของป้ายหินอยู่ที่ตัวอักษรที่จารึกอยู่
เพียงแต่…ป้ายหินมีหลากหลายภาษาเกินไป อีกอย่าง ต่อให้พวกเขาแปลได้ ก็ไม่อาจสร้างเป็นรูปประโยคที่ถูกต้อง จึงไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร
ด้วยความงุนงง จางเซวียนก้าวออกไปและทาบมือลงบนแผ่นหิน
ฟึ่บ!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า
จางเซวียนรีบพลิกดู
“ป้ายหินขี้เถ้า จารึกโดยนักปราชญ์โบราณชิวอู๋ บันทึกเทคนิคการต่อสู้ ‘ฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัส’ มีข้อบกพร่อง 27 ข้อในเทคนิคการต่อสู้ที่จารึกไว้ ข้อ 1, ประสิทธิภาพของเทคนิคการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับสภาพจิตของนักรบ นักรบจะต้องปรับสภาพจิตให้พร้อมก่อนเริ่มการต่อสู้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่อาจแสดงพละกำลังได้เต็มพิกัด ทำให้ใช้การได้ไม่ดีในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ข้อ 2, สิ้นเปลืองพลังปราณมาก”
รายละเอียดที่อยู่ในหนังสือคือข้อบกพร่องมากมายของเทคนิคการต่อสู้
“เป็นอย่างที่คิดไว้เลย มันคือเทคนิคการต่อสู้!” จางเซวียนตาโตด้วยความตื่นเต้น
ดูเหมือนนักปราชญ์โบราณชิวอู๋จะไม่ได้โกหกพวกเขา ป้ายหินพวกนี้เป็นการทดสอบชนิดหนึ่ง
ไม่ช้า หลังจากอ่านหนังสือจบ จางเซวียนก็เกาหัว
เขารู้ชื่อเทคนิคการต่อสู้และเข้าใจข้อบกพร่องทั้งหมดของมัน แต่ก็ยังไม่เข้าใจรายละเอียดของเทคนิคการต่อสู้อยู่ดี!
การรู้ข้อบกพร่องของเทคนิคนั้นก็เหมือนกับการมีวิธีเยียวยารักษาอยู่ในมือ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้กับอาการป่วยชนิดไหน ซึ่งในสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย
เขาต้องหาทางทำความเข้าใจถ้อยคำบนป้ายหินให้ได้ เพื่อที่จะได้เข้าใจเทคนิคการต่อสู้
จางเซวียนจึงถอนสมาธิออกจากหอสมุดเทียบฟ้า และตั้งใจตรวจตราแท่นหินที่อยู่ตรงหน้า
มีตัวอักษรที่รูปร่างแตกต่างกันไปผสมกันอยู่โดยไม่ปรากฏความหมาย ทำให้เขาออกจะปวดตา ถ้อยคำเหล่านี้ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกันเลย!
“รอเดี๋ยว…ถึงเราจะไม่เข้าใจป้ายหิน แต่เราก็อาจแปลมันได้ด้วยการประมวลมันเข้ากับหนังสือเล่มอื่นนี่นา” ทันใดนั้น จางเซวียนก็ตาโตเมื่อเกิดความคิดขึ้น
หากเขาใช้วิธีการธรรมดา ก็ดูเหมือนว่าเขาจะต้องแปลภาษาต่างๆ นานาบนป้ายหินให้เป็นภาษาเดียวกันก่อน ลำพังแค่ขั้นตอนนี้ก็คงต้องใช้เวลานานแล้ว
อีกอย่างในเมื่อมันเป็นการทดสอบสติปัญญา ก็คงไม่ง่ายดายเพียงแค่การแปลถ้อยคำ คงจะต้องมีจุดที่ทำให้พวกเขาสะดุดอีกมากมายรออยู่
แทนที่จะต้องฝ่าฟันปัญหา จะง่ายกว่าไหมหากเขาประมวลเคล็ดวิชาของฝ่ามือชนิดอื่นๆ เข้ามาด้วย?
เมื่อคิดขึ้นได้ จางเซวียนก็หันไปถามคนอื่นๆ “พวกคุณมีหนังสือเกี่ยวกับเคล็ดวิชาของฝ่ามืออยู่กับตัวใหม่ ผมขอยืมดูหน่อย?”
“เคล็ดวิชาของฝ่ามือ?”
ทุกคนงงงันกับคำขออย่างปุบปับของจางเซวียน ไม่แน่ใจว่าเขาคิดจะทำอะไร
เรื่องด่วนตอนนี้คือหาทางถอดรหัสตัวอักษรที่อยู่บนป้ายหินที่นักปราชญ์โบราณชิวอู๋ทิ้งไว้ ทำไมอีกฝ่ายถึงมาขอดูเคล็ดวิชาของฝ่ามือในตอนนี้?
“ผมพอมี ผมคัดลอกมาจากหอพลังฝ่ามือที่สภายอดขุนพลเมื่อนานมาแล้ว” เจียงหย่วนพูดขณะสะบัดข้อมือ แล้วตั้งหนังสือหลายร้อยเล่มก็ออกมาตรงหน้า
ถึงจะงงว่าจางเซวียนคิดจะทำอะไร แต่เขาก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่ร้องขอโดยไม่มีเหตุผล
ในฐานะนักรบของสภาปรมาจารย์ เหล่ายอดขุนพลทุ่มเทเวลาไปกับการศึกษาเทคนิคการต่อสู้ทุกประเภท ดังนั้นแต่ละคนจึงมีเทคนิคการต่อสู้มากมายเก็บไว้ในแหวนเก็บสมบัติ
“ผมพอมีอยู่บ้างเหมือนกัน!” ฟงฉวิ๋นสะบัดข้อมือและนำออกมาอีกตั้งหนึ่ง
ไม่ช้า เหล่ายอดขุนพลก็รวบรวมเคล็ดวิชาของฝ่ามือได้กว่า 3000 เล่ม
“ผมมีไม่มากเหมือนพวกเขา แต่ของผมอยู่ในระดับขั้นสูงกว่า” ปรมาจารย์อู๋กับประธานหานยิ้มและหยิบหนังสือออกมาราว 10 กว่าเล่ม
รายละเอียดของศาสตร์เกี่ยวกับฝ่ามือที่อยู่ในหนังสือสิบกว่าเล่มนั้นอยู่ในระดับเซียนขั้นต่ำ ทำให้เป็นของล้ำค่ามาก แต่ในเมื่อจางเซวียนบอกว่าต้องการ พวกเขาก็พร้อมจะหยิบออกมาให้โดยไม่ลังเล
“ขอบคุณมาก” จางเซวียนพยักหน้าขณะถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า
“ประมวล!” เขาพึมพำ
ฟึ่บ!
หนังสือมากมายนับไม่ถ้วนปลิวว่อนและหลอมรวมเข้ากับเคล็ดวิชาฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัส
วิ้ง!
หนังสือเล่มใหม่เอี่ยมปรากฏขึ้นตรงหน้า
จางเซวียนรีบพลิกดู
“เป็นอย่างที่คิดไว้เลย ข้อบกพร่องจำนวนหนึ่งของเคล็ดวิชาฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัสได้รับการแก้ไขแล้ว” เมื่อกวาดสายตาดูรายละเอียด จางเซวียนกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ก่อนหน้านี้ การประมวลวิชาฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัสเข้ากับศาสตร์ของฝ่ามืออีกหลายหมื่นเล่มที่มีอยู่ในหอสมุดเทียบฟ้าทำให้ข้อบกพร่องลดลงจากเดิม 27 ข้อ มาเหลือเพียง 9 ข้อ
เมื่อพิจารณาจากการที่เคล็ดวิชาฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัสเป็นศาสตร์แห่งฝ่ามือขั้นสูง จึงไม่มีทางที่หนังสือที่เขารวบรวมไว้จะมากพอที่จะทำให้มันสมบูรณ์แบบ อันที่จริง ลดข้อบกพร่องไปได้ถึง 18 ข้อก็ถือว่าสวรรค์ปรานีแล้ว
“ลองดูซิว่าเราจะฝึกฝนมันได้หรือไม่”
จางเซวียนรีบดูเคล็ดวิชาที่ประมูลขึ้นใหม่ แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องส่ายหัวด้วยความผิดหวัง
แม้มันจะใกล้เคียงกับการได้เป็นเทคนิคการต่อสู้เทียบฟ้า เพราะมีข้อบกพร่องเพียง 9 ข้อ แต่บางส่วนก็ยังทำความเข้าใจได้ยากอยู่
ถ้าจะพูดให้ละเอียด ส่วนที่ได้รับการแก้ไขโดยการประมวลหนังสือเล่มอื่นๆ เข้ามานั้นสามารถทำความเข้าใจได้ ไม่มีปัญหาในการตีความ แต่ในส่วนที่เป็นข้อบกพร่องก็ยังคงเป็นอุปสรรคทางภาษาอยู่
“เราลองเปรียบเทียบส่วนที่อ่านรู้เรื่องเข้ากับป้ายหินดีกว่า เผื่อจะทำความเข้าใจได้”
จางเซวียนจดจำส่วนที่แปลแล้วเอาไว้ แล้วเริ่มตรวจสอบข้อความส่วนนั้นเข้ากับข้อความบนป้ายหิน เพียงเพื่อจะได้รู้ตัวว่าถึงอย่างไรก็ยังสับสนอยู่ดี สองส่วนนั้นดูจะไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย!
ดูๆ ไปเขาก็เหมือนกับนักเรียนที่มีคำตอบอยู่ในมือ แต่ไม่เข้าใจคำถาม
หลังจากศึกษาป้ายหินอีกคู่หนึ่ง จางเซวียนก็พึมพำด้วยทีท่าสับสน “คำเหล่านี้ดูจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเทคนิคการต่อสู้เลย”
ที่ผ่านมา เขาสามารถใช้หอสมุดเทียบฟ้าระบุข้อบกพร่องของเทคนิคการต่อสู้ได้อย่างง่ายดายและทำให้ใครต่อใครตกใจ แต่คราวนี้ แม้จะมีคำตอบอยู่ในมือแล้ว ก็ยังไม่อาจทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่บนป้ายหิน…ช่างน่าหงุดหงิดเหลือเกิน
นี่ก็ 4 ชั่วโมงแล้ว…เราควรใช้ข้อบกพร่องที่ได้รับการแก้ไขแล้วทั้ง 18 ข้อนั้นเพื่อลองดูว่าจะผ่านการทดสอบได้…ดีหรือไม่? จางเซวียนกุมขมับ
จะว่าไป เงื่อนไขของการผ่านการทดสอบสำหรับเขาก็คือต้องศึกษาวิชาฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัส แต่เขาทำอะไรกับป้ายหินนั้นไม่ได้เลย บางทีถ้าเขาใช้ข้อบกพร่องที่ได้รับการแก้ไขแล้วทั้ง 18 ข้อ นักปราชญ์โบราณชิวอู๋อาจจะไม่คิดมากและให้เขาผ่านการทดสอบก็ได้
เมื่อคิดได้แบบนั้น จางเซวียนก็ลุกขึ้นยืนเพื่อจะมองหานักปราชญ์โบราณชิวอู๋ แต่ในตอนนั้นเอง เขาก็เหลือบเห็นตัวอักษรที่จารึกไว้ที่มุมป้ายหินผ่านทางหางตา
มันคือภาษาเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น อ่านแล้วก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี แต่ในขณะที่จางเซวียนลุกขึ้น ตัวอักษรเหล่านั้นดูเหมือนจะส่ายไปมาเล็กน้อย
มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เขารู้สึกได้กับตัวหนังสือที่บริวารของราชาใบไม้เขียวจารึกไว้ในอาณาจักรใต้ดิน
หรือว่า…เราไม่สามารถรวบรวมอักษรเหล่านี้ให้เป็นถ้อยคำ แต่จะต้องเป็นรูปร่างแทน?
จางเซวียนเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ถ้าอักษรจารึกเหล่านั้นเป็นเพียงถ้อยคำ เขาคงจะทำความเข้าใจมันได้เสียนานแล้วเมื่อถ่ายโอนเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น แต่ถ้าหมายถึงรูปร่างล่ะก็อาจจะพอฟังขึ้น!
จางเซวียนเริ่มต้นตรวจสอบป้ายหินอย่างใกล้ชิดด้วยนัยน์ตาคมปลาบ
คราวนี้ เมื่อเขาเพ่งสมาธิลงบนอักษรจารึก พวกมันก็ดูเหมือนจะลอยออกมาจากป้ายหินและเรียงกันเป็นเส้นสาย
เมื่อดูใกล้ๆ จางเซวียนก็ต้องแปลกใจที่พบว่ามันคือเส้นทางการหมุนเวียนพลังปราณ
“ต้องลองฝึกฝนดู”
หลังจากทำความเข้าใจเส้นทางการหมุนเวียนพลังปราณอย่างคร่าวของเทคนิคการต่อสู้ๆ แล้ว จางเซวียนก็เริ่มต้นขับเคลื่อนพลังปราณภายในร่างกายตามแบบที่ระบุไว้บนป้ายหิน
ฟิ้ววววว!
ด้วยพละกำลังมหาศาลของพลังปราณเทียบฟ้า จุดชีพจรที่อยู่ตามเส้นทางหมุนเวียนพลังปราณนั้นก็พากันเปิดออก เมื่อจางเซวียนเจอกับเทคนิคจุดที่เป็นข้อบกพร่อง เขาก็จะใช้เวอร์ชั่นปรับปรุงใหม่ที่ประมวลได้จากหอสมุดเทียบฟ้ามาแทน
เสียงแกรกกรากดังออกมาจากร่างของจางเซวียนไม่หยุด
“ถ้าอย่างนั้น นี่ก็คือการฝึกฝนเคล็ดวิชาฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัส”
ไม่ช้า หลังจากขับเคลื่อนพลังปราณหมุนเวียนทั่วร่างกายแล้ว จางเซวียนก็เชี่ยวชาญเคล็ดวิชาฝ่ามือนั้น
เพราะมีข้อบกพร่องอยู่มากไป จางเซวียนจึงต้องประมวลเข้ากับเทคนิคการต่อสู้เทียบฟ้า ทำให้มันเป็นได้แค่เทคนิคการต่อสู้ระดับเซียนขั้นกลางเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเทคนิคการต่อสู้ขั้นสูงที่เหนือกว่านักรบระดับเซียนมือใหม่ทั่วไปจะฝึกฝนกัน อันที่จริง มันยากเย็นแม้แต่กับนักรบระดับเซียนขั้น 4 เสียด้วยซ้ำ
แต่สำหรับจางเซวียนนั้นเป็นข้อยกเว้น เพราะเขาได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนมาแล้ว พลังปราณที่อยู่ในร่างของเขานั้นไร้ขอบเขตราวกับมหาสมุทรกว้างใหญ่ ทำให้เขามีพลังงานมากพอที่จะขับเคลื่อนเทคนิคนี้ได้ ในเวลาเดียวกัน พลังปราณเทียบฟ้าอันบริสุทธิ์อย่างน่าทึ่งก็สามารถเข้าถึงแม้แต่ส่วนที่เล็กที่สุดของทางเดินพลังปราณภายในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงสำเร็จเคล็ดวิชาฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัสถึงขั้นการประสบความสำเร็จเบื้องต้น!
การฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้นั้นสามารถแบ่งออกเป็นขั้นมือใหม่ ขั้นริเริ่ม การประสบความสำเร็จเบื้องต้น การประสบความสำเร็จในภาพรวม และความเชี่ยวชาญอย่างสมบูรณ์
“มีข้อบกพร่องมากขนาดนี้ เราฝึกฝนได้แค่ถึงขั้นการประสบความสำเร็จเบื้องต้นก็พอแล้ว คงต้องหาโอกาสไปเยือนหอพลังฝ่ามือของสภายอดขุนพลเพื่อหาหนังสือเพิ่มขึ้น จะได้เรียบเรียงศาสตร์แห่งฝ่ามือเทียบฟ้าให้สมบูรณ์ก่อนที่จะฝึกฝนต่อไป”
จางเซวียนยืดหลังบิดขี้เกียจแล้วลุกขึ้นยืน
วิชาพลังฝ่ามือนี้มีข้อบกพร่องอยู่มากมาย โชคดีที่ข้อบกพร่องนั้นมีผลแค่ทำให้พละกำลังของฝ่ามือลดลงและเพิ่มความสิ้นเปลืองในการใช้พลังปราณเท่านั้น ไม่ได้สร้างความบอบช้ำให้กับร่างกายอย่างเคล็ดวิชาการเดินทางอันไร้จุดจบ ไม่อย่างนั้น เขาจะไม่มีทางฝึกฝนมันเป็นอันขาด
“หาความละเอียดลออไม่ได้” จางเซวียนถอนหายใจเฮือก
นี่เป็นเทคนิคการต่อสู้ที่มีข้อบกพร่องมากที่สุดนับตั้งแต่เขาฝึกฝนมา เขาส่ายหัวด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
“อาจารย์ใหญ่จาง เป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อเห็นจางเซวียนครุ่นคิดบางอย่าง ปรมาจารย์อู๋กับคนอื่นๆ ก็พากันหันมามอง
หลังจากศึกษาป้ายหินอยู่ระยะเวลาหนึ่ง พวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการแปลอักษรบางส่วนที่อยู่บนป้ายหินและพอเข้าใจบ้าง แต่ก็ยังเป็นยาขมหม้อใหญ่อยู่ดี
“เทคนิคการต่อสู้ที่อยู่บนป้ายหินนี้เป็นเคล็ดวิชาของฝ่ามือ ผมถอดรหัสมันและทำความเข้าใจมันได้แล้ว” จางเซวียนตอบพร้อมกับพยักหน้า
“เคล็ดวิชาของฝ่ามือ?”
“คุณเข้าใจมันแล้ว?”
ทุกคนถึงกับผงะ
ขณะที่พวกเขาเห็นแค่ตัวอักษรเป็นกลุ่มๆ แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าสามารถถอดรหัสมันและถึงกับทำความเข้าใจได้แล้ว…สติปัญญาของเขาจะสะท้านสะเทือนไปหน่อยไหม?
“เคล็ดวิชาของฝ่ามือ? คุณถอดรหัสมันและทำความเข้าใจมันได้แล้ว?”
ครืนนนนน!
จางเซวียนกำลังจะพูดต่อ ก็พอดีกับที่พื้นสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนหนวกหู เมื่อมองไป ก็เห็นรูปปั้นของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋กระโจนเข้ามาในลานบ้านและกำลังจ้องมองเขาอย่างงงงัน
นักปราชญ์โบราณชิวอู๋รู้ดีว่าการทดสอบของเขายากเย็นแค่ไหน ขนาดลูกศิษย์ที่ปราดเปรื่องที่สุดของเขาก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะถอดรหัสความลับที่อยู่ในป้ายหินได้ แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับใช้เวลาทำความเข้าใจกับเคล็ดวิชาที่เขาทิ้งไว้ได้ภายในเวลาไม่ถึง 6 ชั่วโมง?
มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะมีสติปัญญาสูงส่งได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
