ตอนที่ 1364 คุณอีกแล้ว!
เมื่อครั้งอยู่ในจักรวรรดิฉิงหย่วน ฮ่องเต้ฉิงเทียนได้มาเยือนสมาคมจิตรกรพร้อมกับสวมหน้ากากทองแดงเพื่อขอความช่วยเหลือให้เคลื่อนย้ายฉนวนที่อยู่บนภาพวาดออกไป ในตอนนั้น จางเซวียนคือผู้ที่เคลื่อนย้ายฉนวนออกไปได้ ซึ่งภายใต้ฉนวนนั้น เขาพบภาพของปรมาจารย์ขง
การได้เห็นภาพวาดขั้นสูงขึ้นไปอีกที่แสดงถึงสันเขาเดียวกันกับที่เขาเคยเห็นมาก่อนนั้น เป็นไปได้ไหมว่าจะเป็นสถานที่เดียวกัน?
“ภาพปรมาจารย์ขงไม่ได้อยู่บนภาพวาดนี้ จิตรกรจงใจไม่วาดมัน หรือเขาไม่เห็นการปรากฏตัวของปรมาจารย์ขง?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เขาสะบัดข้อมือ แล้วนำเอาภาพวาดที่ได้จากฮ่องเต้ฉิงเทียนออกมาเปรียบเทียบกับสันเขาที่อยู่ในภาพวาดขั้น 9 ซึ่งอยู่ตรงหน้า ทุกอย่างเหมือนกันเป๊ะ เว้นแต่รูปทะเลสาบที่มีสาวน้อยเล่นน้ำ
“นั่นคือภูเขาลำห้วยขาวแห่งนานาจักรวรรดิ มันอยู่ไกลจากปูชนียสถานนักปราชญ์มาก ถึงขนาดที่อสูรระดับเซียนขั้น 7 ต้องใช้เวลาบินถึง 3 เดือนกว่าจะถึงที่นั่น!” หลัวชวนฉิงพูดขณะชำเลืองมองภาพวาดในมือของจางเซวียน
เขาออกจะประหลาดใจที่เห็นจางเซวียนมีภาพวาดซึ่งเป็นภูมิทัศน์เดียวกับภาพวาดขั้น 9 ที่อยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก อีกอย่าง ด้วยทัศนียภาพอันงดงามของภูเขาลำห้วยขาว ก็มีภาพวาดอีก 2-3 ภาพในโลกนี้ที่แสดงทัศนียภาพของที่นี่
“ภูเขาลำห้วยขาว…” จางเซวียนพึมพำขณะกำหมัดแน่น
“ถึงภาพวาดที่คุณมีจะเทียบกับภาพวาดขั้น 9 ที่นี่ไม่ได้ แต่ก็เป็นงานศิลปะที่น่าชื่นชม มันสามารถดึงเอาความสดใสและงดงามของสันเขาออกมาได้อย่างชัดเจน” หลัวชวนฉิงชมเชย
มันเป็นภาพวาดที่สามารถทำให้เหล่าจิตรกรในจักรวรรดิฉิงหย่วนอัศจรรย์ใจได้ แต่สำหรับหลัวชวนฉิง ในสายตาของเขา ถือว่า ‘น่าชื่นชม’ เท่านั้น
“ก็จริง” จางเซวียนตอบขณะเก็บภาพวาดกลับเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติขณะที่ความคิดยังวนเวียนอยู่ที่อื่น
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าสันเขาที่อยู่ในภาพวาดคือภูเขาลำห้วยขาว เขาจะต้องเดินทางไปที่นั่นเพื่อสำรวจดู ในเมื่อภาพของปรมาจารย์ขงอยู่ที่นั่น ก็มีโอกาสที่เขาอาจจะได้เจอกับอาณาจักรโบร่ำโบราณของปรมาจารย์ขงที่นั่นเช่นกัน
ฟึ่บ!
ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน มิติฟองสบู่ก็โผล่ขึ้นจากแม่น้ำและมาถึงตรงหน้าภาพวาดขั้น 9 นั้น
“เราเข้าไปในภาพวาดนี้ได้หรือเปล่า?” จางเซวียนถามด้วยความอยากรู้ขณะมองภาพวาดที่ดูเหมือนมีชีวิตซึ่งอยู่ตรงหน้าเขา
ดูเหมือนจะมีเหตุผลว่าทำไมผู้อาวุโสที่ทิ้งน้ำเต้าตงฉู่ไว้จึงเลือกที่จะวางภาพวาดขั้น 9 ไว้ที่นี่ หากพวกเขาเข้าสู่ภาพวาดได้ ก็อาจจะได้เปิดเผยความลับที่อยู่ในมิติลี้ลับแห่งนี้
“ก็น่าจะเป็นไปได้” หลัวชวนฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“งั้นผมจะเข้าไปดู” จางเซวียนพูดยิ้มๆก่อนจะเดินเข้าไป
ภาพวาดนี้ไม่ได้ถูกวาดลงบนกระดาษ แต่วาดลงบนมิติลี้ลับ มันประกอบขึ้นจากพื้นที่หลายชั้น จางเซวียนจึงต้องบินไปโดยใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะไปถึงสันเขาขนาดใหญ่นั้น
สันเขาที่ทอดตัวยาวออกไปให้ความรู้สึกและรังสีที่สง่างาม
เมื่อบินสูงขึ้นไป ไม่ช้าจางเซวียนก็มาถึงบริเวณที่เขานำเอาภาพสาวน้อยเล่นน้ำมาแทนที่ภาพของปรมาจารย์ขง เขารีบเหลียวซ้ายแลขวาไปโดยรอบ แต่แล้วก็ต้องส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
ไม่มีอะไรที่ดูพิเศษให้เห็นเลย ไม่มีร่องรอยของปรมาจารย์ขงหรือมิติลี้ลับใดๆซ่อนอยู่
“แต่ถึงอย่างไรก็น่าจะมีเหตุผลที่ทำให้ผู้อาวุโสเลือกที่จะวางภาพวาดขั้น 9 ไว้ตรงนี้” จางเซวียนพึมพำอย่างครุ่นคิด
ถ้าอาณาจักรโบร่ำโบราณแห่งนี้เป็นฝีมือของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋จริงๆ ทุกอย่างก็จะลงตัว
เขาเป็นผู้ติดตามปรมาจารย์ขง และเหตุผลที่เขาทิ้งภาพวาดนี้ไว้ก็เพื่อเตือนใจให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในภูเขาลำห้วยขาว
จางเซวียนยังคงมองไปโดยรอบ แต่ก็ไม่พบอะไรผิดสังเกต สุดท้ายเขาจึงต้องกลับมามือเปล่า
เมื่อเขากลับมาหาหลัวชวนฉิงกับคนอื่นๆ สันเขาก็สั่นเบาๆก่อนจะสลายตัวลงอย่างเงียบเชียบ
“ภาพวาดนี้อยู่ที่นี่มานานเกินไปแล้ว ดูเหมือนกาลเวลาได้กลืนกินมัน เหตุผลเดียวที่มันยังคงอยู่ได้ก็เพราะไม่มีใครได้สัมผัสมันเลย การที่คุณเข้าไปในภาพวาดได้สร้างความกดดันให้มันมากเกินไป มันจึงเสื่อมสลาย” หลัวชวนฉิงอธิบาย
จางเซวียนที่ตกตะลึงเล็กน้อยพยักหน้ารับ
อันที่จริง ก็เหมือนกับการที่สมบัติเก่าแก่สามารถคงความงดงามภายนอกของมันเอาไว้ได้ แต่การเสื่อมสลายจากภายในของมันก็ทำให้สุดท้ายต้องแหลกเป็นผุยผง
จางเซวียนมองภาพวาดที่แหลกสลายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะละสายตา และพบว่ามีทางเดินกว้างใหญ่ปรากฏตรงหน้าพวกเขา
เขาก้าวไปบนทางเดินนั้น ตามหลังหลัวชวนฉิงกับคนอื่นๆไป
หลังจากผ่านมิติที่บิดเบี้ยวมาแล้ว การได้เหยียบย่างลงบนพื้นดินก็ให้ความรู้สึกที่มั่นคงกว่ากันมาก
“ของล้ำค่าที่ผมรู้สึกได้อยู่ที่นั่น!” อวิ๋นเหลียนไห่พูดด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย
ทันทีที่เขาเหยียบย่างลงบนทางเดิน ความรู้สึกแปลกๆที่ได้รับจากการตามล่าสมบัติก่อนหน้านี้ก็พลันชัดเจนขึ้น ขอแค่เดินไปตามเส้นทางนี้ ก็น่าจะพบของล้ำค่าสักสองสามชิ้น
“เยี่ยมเลย!”
เมื่อได้ยินว่ามีทรัพย์สมบัติอยู่ไม่ห่างจากพวกเขา ทุกคนรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมา ต่างคนต่างเร่งฝีเท้า
ไม่ช้าพระราชวังหลังหนึ่งก็ปรากฏตรงหน้า
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นพระราชวัง แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตหรือโอ่อ่าหรูหรามากนัก มันได้รับการออกแบบอย่างโบร่ำโบราณ และดูเหมือนจะเล่าขานถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานที่อยู่เบื้องหลัง
“ที่นี่อาจมีอันตราย ให้ผมเข้าไปดูก่อน” หลัวชวนฉิงพูดก่อนจะเดินนำไป
ประตูพระราชวังนั้นทำจากหินและมีตัวอักษรจารึกอยู่เต็มไปหมด
“นี่คือจารึกแห่งมิติ เป็นตัวอักษรพิเศษที่นักปราชญ์โบราณชิวอู๋ทำขึ้น การศึกษาตัวอักษรเหล่านี้จะทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจในสาระสำคัญของมิติ ตระกูลของเรามีรายละเอียดการตีความถ้อยคำเหล่านี้” หลัวชวนฉิงร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
“จารึกแห่งมิติ?” จางเซวียนมองตัวอักษรเหล่านั้นอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
เขาเคยเห็นตัวอักษรเหล่านี้ที่พระราชวังชิวอู๋เช่นกัน
ฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัสก็ถูกเขียนขึ้นโดยใช้ตัวอักษรเหล่านี้ ในครั้งนั้น เขาไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่ก็ยังสามารถร่ำเรียนเทคนิคการต่อสู้นั้นได้โดยอาศัยรูปแบบของมัน
“ถ้าอย่างนั้น ก็หมายความว่าอาณาจักรโบร่ำโบราณนี้เป็นฝีมือของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋น่ะสิ”
ปี้หงอิงถามอย่างตื่นเต้น
ถึงนักปราชญ์โบราณชิวอู๋จะเป็นผู้ติดตามปรมาจารย์ขง แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่านักปราชญ์โบราณโป๋ช่างซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งปูชนียสถานนักปราชญ์เลย ยิ่งไปกว่านั้น ความเข้าใจในเรื่องมิติของเขาก็ถือว่าล้ำลึกมาก หากพวกเขาได้รับมรดกตกทอดนี้ ไม่ช้าไม่นานก็คงจะได้ฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 8 หรือแม้แต่ขั้น 9
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น…แต่ออกจะแปลกๆอยู่สักหน่อย ที่ตระกูลของผมมีหนังสือจำนวนมากที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋ แต่พวกเราไม่เคยได้ยินเลยว่าเขาได้สร้างอาณาจักรโบร่ำโบราณไว้ที่นี่!” หลัวชวนฉิงพูดขณะขมวดคิ้ว
“ด้วยความซับซ้อนของอาณาจักรโบร่ำโบราณนี้ สำหรับผู้เชี่ยวชาญในระดับของนักปราชญ์โบราณ มันคงเป็นสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว ผมคิดว่านักปราชญ์ชิวอู๋เองอาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยสร้างมันไว้” อวิ๋นเหลียนไห่พูด
เพราะมาจากตระกูลของนักล่าสมบัติ เขาจึงเคยสัมผัสกับของล้ำค่ามากมายที่อยู่ในโลกใบนี้
มีอาณาจักรโบร่ำโบราณมากมายที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับในสายตาของคนรุ่นหลัง และทรัพย์สมบัติที่อยู่ในนั้นก็ล้ำค่ามาก แต่สำหรับผู้ที่สร้างมันและทิ้งไว้ สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้มีความสำคัญกับพวกเขามากนัก
ความแตกต่างของระดับวรยุทธนำไปสู่ความแตกต่างในการประเมินคุณค่าของวัตถุ
“ก็จริง” จางเซวียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
อย่างเขาเป็นตัวอย่าง เขาจะไม่ชายตามองเลย ต่อให้ใครโยนหินวิเศษขั้นสูงเป็นล้านก้อนมากองตรงหน้า แต่ถ้าอยู่ในสมาพันธ์นานาอาณาจักร เพียงแค่ได้ครอบครองหินวิเศษขั้นสูงสักก้อนก็ถือเป็นสมบัติล้ำค่าแล้ว
เช่นเดียวกัน ถึงน้ำเต้าตงฉู่จะเป็นของล้ำค่าที่ไม่มีอะไรเทียบสำหรับพวกเขา แต่สำหรับนักปราชญ์โบราณ ก็คงเป็นของที่พวกเขาโยนทิ้งได้อย่างง่ายดาย
“หลัวชวนฉิง ในเมื่อคุณเข้าใจตัวอักษรเหล่านั้น แล้วพวกมันหมายความว่าอย่างไรกัน?” อวิ๋นเหลียนไห่ถาม
“มันเป็นข้อความที่ตั้งใจจะใช้สื่อสารกับคนรุ่นหลังที่ค้นพบอาณาจักรโบร่ำโบราณแห่งนี้ ความหมายโดยทั่วไปก็คือผู้ที่มาได้ไกลขนาดนี้ย่อมมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องมิติและมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้รับมรดกตกทอดของเขา อ้อ ส่วนวิธีเปิดประตูนั้นมีรายละเอียดอยู่ตรงนี้” หลัวชวนฉิงพูดขณะตรวจสอบอักษรจารึกบนกำแพงอย่างถี่ถ้วน
หลังจากได้ศึกษามิติแห่งอักษรจารึกมาหลายปี ตระกูลหลัวก็ได้ประมวลหนังสือที่ช่วยให้ทุกคนสามารถตีความความหมายที่อยู่เบื้องหลังตัวอักษรเหล่านี้ได้
“มรดกตกทอด? หมายความว่ามรดกตกทอดของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋อยู่ในพระราชวังนี้หรือ?”
“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น” หลัวชวนฉิงพยักหน้า เขาสูดหายใจลึกและพูดต่อ “ผมจะเปิดประตูละนะ ทุกคนระวังด้วย กว่าพวกเราจะมาถึงจุดนี้ได้นั้นไม่ง่ายเลย เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้มีอะไรผิดพลาดไม่ได้”
หลังจากพูดคำนั้นแล้ว เขาก็ถอยไปก้าวหนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นและเคาะนิ้วไปข้างหน้า กระแสพลังปราณพุ่งเข้าปะทะประตูนั้น
เขาส่งกระแสพลังปราณออกไป 3 สายเข้าสู่ค่ายกล และพลังงานก็สั่นสะท้านอยู่ที่บริเวณหน้าประตู ‘แอ๊ด!’ มันเปิดออก
หลัวชวนฉิงขับเคลื่อนพลังปราณเพื่อสร้างปราการป้องกันตัว เตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น
นักปราชญ์โบราณชิวอู๋เป็นผู้โด่งดังและได้รับความเคารพยกย่องไปทั่ว แต่หลังจากที่เขาทิ้งมรดกตกทอดไว้ที่นี่ ก็ได้สร้างบททดสอบไว้มากมายเพื่อประเมินคุณสมบัติของผู้ที่ตามหามรดกของเขา จึงย่อมดีกว่าหากพวกเขาจะระมัดระวังตัวไว้ก่อน
หลัวชวนฉิงก้าวเข้าไปในพระราชวัง ครู่ต่อมาก็โบกมือเพื่อเรียกคนอื่นๆและพูดว่า “ข้างในนี้ไม่มีอันตรายอะไร เข้ามาเถอะ!”
ทุกคนรีบตามเข้าไป และพบว่าตัวเองยืนอยู่ในห้องโถงใหญ่ที่ว่างเปล่า มีรูปปั้นรูปหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ไม่ห่างออกไปนัก
“นั่นคือนักปราชญ์โบราณชิวอู๋!” เมื่อเห็นใบหน้าของรูปปั้น จางเซวียนอุทาน
เขาเคยเห็นนักปราชญ์ชิวอู๋เมื่อครั้งอยู่ที่พระราชวังชิวอู๋ จึงเป็นธรรมดาที่จะจดจำรูปปั้นที่นี่ได้
“นี่คือนักปราชญ์โบราณชิวอู๋หรือ?”
แม้จะมาจากภูมิหลังอันโด่งดัง แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นรูปปั้นของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋
“ผมเคยเห็นภาพวาดของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋มาก่อน ใช่เขาจริงๆ” หลัวชวนฉิงตอบก่อนจะส่งสายตามองจางเซวียน “ปรมาจารย์จาง คุณรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเขา?”
นักปราชญ์โบราณชิวอู๋เป็นผู้เก็บเนื้อเก็บตัวมาตลอดชีวิต จึงมีบันทึกเกี่ยวกับเขาอยู่ไม่มากนัก ตระกูลหลัวจดจำอีกฝ่ายได้จากภาพวาดที่พวกเขามีอยู่ในครอบครอง แล้วชายหนุ่มรู้จักเขาได้อย่างไร?
“ก็ก่อนหน้านี้คุณพูดว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นผลงานของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋ ผมก็เลยคิดว่ารูปปั้นนี้จะต้องเป็นเขา” จางเซวียนพูดกลบเกลื่อน
พระราชวังชิวอู๋มีศาสตร์ลับของการปลดปล่อยมิติ จึงเป็นการดีที่สุดหากเขาจะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงมันในเวลานี้
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เมื่อเห็นจางเซวียนไม่เต็มใจจะพูด หลัวชวนฉิงก็ไม่คิดจะซักไซ้
ทุกคนมีประสบการณ์และความลับส่วนตัว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเค้นให้ได้อะไรขึ้นมา
หลัวชวนฉิงเดินไปที่รูปปั้น คุกเข่าลงกับพื้นและโค้งคำนับอย่างงาม 2-3 ครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืน
“ความเข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งมิติของตระกูลหลัวของพวกเรามีต้นตอมาจากมรดกของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋ ดังนั้นบรรพบุรุษของเราจึงตั้งกฎไว้ว่า หากสมาชิกตระกูลหลัวคนไหนได้พบกับรูปปั้นหรือเจตจำนงของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋ จะต้องโค้งคำนับให้เขาเพื่อให้เกียรติบรมครูของพวกเรา” หลัวชวนฉิงอธิบาย
“ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์แห่งมิติของตระกูลหลัวมีต้นตอมาจากมรดกของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋หรือ?” จางเซวียนประหลาดใจ
เขาหันไปมองหยวนเสี่ยวกับคนอื่นๆ แต่พวกนั้นดูเหมือนจะรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
“มิติถือเป็นธรรมชาติลี้ลับของโลก ไม่เหมือนกับศิลปะเพลงดาบหรืออื่นๆที่สามารถพัฒนาไปสู่รูปแบบต่างๆได้ มันมีเส้นทางที่แท้จริงเพียงเส้นทางเดียว ดังนั้นมรดกตกทอดด้านนี้จึงถือเป็นเอกลักษณ์” จางเซวียนถึงบางอ้อ
เขาควรจะรู้เสียก่อนหน้านี้แล้ว
ไม่น่าแปลกใจที่จดหมายเหตุปาฐกถาบนเตียงของนักปราชญ์หลัวที่ถูกทิ้งไว้จะสามารถทำให้ศาสตร์เทียบฟ้าแห่งการปลดปล่อยมิติเกิดความสมบูรณ์แบบได้ กลับกลายเป็นว่าทั้งคู่มีแหล่งกำเนิดจากจุดเดียวกัน
“หลัวชวนฉิงคารวะนักปราชญ์โบราณชิวอู๋!”
หลังจากพูดจบ หลัวชวนฉิงก็ยื่นมือออกไปวางที่ฐานของรูปปั้น
วิ้ง!
เกิดเสียงหึ่งเบาๆขึ้นกลางอากาศอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่แสงเจิดจ้าจะระเบิดออกจากรูปปั้น รูปปั้นที่ไม่ไหวติงนั้นค่อยๆลืมตาขึ้น
“เจตจำนงของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋”
ปี้หงอิง หยวนเสี่ยวและคนอื่นๆนัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง พวกเขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นโดยไม่ลังเล
ใครๆก็รู้ว่านักปราชญ์ชิวอู๋เป็นผู้เชี่ยวชาญที่อายุมากกว่าผู้ก่อตั้งตระกูลของพวกเขาเสียอีก แม้แต่ผู้ก่อตั้งของพวกเขายังต้องทรุดตัวลงคุกเข่าและเรียกนักปราชญ์โบราณชิวอู๋ว่า ‘ศิษย์พี่’
“ก่อนหน้านี้ เมื่อผมมาที่นี่ ผมมีโอกาสได้เห็นเมล็ดน้ำเต้าตงฉู่ จึงตัดสินใจปลูกมันไว้ หวังว่าจะได้เป็นประโยชน์กับคนรุ่นหลัง การที่พวกคุณมาได้ไกลขนาดนี้ แปลว่าพวกคุณมีความเข้าใจอย่างล้ำลึกเรื่องมิติและมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้รับมรดกตกทอดของผม” รูปปั้นนั้นพูด
“ขอบคุณ นักปราชญ์โบราณชิวอู๋”
ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นที่ได้การยอมรับจากนักปราชญ์โบราณชิวอู๋ หลัวชวนฉิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่างที่แสดงความสำนึกในบุญคุณ ก็พอดีกับที่นึกได้ว่าจางเซวียนยังยืนอยู่ไม่ห่างออกไปนัก
เขาย่นหน้าผากขณะเอ่ยตำหนิ “ปรมาจารย์จาง ทำไมคุณไม่แสดงความเคารพนักปราชญ์ชิวอู๋ล่ะ?”
แต่หลังจากพูดจบ รูปปั้นของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋ก็หันศีรษะมา สีหน้าของเขาบ่งบอกความพรั่นพรึง “คุณอีกแล้ว!”
