ตอนที่ 1168 ภาพปรมาจารย์ขง
“คุณ…” ได้ยินคำนั้น จางจิ่วเซี่ยวแทบยืนไม่อยู่ เขาเกือบกระอักเลือดออกมา
เพิ่งเมื่อครู่ก่อนนี้เองที่เขาบอกอีกฝ่ายให้ฝนหมึกให้ แต่ในชั่วพริบตาก็ถูกเอาคืน การตบหน้าครั้งนี้ช่างกลับมารวดเร็วเหลือเกิน!
ความร้อนรนทำให้ทุเรียนลูกหนึ่งบนหัวของเขาหล่นลงพื้น จางจิ่วเซี่ยวกำลังจะพูดอะไรบางอย่างกับจางเซวียน ก็พอดีกับที่อีกฝ่ายส่งเสียงมาอีกครั้ง
“ผมจะต้องใช้สมาธิกับการถอดถอนฉนวน จึงต้องขอความช่วยเหลือคุณ เรื่องสำคัญขนาดนี้ คุณคงไม่ปฏิเสธคำขอของผมหรอก ใช่ไหม?”
จางจิ่วเซี่ยวหน้าดำคร่ำเครียด ทุกคำที่เขาตั้งใจจะพูดติดอยู่ในคอ ทำให้เขาใบ้กิน
คำพูดเหล่านั้น…ดูเหมือนจะเป็นคำพูดที่เขาเคยใช้กับอีกฝ่ายมาก่อน
เขาเพิ่งจะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนอย่างสง่างามราวกับวีรบุรุษที่มีผู้หลีกทางให้ แต่ตอนนี้สถานการณ์พลิกผัน เขารู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่ใบหน้า
กรรมตามสนอง…ถึงจะหงุดหงิดอย่างไร จางจิ่วเซี่ยวก็รู้ว่าอีกฝ่ายเอาคืนในสิ่งที่เขาทำไปเมื่อครู่ ทั้งที่ยังโมโหอยู่ แต่เขาก็ก้าวออกมาอย่างว่าง่ายและเริ่มฝนหมึกให้
เห็นแบบนั้น จางเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจ
ถ้าจะว่าไป เขาก็ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น
เพราะเขาไม่เคยต้องจดจำใคร
เขารับรู้ได้ถึงความเป็นปฏิปักษ์ที่อีกฝ่ายมีให้ ซึ่งในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องทำตัวเป็นคนดี
แถมคนจากตระกูลจางยังมีแผนการที่จะพาตัวลั่วชิงของเขาไปเป็นเจ้าสาวด้วย
ควรจะรู้ว่าแม้แต่ฟงฉวิ๋นก็ยังเกือบตายด้วยน้ำมือเขาหลังจากที่สารภาพความในใจกับหลัวลั่วชิง
แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าตระกูลจางอยู่ที่ไหนและยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะจัดการเรื่องนั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ยับยั้งเขาไว้จากการเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ
หลังจากที่จางจิ่วเซี่ยวฝนหมึกแล้ว จางเซวียนกำลังจะเริ่มวาดภาพเพื่อทำลายแนวคิดของภาพนั้น จะได้ถ่ายทอดจิตใต้สำนึกเข้าไป ก็พอดีกับที่เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
เขาหันไปพูดกับประธานเมิ่งชงและถามว่า “ประธานเมิ่ง คุณมีหนังสือเกี่ยวกับการวาดภาพระดับ 7 ดาวอยู่กับตัวไหม? ผมอยากได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมจะรีบพลิกๆ ดูเพื่อวิเคราะห์ว่าผมควรจะร่ายมนต์แบบไหนเพื่อทําให้ภาพวาดเกิดความเสียหายน้อยที่สุด”
“คุณจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับการวาดภาพตอนนี้หรือ?” นึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะร้องขอหนังสือจากเขาในช่วงเวลาแบบนี้ ประธานเมิ่งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหัว “ผมมีหนังสืออยู่กับตัวไม่มากนัก แต่ถ้าคุณต้องการ สมาคมจิตรกรก็อยู่ใกล้ๆ นี่เอง ผมสามารถไปนำมาให้คุณได้เดี๋ยวนี้”
“ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอรบกวนคุณด้วย” จางเซวียนประสานมือและคำนับ
“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไปหรอก” ประธานเมิ่งตอบก่อนจะเดินออกจากห้อง ไม่ช้าก็กลับมา ด้วยการสะบัดข้อมือ 1 ครั้ง หนังสือตั้งใหญ่ก็ปรากฏตรงหน้า ดูเหมือนจะตกราวหลายหมื่นเล่ม
ในฐานะประธานสมาคมจิตรกร เขามีสิทธิ์นำหนังสือในสมาคมออกมาได้ในทันที เขาไม่แน่ใจว่าหนังสือแบบไหนที่จางเซวียนต้องการ เพื่อกันไว้ก่อน จึงขนหนังสือจากห้องสมุดมาเกือบหมด
จางเซวียนเดินไปที่ตั้งหนังสือและกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็หยิบออกมา 1 เล่มและพลิกดูขณะเพ่งสมาธิเข้าไปในหอสมุดเทียบฟ้า
ศิลปะการวาดภาพเทียบฟ้าระดับ 7 ดาว! จางเซวียนยิ้มอย่างพอใจก่อนจะพลิกดูหนังสือในมือ
เป็นเพราะประสิทธิภาพของศิลปะการวาดภาพเทียบฟ้าระดับ 6 ดาวที่ทำให้จางเซวียนสามารถใช้ทักษะภาพติดตาได้ อันที่จริงเขายังไม่เคยรวบรวมหนังสือเพื่อประมวลเป็นศิลปะการวาดภาพเทียบฟ้าระดับ 7 ดาวมาก่อนเลย
หลังจากนั้นอีกไม่นาน เขาก็เข้าใจแก่นแท้ของศิลปะการวาดภาพเทียบฟ้าระดับ 7 ดาวเป็นอย่างดี
จางเซวียนระบายลมหายใจยาวและวางหนังสือกลับเข้าที่
ตอนนี้ ความรู้ความเข้าใจเรื่องการวาดภาพของเขาเข้าถึงระดับ 7 ดาวขั้นสูงสุดแล้ว เทียบได้กับจิตรกรระดับ 8 ดาวขั้นต้นโดยส่วนใหญ่
“ปรมาจารย์จาง เราจะเริ่มกันได้หรือยัง?” ชายหน้ากากทองแดงถามด้วยความร้อนรน
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาหยิบหนังสือที่ดูน่ไม่เข้าท่าเล่มหนึ่งออกมาจากหนังสือตั้งใหญ่ และพินิจพิจารณาอยู่เป็นชั่วโมง ระยะเวลานานขนาดนั้นแทบจะถือเป็นชั่วนิรันดร์สำหรับเขา นานพอที่จะเปลี่ยนความคาดหวังให้กลายเป็นความกระวนกระวาย
“ผมเรียบร้อยแล้ว”
จางเซวียนพยักหน้าอย่างมั่นใจ จากนั้นก็สูดหายใจลึกก่อนจะเดินเข้าไปที่ภาพวาด เขาเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้อีกครั้งและมองดูภาพวาดอย่างถี่ถ้วน
ก่อนหน้านี้ภาพวาดยังดูเป็นปริศนาสำหรับเขา แต่ด้วยข้อบกพร่องที่เขาได้เห็นจากหอสมุดเทียบฟ้าและความเข้าใจเรื่องการวาดภาพที่มีเพิ่มขึ้น ตอนนี้เขามองเห็นได้คร่าวๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นในภาพวาด และสิ่งที่เคยทำให้เขางงหลายอย่างก่อนหน้านี้ก็พลันกระจ่างชัด
“ผมจะเริ่มละนะ”
ไม่พูดพร่ำทำเพลง จางเซวียนจุ่มพู่กันของเขาลงไปในขวดหมึกจนชุ่ม จากนั้นก็เคลื่อนไหวพู่กันอย่างระมัดระวังด้วยลีลาสง่างาม
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!
ในชั่วพริบตา ภาพวาดภาพหนึ่งก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน มันล่องลอยอย่างสงบนิ่งอยู่กลางอากาศ
“ช่างเป็นภาพติดตาที่ลึกซึ้งอะไรอย่างนี้!” ประธานเมิ่งตั้งข้อสังเกตด้วยความอัศจรรย์ใจระคนยำเกรง
จางจิ่วเซี่ยวได้แสดงทักษะภาพติดตาก่อนหน้านี้ แต่เขาทำได้เพียงพื้นฐานของมันเท่านั้น ในขณะที่ชายหนุ่มคนนี้สามารถผสานความงดงามของภาพติดตาเข้ากับความเชี่ยวชาญในวิถีของการวาดภาพได้อย่างดี
“ลึกซึ้ง?” ประธานมู่แปลกใจที่ได้ยินประธานเมิ่งยกย่องจางเซวียนขนาดนั้น เขาอดถามด้วยความอยากรู้ไม่ได้ “แล้วถ้าเปรียบเทียบกับคุณล่ะ?”
“บอกตามตรงนะ แม้แต่ผมก็เทียบกับเขาไม่ได้ ทุกฝีแปรงในภาพติดตาของเขาบ่งบอกถึงแนวคิดทางสุนทรียภาพที่เขาพยายามจะสร้างขึ้น ทำให้ภาพวาดนี้ติดตาตรึงใจจนแทบจะกระโดดออกมาได้ทุกขณะ เขาสำเร็จระดับของความเชี่ยวชาญที่ใกล้เคียงกับจิตรกรระดับ 8 ดาวเลยทีเดียว!” ประธานเมิ่งพูดอย่างจนปัญญา
แม้เขาจะไม่อยากยอมรับ แต่เรื่องจริงก็คือความเชี่ยวชาญด้านการวาดภาพของอีกฝ่ายนั้นเหนือชั้นกว่าเขามาก
ไม่แปลกใจเลยที่เขามองเห็นแก่นแท้ของภาพวาดได้ด้วยการมองเพียงครั้งเดียว
ในจักรวรรดิฉิงหย่วนคงไม่มีใครเทียบชั้นกับเขาได้แล้ว
“เอ่อ…” เมื่อเห็นภาพนั้น จางจิ่วเซี่ยวตาโตพร้อมกับอ้าปากค้าง
เขารู้สึกเหมือนโลกจะถล่มลงมาทับ และเกิดความรู้สึกที่คล้ายๆ กับใจสลาย
เขาอดนึกไม่ได้ว่าตัวเองเพิ่งให้คำชี้แนะกับจางเซวียนไป มาถึงตอนนี้ก็ชัดเจนไปกว่านี้ไม่ได้แล้วว่าอีกฝ่ายมีความรู้ความเข้าใจเหนือชั้นกว่าเขามากทั้งในด้านการตรวจสอบสมบัติและการวาดภาพ
ไปโม้คำโตต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญ ถ้าจะมีใครเสียชีวิตเพราะความอับอายได้ เขาคงจะเป็นเหยื่อรายต่อไปในไม่ช้า
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!
ต่อหน้าต่อตาสายตาอัศจรรย์ใจทุกคู่ สุดท้ายจางเซวียนก็วางพู่กันลง ประตูบานหนึ่งอยู่ตรงหน้า
“ประตู?”
“เขาวาดประตูทำไม?”
“ทัศนียภาพที่เราเห็นในภาพวาดระดับ 8 ดาวนั้นเหมือนกับการมองออกไปนอกหน้าต่าง ขณะที่สันเขาในภาพวาดดูจะอยู่ใกล้กับเรา แต่อันที่จริงแล้วมันเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่อยู่ในภาพวาด หากใครพยายามจะท่องเที่ยวไปในภาพวาดโดยใช้จิตใต้สำนึก คงจะต้องใช้เวลาชั่วนิรันดร์กว่าจะถึงเป้าหมาย ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการดีกว่าที่จะเปิดประตูเพื่อไปสู่เป้าหมายภายในภาพวาด ทำให้การส่งจิตใต้สำนึกเข้าไปนั้นทำได้ง่ายขึ้น”
…..
ด้วยคำอธิบายของประธานเมิ่ง ความอัศจรรย์ใจของทุกคนก็แปรเปลี่ยนเป็นการพยักหน้าอย่างยอมรับ
ทั้งกลุ่มมาเพื่อการตรวจสอบสมบัติประจำปี ประกอบด้วยบุคคลชั้นนำของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน แม้ส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นจิตรกร แต่ก็มีความเข้าใจระดับหนึ่งในศาสตร์นั้น
ภาพวาดของตาเฒ่าไร้โศกนั้นเข้าถึงระดับของภาพจำอันตราตรึง และความอลังการของภาพวาดก็ทำให้ทุกคนเกิดความเข้าใจไปว่าสันเขานั้นอยู่ใกล้กับพวกเขา ในการจะร่ายมนต์เพื่อกระตุ้นจิตวิญญาณเข้าไปในภาพวาดนั้น ย่อมดีกว่าหากจะได้เข้าใกล้มันก่อน ดังนั้นการสร้างเส้นทางจึงจำเป็นต้องถูกทำขึ้นล่วงหน้า
ฟึ่บ!
หลังจากวางพู่กัน จางเซวียนทาบมือลงบนประตูที่เขาเพิ่งวาดขึ้นและผลักออกไปอย่างแรง
ประตูนั้นเปิดออกสู่ภาพวาด
ทันใดนั้น สันเขาก็ดูจะปรากฏต่อหน้าต่อตาทุกคน ประตูที่เพิ่งวาดเสร็จสดๆ ร้อนๆ ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางที่เปิดเข้าสู่มัน
จากนั้นจางเซวียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาหันไปพูดกับปรมาจารย์อู๋ “ปรมาจารย์อู๋ ผมจะเข้าไปละนะ ต้องขอรบกวนคุณให้ช่วยอารักขาผมด้วย”
แม้ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครคิดทำร้ายเขาในตอนนี้ จางเซวียนก็ยังรู้สึกว่าปลอดภัยไว้ก่อนจะดีกว่า
“ได้สิ”
ปรมาจารย์อู๋ก้าวออกมาและเดินเคียงข้าง
เพื่อความมั่นใจ จางเซวียนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นก่อนจะถ่ายทอดเศษเสี้ยวหนึ่งของเจตจำนงของเขาเข้าไปที่ประตู
เมื่อผ่านประตูเข้าไปแล้ว เขารู้สึกถึงอากาศชื้นที่มาปะทะใบหน้า จางเซวียนเดินต่อไป ไม่ช้าก็มาถึงกึ่งกลางภูเขา
หมู่เมฆขาวปกคลุมยอดเขาไว้ ทำให้มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใต้ เขาถ่ายทอดจิตใต้สำนึกเข้าไปในหมู่เมฆ ไม่ช้ารอบตัวของเขาก็เปลี่ยนเป็นความมืดมิด
เขารู้ดีว่านี่เป็นผลของการที่จิตวิญญาณซึ่งถูกถ่ายทอดเข้าไปในภาพวาดนั้นไม่มีชีวิตจิตใจ จึงเริ่มร่ายมนต์เข้าใส่พื้นที่
ฟึ่บ!
เขาจุดลูกไฟขึ้น 20 ลูกก่อนจะรวมพวกมันเข้าด้วยกัน ตอนนี้พื้นที่ก็สว่างไสว อีกนิดเดียวก็จะปลุกความมีชีวิตจิตใจของจิตวิญญาณขึ้นได้แล้ว
แสงนั้นสอดส่องกระทบสิ่งที่อยู่ใต้หมู่เมฆ ภูเขาทั้งลูกปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาจางเซวียน มันเป็นภูเขาที่เขียวชอุ่ม ไม่แตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของภาพวาด แต่ที่กึ่งกลางภูเขา ใต้รังสีของดวงอาทิตย์ มีภาพหนึ่งปรากฏให้เห็นอย่างเลือนราง แม้จะเป็นภาพวาด แต่ก็แผ่รังสีที่บ่งบอกถึงความเก่งกาจช่ำชองออกมา
นี่…จางเซวียนหรี่ตาด้วยความอัศจรรย์ใจเมื่อเห็นภาพนั้น
เขาเคยเห็นภาพนั้นมาก่อน
ปรมาจารย์ขง!
ตอนนี้ ปรมาจารย์ขงยืนสงบนิ่งอยู่บนภูเขา แผ่รังสีของความสงบสุขและเป็นมิตรออกมา แต่ในเวลาเดียวกันภาพของเขาก็ไม่ค่อยแจ่มชัด ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาที่อาจหายไปได้หากสัมผัส
นี่คือ…ภาพที่ตาเฒ่าไร้โศกเห็นหรือ? จางเซวียนกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
บอกได้เลยว่าภาพปรมาจารย์ขงที่อยู่ท่ามกลางป่าเขานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพวาด แต่ตาเฒ่าไร้โศกสามารถจับรังสีของปรมาจารย์ขงได้ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะทำกันได้ง่ายๆ เลย
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ…
เป็นไปได้ว่าตาเฒ่าไร้โศกได้เห็นภาพนี้ด้วยตัวเองและตื่นเต้นจนไม่อาจวาดต่อได้
ปรมาจารย์อู๋บอกไว้ว่าตาเฒ่าไร้โศกเป็นผู้ที่ไม่ได้ปราดเปรื่องอะไรในช่วงต้นอายุของเขา เขามาได้รับความปราดเปรื่องอย่างกะทันหันตอนที่อายุ 180 ปี ทั้งวรยุทธและความเชี่ยวชาญในการวาดภาพก็เพิ่มขึ้น เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งนั้นเป็นผลจากการได้เห็นภาพของปรมาจารย์ขง?
ปรมาจารย์อู๋เคยบอกเขาเรื่องประวัติของตาเฒ่าไร้โศกอยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งประวัติของเขาก็ฟังดูเหมือนถอดออกมาจากนิยายเพ้อฝัน
การที่เขาเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในทันทีนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาต้องสะดุดเข้ากับบางอย่างที่มีอานุภาพเปลี่ยนแปลงชีวิต
บางที…อาจเป็นเพราะการได้เห็นภาพปรมาจารย์ขงที่ทำให้เขาได้ทางสว่างอย่างกะทันหัน นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของวรยุทธและความเข้าใจในการวาดภาพ ด้วยความสำนึกในบุญคุณ เขาจึงตัดสินใจอุทิศภาพนี้ให้กับปรมาจารย์ขง
แต่ถึงอย่างไร ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปรมาจารย์ขงนั้นก็ล้วนแล้วแต่มีเงื่อนงำ เขารู้ดีว่าปัญหาจะต้องมาเคาะถึงประตูบ้านหากคนอื่นๆ รู้ว่าเขาได้พบกับภาพของปรมาจารย์ขง หรือไม่อย่างนั้น ปัญหาก็อาจมารออยู่หน้าประตูแล้วด้วยซ้ำ เขาจึงตัดสินใจปกปิดความลับนี้ไว้ภายใต้ชั้นของหมู่เมฆ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังไม่สามารถหยุดโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเขาได้ จางเซวียนครุ่นคิด
การได้การยอมรับให้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานถึง 4 ครั้งทำให้เขาใช้เวลาไม่นานในการปะติดปะต่อเรื่องราวและเรียบเรียงสถานการณ์ออกมา
เป็นเรื่องที่ออกจะน่าแปลกว่าทำไมภาพของปรมาจารย์ขงถึงมาปรากฏบนภูเขา ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะปรมาจารย์ขงเป็นครูบาอาจารย์ของโลก ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเขาย่อมไม่ธรรมดา
ถ้าเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไปยังผู้ที่มีเจตนาร้าย นั่นจะหมายถึงหายนะ ในฐานะจิตรกรระดับ 8 ดาวและนักรบขั้นการละทิ้งช่องว่าง เป็นไปไม่ได้ที่ตาเฒ่าไร้โศกจะไม่รู้ความจริงข้อนี้
แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นผลงานชิ้นเอกของเขา และเขาไม่อาจบังคับตัวเองให้ทำลายมันได้ เขาลังเลอยู่ถึง 30 ปี ก่อนที่ในที่สุดจะตัดสินใจวาดฉนวนปกคลุมภาพวาดไว้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจยับยั้งความตายที่เข้ามา
ถ้าภาพวาดของปรมาจารย์ขงปรากฏขึ้นในดินแดนนี้ ก็เป็นไปได้ว่าคงจะมีอาณาจักรโบร่ำโบราณที่เหมือนกับพระราชวังชิวอู๋ซุกซ่อนอยู่เช่นกัน เราจะต้องดูเสียหน่อย
เมื่อคิดได้ จางเซวียนก็รีบเดินไปยังภาพของปรมาจารย์ขง
