ตอนที่ 1106 ประธานชิงไปไม่เป็น
หัวหน้าแผนกโจวแทบจะร้อง
ในฐานะหัวหน้าแผนกอาวุธ เขาทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการฝึกฝนเพลงหอกมาตลอด 800 ปี ถ้าอีกฝ่ายฝึกฝนมาเป็นสิบๆ ปีเขาก็ยังพอรับได้ เพราะถึงอย่างไรทุกคนก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน มีอัจฉริยะจำนวนหนึ่งที่สามารถทำในสิ่งที่คนอื่นต้องใช้เวลาชั่วชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ปี
ซึ่งสิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้าเขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษคือเพลงหมัด ส่วนเพลงหอกนั้นเพิ่งฝึกฝนได้เพียง 4 ชั่วโมง แต่ก็เอาชนะตัวเขาได้อย่างง่ายดาย
เห็นหน้าตาบูดเบี้ยวของผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้า ดูพร้อมจะลมจับได้ทุกขณะ หลิวหยางอดรู้สึกผิดไม่ได้ที่ไปซ้ำเติมอีกฝ่าย เขารีบพูดเพื่อจะปลอบใจ “อันที่จริงผมก็จำไม่ค่อยแม่น มันอาจจะมากกว่า 4 ชั่วโมงก็ได้”
ในตอนนั้น เพื่อจะเข้าท้าทายค่ายกลประตูมังกรของสภายอดขุนพล ตัวเขา หวังหยิ่ง และเจิ้งหยางได้ถ่ายทอดทักษะของตัวเองให้กันและกันโดยไม่ปิดบัง เพื่อที่แต่ละคนจะได้มีทางเลือกมากขึ้น
แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัด พวกเขาจึงทำได้แค่คว้าเอามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นหลิวหยางจึงมีเวลาเพียงแค่ 4 ชั่วโมงในการทำความเข้าใจแก่นของศิลปะเพลงหอก
เมื่อลองย้อนคิดดู อาจจะน้อยกว่า 4 ชั่วโมงก็ได้ บางทีอาจจะเป็น 3 ชั่วโมง? หรือ 2 ชั่วโมง?
ตอนนั้นเขาทุ่มเทให้กับการฝึกฝนมากเสียจนจดจำเรื่องอื่นไม่ได้
หลิวหยางขมวดคิ้ว
“เอาเถอะ” เห็นชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพยายามปลอบโยนเขาด้วยสีหน้าปั้นยาก หัวหน้าโจวได้แต่เก็บความขมขื่นไว้ภายใน เลือดพร้อมจะกระอักออกจากปากได้ทุกขณะ
เห็นหัวหน้าแผนกอาวุธพ่ายแพ้ไปแล้ว ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งก้าวออกมา “ผมคือหัวหน้าแผนกฝ่ามือ, เหยียนชิงไห่ ขอท้าทายคุณเข้าสู่การดวล”
“แผนกฝ่ามือ?” หลิวหยางขมวดคิ้ว เขาพยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้สิ ผมจะเป็นคู่ต่อสู้ของคุณ”
หวังหยิ่งก้าวออกมาแล้วขัดขึ้น “เธอเพิ่งดวลไป ควรจะพักฟื้นเสียก่อน ฉันรับมือกับเขาเอง!”
นึกไม่ถึงว่าหวังหยิ่งจะเข้ามาแทรก หลิวยางส่ายหัว “แต่ศิษย์พี่ เขาเชี่ยวชาญในเพลงฝ่ามือ ศิลปะเพลงหมัดของผมน่ะเหมาะสมที่จะรับมือกับเขามากกว่าหากเทียบกับศิลปะการใช้ขาของเธอ ให้ผมสู้กับเขาแทนดีกว่า!”
“ฉันเพิ่งเรียนเพลงฝ่ามือมาจากท่านอาจารย์ และยังไม่มีโอกาสฝึกปรือกับคู่ต่อสู้คนไหนเลย ฉันคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ทดลอง” หวังหยิ่งยืนกราน
“ท่านอาจารย์ก็สอนกระบวนท่านั้นให้ผมเหมือนกัน ผมเองก็อยากทดลอง” หลิวหยางตอบ
หวังหยิ่งขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด “นี่ เธอเพิ่งดวลไปนะ ยังไงก็น่าจะเหนื่อย ฉันคิดว่าพักเสียก่อนคงจะดีกว่า มันคงไม่เข้าท่าหรอกถ้าเธอแพ้และทำให้ชื่อเสียงของท่านอาจารย์ต้องเสื่อมเสีย”
หลิวหยางพึมพำ “ทำยังกับเธอไม่ได้ดูการดวลก่อนหน้านี้อย่างนั้นแหละ มันไม่ใช่การดวลเลยด้วยซ้ำ ผมใช้พลังปราณไปไม่ถึงหนึ่งในพันส่วน สูญเสียพลังปราณไปเพียงเท่านั้นน่ะ แค่ 2 อึดใจก็กลับคืนมาเหมือนเดิมแล้ว ต้องให้เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้เป็นพันคนนู่นแหละผมถึงจะเหนื่อย”
“….” หัวหน้าแผนกโจว
“….” หัวหน้าแผนกเหยียน
“….” คนจากสภายอดขุนพล
บ้าชะมัด!
นี่พวกคุณจะให้เกียรติคู่ต่อสู้หน่อยได้ไหม?
รู้ไหมว่าพวกเราได้ยินทุกคำที่คุณพูดกัน?
ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นอัจฉริยะชั้นยอดจากสภายอดขุนพล ไม่รู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมบ้างหรือที่มองเราต่ำต้อยขนาดนี้?
อย่างน้อยที่สุด ก็ไว้หน้าไว้ตาพวกเราบ้าง
“ก็ได้ ก็ได้ เธอเป็นศิษย์พี่ คำพูดของเธอมีน้ำหนัก” หลังจากโต้แย้งกันอยู่นาน หวังหยิ่งก็ใช้ความมีอาวุโสกว่าของเธอเอาชนะหลิวหยางได้สำเร็จ และคว้าโอกาสในการดวลพลังฝ่ามือกับหัวหน้าแผนกฝ่ามือ, เหยียนชิงไห่
“เริ่มเลยเถอะ!” ด้วยสีหน้าที่ดูตื่นเต้น หวังหยิ่งก้าวเข้าไปหาหัวหน้าเหยียนชิงไห่และพูดว่า “ฉันเพิ่งเรียนศิลปะเพลงฝ่ามือเมื่อไม่นานมานี้ และยังไม่มีโอกาสได้ทดลองกับใครเลย ยังไม่แน่ใจว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร กรุณาออมมือให้ฉันด้วย”
ตอนที่ฟังการโต้เถียงระหว่างหลิวหยางกับวังหยิ่ง หัวหน้าเหยียนชิงไห่โมโหจนแทบระเบิด เมื่อมาได้ยินหวังหยิ่งพูดจาด้วยถ้อยคำถ่อมเนื้อถ่อมตัว จึงอดคิดไม่ได้ว่าเธอกำลังเห็นเขาเป็นตัวตลก
“สายเกินไปแล้วล่ะที่จะมาร้องขอความเมตตาตอนนี้!”
เขาคำรามกร้าว จากนั้นก็เงื้อฝ่ามือขึ้นและสำแดงกระบวนท่าไม้ตายโดยไม่ลังเล
ฟึ่บ!
ฝ่ามือนั้นมีพละกำลังมหาศาลขนาดที่ทำให้อากาศบีบอัดกันจนเกิดเสียงดัง อุณหภูมิบริเวณรอบๆ นั้นสูงขึ้นจนถึงระดับที่น่าสะพรึง
ฝ่ามือมังกรแดงก่ำ เทคนิคการต่อสู้ระดับเซียนขั้นต่ำ!
ฝ่ามือมังกรแดงก่ำนั้นได้ชื่อตามมังกรแดงก่ำในตำนานซึ่งเป็นที่รู้กันว่าอาศัยอยู่ในลาวาเดือดๆ มันประกอบด้วยพลังหยางบริสุทธิ์ ทำให้ฝ่ามือนั้นหลอมละลายได้แม้แต่เหล็กชั้นดี
ก็เพราะเทคนิคนี้ที่ทำให้หัวหน้าเหยียนชิงไห่เป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆ ของสภายอดขุนพล
ฟึ่บ!
เมื่อเผชิญกับการโจมตีอย่างดุเดือดของหัวหน้าเหยียน สัญชาตญาณแรกของหวังหยิ่งก็คือหลบโดยใช้เทคนิคการเคลื่อนไหวของเธอ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เธอใช้อยู่บ่อยๆ แต่เมื่อนึกได้ถึงความตั้งใจแต่เดิมก็กัดฟันกรอด และบังคับตัวเองให้ยืนนิ่งอยู่กับที่ เธอขับเคลื่อนพลังปราณอย่างดุเดือดแล้วสำแดงศิลปะเพลงฝ่ามือที่ท่านอาจารย์เพิ่งถ่ายทอดให้
ฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัส!
เท่าที่รู้ ดูเหมือนท่านอาจารย์ของเธอจะเพิ่งร่ำเรียนเทคนิคฝ่ามือนี้ได้ไม่นานเช่นกัน และเขาก็ยังไม่มีโอกาสใช้ในการต่อสู้ ด้วยความเข้าใจของเธอ ดูเหมือนมันจะมีพละกำลังอยู่ไม่น้อย
2 ฝ่ามือปะทะกัน
พลั่ก!
“อ๊ากกกกกก!” หัวหน้าเหยียนชิงไห่ร้องโหยหวนขณะถอยกรูดไปไกล เขารีบเรียกพละกำลังกลับคืนมา ทำให้ทรงตัวอยู่ได้กลางอากาศ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหน้าซีดเผือดจากการปะทะเมื่อครู่
“คุณเพิ่งเรียนศิลปะเพลงฝ่ามือนี้? ยังไม่เคยใช้ในการดวลมาก่อนเลยหรือ?” หัวหน้าเหยียนถามอย่างแทบไม่เชื่อสายตา
“ใช่แล้ว ตลอดการเดินทางมายังเมืองฉิงหย่วน ท่านอาจารย์ของฉันบอกว่าเขาเพิ่งได้เรียนศิลปะเพลงฝ่ามือมา จึงถ่ายทอดให้พวกเราและสั่งการให้พวกเราฝึกฝนให้ดี แต่การฝึกฝนดูจะยุ่งยากกว่าที่ฉันคิดไว้ ผู้ฝึกฝนจะต้องควบคุมอารมณ์ให้ดีเพื่อให้เข้าถึงพละกำลังที่แท้จริงของเทคนิค แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากในระหว่างการดวล ด้วยเหตุนี้ หลังจากฝึกฝนได้ระยะหนึ่ง ฉันก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีประโยชน์ จึงไม่ได้ใช้มันอีก” หวังหยิ่งตอบ
ข้อบกพร่องใหญ่หลวงของฝ่ามือปีศาจสวรรค์โทมนัสคือความจำเป็นในการสงบสติอารมณ์ให้จิตใจอยู่ในสภาวะหยุดนิ่งเพื่อดึงพละกำลังของเทคนิคออกมาให้มากที่สุด แต่ด้วยพละกำลังของหวังหยิ่งซึ่งยังเป็นเพียงวัยรุ่น ประสบการณ์ก็มีจำกัด ทำให้เธอไม่อาจเข้าใจถึงความสูญเสียและความโศกสลดที่แท้จริง ดังนั้น เมื่อฝึกฝนไปได้ระยะหนึ่งก็รู้สึกว่ามีปัญหามากเกินไปและตัดสินใจ ที่จะทิ้งมันไว้อย่างนั้น
“ไม่มีประโยชน์? คุณตัดสินใจปล่อยเทคนิคนั้นไปเพราะเหตุผลแบบนี้น่ะหรือ?” หัวหน้าเหยียนอ้าปากค้างด้วยความตะลึง ความรู้สึกแน่นหน้าอกจนแทบหายใจไม่ออกทำให้เขาเกือบสำลัก
เขาเพิ่งแลกหมัดกับสาวน้อยคนนี้ได้เพียงครั้งเดียว แต่ด้วยดวงตาหยั่งรู้ เขาบอกได้ว่าศิลปะฝ่ามือที่เธอใช้นั้นแข็งแกร่งกว่าเทคนิคการต่อสู้ทุกเทคนิคที่เขารู้จัก
เป็นเทคนิคที่ทรงพลังขนาดนี้ แต่สาวน้อยกลับบอกว่าการฝึกฝนนั้นยุ่งยากและไร้ประโยชน์
เมื่ออดรนทนไม่ได้อีกต่อไป หัวหน้าเหยียนชิงไห่สูดหายใจลึกและเอ่ยขึ้นอย่างลังเลพร้อมใบหน้าแดงก่ำ “คุณจะถ่ายทอดศิลปะเพลงฝ่ามือนี้ให้ผมได้ไหม?”
“ได้สิ ท่านอาจารย์ของเราเป็นคนใจดีมีเมตตา เขาไม่เคยลังเลที่จะสอนใครก็ตามที่เต็มใจจะเรียน ถ้าคุณอยากจะเรียนเพลงฝ่ามือนี้จริงๆ ฉันถ่ายทอดให้คุณได้เดี๋ยวนี้เลย”
หวังหยิ่งไม่เคยเรียนเทคนิคการต่อสู้ที่มีปัญหาจุกจิกมาก่อนนับตั้งแต่เธอเริ่มฝึกฝนวรยุทธมา ไม่เพียงแต่เทคนิคนี้จะต้องการให้เธอรวบรวมจิตใจ จิตวิญญาณ และร่างกาย เธอยังต้องสงบสติอารมณ์และดำดิ่งลงไปขณะสำแดงเทคนิคนี้ออกมาด้วย มันช่างยุ่งยากเหลือเกิน!
ในความคิดของเธอ เทคนิคที่มีปัญหาจุกจิกแบบนี้ไม่น่าจะทรงพลังหรือใช้ได้จริงในการต่อสู้ จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในการที่จะถ่ายทอดให้อีกฝ่าย
“คุ-คุณเต็มใจจะถ่ายทอดให้ผมจริงๆ หรือ?” หัวหน้าเหยียนตาโตด้วยความตกตะลึง ครู่ต่อมาเขาก็สูดหายใจลึกและประกาศก้อง “นับจากนี้ไป ผมคือสมาชิกคนหนึ่งของแก๊งชวนชวน ใครก็ตามที่พยายามชักนำผมให้ออกจากแก๊งนี้จะถือเป็นศัตรูคู่อาฆาตของผม!”
“…..” ประธานชิง
“….” หัวหน้าแผนกคนอื่นๆ
เกิดความเงียบยาวนานก่อนที่ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งจะก้าวออกมา
“ผมคือหัวหน้าอู๋จากแผนกฝีเท้า มีใครพร้อมจะดวลบ้าง”
แต่ยังไม่ทันที่หัวหน้าอู๋จะพูดจบ ประธานชิงก็ก้าวออกมาและพูดว่า “พอได้แล้ว ผมเห็นแล้วว่าสหายสองคนของเราน่ะเหนื่อยอ่อนจากการต่อสู้แล้ว วันนี้ขอให้จบเพียงเท่านี้เถอะ”
“ประธานชิง” หัวหน้าอู๋เรียกด้วยน้ำเสียงร้อนรน
พวกเราตั้งใจมาป่วนไม่ใช่หรือ?
จะให้ล้มเลิกตอนนี้นี่นะ?
“แค่ก แค่ก หัวหน้าอู๋ วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ ถึงอย่างไรแก๊งชวนชวนก็ยังพักอยู่ที่นี่อีก 2-3 วัน เรายังมีเวลาเหลือเฟือที่จะแลกเปลี่ยนความรู้กับพวกเขา” ประธานชิงตอบ
ถ้าปล่อยไป เขาอาจได้เห็นหัวหน้าแผนกทุกคนกลายเป็นสมาชิกแก๊งชวนชวนไปหมด จะเป็นการหยามหน้าสักแค่ไหนหากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงๆ ?
หลังจากเงียบงันกันไปครู่หนึ่ง หัวหน้าอู๋ก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกและยอมล้มเลิกอย่างไม่เต็มใจ “เอาอย่างนั้นก็ได้”
เทคนิคการต่อสู้ที่เจ้าหนุ่มและสาวน้อยคนนั้นใช้ช่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่ตัวเขาก็ยังอดอยากเรียนไม่ได้ แต่สีหน้าของประธานชิงก็บ่งบอกแล้วว่าเขาจะต้องคลุ้มคลั่งแน่ถ้ามีหัวหน้าแผนกคนไหนสละนาวาไปหาแก๊งชวนชวนอีก ดูเหมือนเขาจะต้องแอบกลับมาที่นี่อีกครั้งในตอนกลางคืน
หลังจากระงับความตื่นเต้นของเหล่าหัวหน้าแผนกไว้แล้ว ประธานชิงก็หันไปถามหลิวหยางกับหวังหยิ่งด้วยรอยยิ้ม “สหายทั้ง 2 ไม่ทราบว่าตอนนี้อาจารย์ใหญ่จางอยู่ที่ไหน?”
“ท่านอาจารย์ของเราออกไปตั้งแต่เช้า ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย” หวังหยิ่งตอบ
“ออกไปตั้งแต่เช้า ตอนนี้ยังไม่กลับ” ประธานชิงพยักหน้า “รับทราบ บอกเขาด้วยว่าผมจะมาเยี่ยมเยือนอีกเร็วๆ นี้เพื่อหารือรายละเอียดเรื่องการแลกเปลี่ยน”
“ได้ พวกเราจะแจ้งคำพูดของคุณให้ท่านอาจารย์ทราบ” หวังหยิ่งพยักหน้า
“เอาล่ะ ตอนนี้พวกเราขอตัวก่อน”
หลังจากพูดจบ ประธานชิงก็ออกจากคฤหาสน์พร้อมกับหัวหน้าแผนกอีกสองสามคนและเหล่าผู้อาวุโสที่เหลือโดยไม่ลังเล
เขาเดินจ้ำตลอดทางกลับสู่สภายอดขุนพล ไม่ช้าก็มาถึงสภาผู้อาวุโส
ทุกคนหาที่นั่ง ความเงียบงันอบอวลอยู่ในอากาศ
ในการเดินทางครั้งนี้ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะนำเหล่ายอดขุนพลกลับมาจากแก๊งชวนชวนไม่ได้ ยังสูญเสียหัวหน้าแผนกไปอีก 2 คนด้วย ตอนนี้ 4 ใน 10 คนของหัวหน้าแผนกเข้าสู่แก๊งชวนชวนไปแล้ว แถมยังเลวร้ายกว่านั้น เพราะสายตาอีกหลายคู่ของหัวหน้าแผนกเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น ซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขาอาจจะแปรพักตร์เร็วๆ นี้
ไม่น่าเชื่อว่าความคิดเบื้องต้นของพวกเขาก็คือนำเลือดใหม่ผู้ปราดเปรื่องจากสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนเข้าสู่สภายอดขุนพลให้ได้ระหว่างการแลกเปลี่ยน แต่ยังไม่ทันที่จะได้เลือดใหม่มาสักคน อีกฝ่ายหนึ่งก็คว้าคนของเขาไปแล้วมากมาย
ยิ่งคิด ประธานชิงก็ยิ่งคับอกคับใจจนทำอะไรไม่ถูก
หลังจากนิ่งเงียบกันอยู่นาน ประธานชิงก็มองใบหน้าที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าเขาและตั้งคำถาม “พวกคุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้?”
“แก๊งชวนชวนนี่มีความพิเศษมาก ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่เผชิญหน้ากับหัวหน้าเหยียนและหัวหน้าโจวนั้นเป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ใหญ่จาง เทคนิคการต่อสู้ที่พวกเขาได้รับถ่ายทอดมานั้นช่างน่าประทับใจจริงๆ”
“จริงด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นใครคนหนึ่งเอาชนะหัวหน้าเฉินได้ด้วยพละกำลังมหาศาล ศิลปะเพลงหอกของชายหนุ่มคนนั้นน่าทึ่งสุดๆ นึกไม่ถึงเลยว่าหัวหน้าเฉินจะพ่ายแพ้ในการออกตัวเพียงครั้งเดียว!”
“พูดตามตรงนะ ศิลปะเพลงฝ่ามือของสาวน้อยคนนั้นล้ำลึกและทรงพลังมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ไม่ใช่เพียงแค่ทรงพลัง แต่ยังทำให้ผมรู้สึกดำดิ่งลงไปในช่องว่างอันไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ผมไม่รู้จะหลบการโจมตีนั้นอย่างไร”
……
เหล่าหัวหน้าแผนกและผู้อาวุโสต่างออกความเห็นกันอย่างตื่นเต้น
“แค่ก แค่ก!” ประธานชิงกุมหน้าอกด้วยความรวดร้าว
เขาอยากได้ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ แต่เจ้าพวกนี้ก็เอาแต่ชื่นชมยกย่องและตื่นเต้นอยู่ได้ มันบ้าบออะไรกัน!
แปลว่ามรดกตกทอดของสภายอดขุนพลเป็นรองสถาบันปรมาจารย์สถาบันหนึ่งหรือ?
“พอได้แล้ว! เลิกประชุม”
รู้ดีว่าเหล่าหัวหน้าแผนกและผู้อาวุโสยังคงตื่นเต้นกับเทคนิคการต่อสู้ที่พวกเขาได้เห็นที่แก๊งชวนชวน ประธานชิงรู้ว่าหารือกันต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงโบกมือและถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ขอรับ!”
ต่างคนต่างลุกขึ้นจากที่นั่งและคำนับอย่างงามก่อนจะออกจากห้อง
ไม่ช้าความเงียบก็เข้าครอบงำ ตอนนี้มีแต่ประธานชิงกับผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งที่ยังอยู่
ผู้อาวุโสคนนี้เป็นหัวหน้าแผนกหัวใจอันลึกลับของสภายอดขุนพล, เลี่ยวปู้จิง
“คุณมีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไร?” ประธานชิงถาม
“ประธานชิง ผมคิดว่านี่ก็ไม่ใช่ข่าวร้ายสำหรับสภายอดขุนพลของเรานะ” หัวหน้าเลี่ยวตอบ
“คุณยังคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นประโยชน์กับเราอีกหรือ?” ประธานชิงขมวดคิ้ว
“ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาชิกของแก๊งชวนชวนมีความรู้ความเข้าใจอันล้ำลึกในเรื่องการต่อสู้ จึงเป็นธรรมดาที่เหล่ายอดขุนพลของเราซึ่งล้วนแต่แสวงหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการต่อสู้จะถูกความแข็งแกร่งของพวกเขาดึงดูดเข้าไป แต่ทั้งนี้ก็ถือเป็นโอกาสดีของเรา ถ้าเราสามารถผนวกแก๊งชวนชวนเข้ากับสภายอดขุนพลของเราได้ ไม่ช้าไม่นานเราจะต้องเอาชนะสภายอดขุนพลของจักรวรรดิอันทรงเกียรติที่อื่นๆ ได้แน่!” หัวหน้าเลี่ยวพูด
“เรื่องนั้นน่ะผมเข้าใจ แต่เท่าที่ดูจากสถานการณ์ของแก๊งชวนชวน คุณคิดว่าพวกเขาจะเต็มใจเข้าร่วมกับสภายอดขุนพลหรือ?” ประธานชิงส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วย
“อันที่จริงปัญหานี้ก็แก้ไม่ยากหรอก เท่าที่เห็น พวกเขาจงรักภักดีกับอาจารย์ใหญ่จางมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถหว่านล้อมอาจารย์ใหญ่จางให้เข้าร่วมกับสภายอดขุนพลได้ ผมไม่คิดว่าการผนวกแก๊งชวนชวนเข้ากับเราจะมีปัญหาอะไร” หัวหน้าเลี่ยวตอบยิ้มๆ
“เอ่อ” ประธานชิงอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
สิ่งที่หัวหน้าเลี่ยวพูดนั้นเป็นความจริง หากพวกเขาหว่านล้อมจางเซวียนให้เข้าร่วมกับสภายอดขุนพลได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนการเป็นภัยคุกคามของแก๊งชวนชวนให้เป็นเรื่องดี และพละกำลังของพวกเขาก็จะแข็งแกร่งกว่าที่เคย
แต่
การจะนำอาจารย์ใหญ่จางเข้าสู่สภายอดขุนพลนั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย
“ประธานชิง ด้วยวรยุทธระดับกึ่งการละทิ้งช่องว่างในตอนนี้ของคุณ หากคุณสามารถหาผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณผู้ทรงพลังมาบ่มเพาะจิตวิญญาณแล้วทำให้มันรวมกันเป็นหนึ่งเดียว คุณก็จะสามารถฝ่าด่านการทดสอบปีศาจใต้สำนึกของแผนกหัวใจและได้ศาสตร์ลับนั้นมา” หัวหน้าเลี่ยวพูดด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย
“ถึงเวลานั้น ก็จะไม่มีใครในระดับเดียวกันที่เทียบชั้นกับคุณได้ คุณจะสามารถท้าทายอาจารย์ใหญ่จางเข้าสู่การดวลโดยมีเดิมพันเป็นการเข้าร่วมกับสภายอดขุนพล ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้นล่ะก็ ไม่ช้าไม่นาน สภายอดขุนพลของพวกเราจะต้องเจริญรุ่งเรืองมาก!”
