ตอนที่ 1141 จางเซวียนเยือนหอนางรำ (2)
สาวน้อยสวมชุดสีฟ้าอ่อนซึ่งขับเรือนร่างของเธอให้งดงามสมบูรณ์แบบ เข็มขัดไหมสีเหลืองที่พันรอบเอวของเธอนั้นเน้นให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งระหว่างเอวกับสะโพก เมื่อมองจากที่ไกลๆ เธอเหมือนกับนางฟ้าที่พร้อมจะยั่วยวนจิตวิญญาณของผู้พบเห็นได้ตลอดเวลา
สาวน้อยคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหัวหน้าแก๊งปีศาจเจ้าเสน่ห์, หูเหยาเหย่า
แก๊งปีศาจเจ้าเสน่ห์ได้สลายตัวไปหลังจากจางเซวียนเข้ามาเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนได้ไม่นาน และตัวหูเหยาเหย่าก็มาเข้าร่วมกับแก๊งชวนชวนในภายหลัง กลายเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งในผู้มีวรยุทธระดับเดียวกัน
“คุณอยากไปกับผมหรือ ไปสิ” เมื่อเห็นว่าเป็นหูเหยาเหย่า จางเซวียนก็พยักหน้ารับ
อาชีพรองรับที่เป็นหลักของหูเหยาเหย่าในสถาบันปรมาจารย์คือผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ เธอเป็นศิษย์สายตรงของหัวหน้าเว่ยหรันเฉว่ด้วย ในเมื่อเขากำลังจะมุ่งหน้าไปสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ ก็น่าจะดีหากพาเธอไปด้วยกัน
“พวกเราก็อยากไป!”
หลังจากจางเซวียนตอบรับคำขอของเธอได้ไม่นาน อีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เมื่อหันไปมอง เขาเห็นหยู่เฟยเอ๋อกับหลัวฉีฉียืนจ้องเขาอยู่ไม่ไกล
เห็นความอยากรู้อยากเห็นในดวงตาของทั้งคู่ จางเซวียนส่ายหน้าและพูดว่า “คุณสองคนน่ะอย่ายุ่งกับเรื่องนี้ดีกว่า การที่พวกคุณจะไปสถานที่แบบนั้นน่ะไม่เหมาะสมหรอก!”
“ไม่เหมาะสม? ทำไมหูเหยาเหย่าไปได้ แต่พวกเราไปไม่ได้?” หยู่เฟยเอ๋อขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด
ถ้าจางเซวียนไม่พาใครไปเลยสักคนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เขายอมพาหูเหยาเหย่าไปด้วย! การแบ่งแยกชัดเจนอย่างนี้ทำให้เธอไม่พอใจและพร้อมจะปรี๊ดแตกออกมาได้ทุกขณะ
หรือว่าหูเหยาเหย่ามีความสำคัญกับเขา?
ส่วนอีกด้านหนึ่ง แม้หลัวฉีฉีจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่สายตาที่เธอมองเขาอย่างไม่มีความสุขนักก็บ่งบอกถึงคำพูดเดียวกัน
“ผมจะไปโดมใบไม้ผลิ มันเป็นหอนางรำนะ ในฐานะสุภาพสตรี คุณทั้งคู่จะไปด้วยน่ะไม่เหมาะสมหรอก” จางเซวียนอธิบาย
“คุณจะไปหอนางรำ?”
“กับหูเหยาเหย่านี่นะ?”
ทั้งสองสบตากัน แล้วต่างก็ยื่นมือออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดแนะเพื่อกั้นจางเซวียนไว้ “ไม่ได้นะ ไม่มีทาง ข้ามศพของฉันไปก่อน!”
“เลิกทำตัวเหลวไหลเสียทีเถอะ ผมไปที่นั่นเพราะมีเรื่องสำคัญต้องทำ” จางเซวียนขมวดคิ้วเมื่อเห็นกิริยาของทั้งคู่
เขามองว่าทั้งคู่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงได้ปฏิบัติตัวด้วยอย่างดี พยายามชี้แนะอย่างอดทนในทุกครั้งที่พวกเธอพบเจอปัญหา ทำไมจู่ๆ ถึงมาฟาดงวงฟาดงาเป็นเด็กๆ แบบนี้?
เห็นจางเซวียนเริ่มจะรำคาญ หยู่เฟยเอ๋อกัดริมฝีปากก่อนจะพูดต่อ “ปรมาจารย์จาง คุณน่ะเป็นปรมาจารย์นะ จะไปสถานที่แบบนั้นได้อย่างไร? ถ้าคุณอยากจะ…อยากจะ…จริงๆ ฉันช่วยคุณได้…”
“ช่วยผม?” จางเซวียนส่ายหน้า
ช่วยผม? คุณคิดจะช่วยผมยังไง?
คุณให้ตราสัญลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 7 ดาวหรือตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวกับผมได้หรือ?
กล้ายื่นข้อเสนอว่าจะช่วยทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่กลัวว่าผมจะเอาคุณไปขายบ้างหรือไง?
จางเซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่และพูดว่า “ผมขอบคุณในเจตนาดีของคุณ แต่เกรงว่าลำพังตัวคุณน่ะไม่พอจะช่วยเหลือผมในเรื่องนี้หรอก”
“คุณบอกว่าฉันน่ะไม่พอ? ฉันไม่พอยังไง? ฉันน่ะเกินพอเสียอีก ใช่ไหม?” หยู่เฟยเอ๋อตวาด ขณะยืดอกใส่
นี่เขาคิดว่าฉันเทียบกับหูเหยาเหย่าไม่ได้หรือไง?
เกินไปแล้วนะ หรือว่าของเธอจะใหญ่กว่าของเรานิดหน่อย?
ของเราก็ไม่เลวนะ!
อีกอย่าง…ไม่พอ? คุณรู้ได้อย่างไรว่าคนอย่างฉันน่ะไม่พอ?
ขณะที่เธอกำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ในใจ ชายหนุ่มก็พูดต่อ
“โดมใบไม้ผลิเป็นสาขาหนึ่งของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ ผมตั้งใจจะไปที่นั่นเพื่อเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 7 ดาว เพื่อจะได้มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขของการเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว อาชีพรองรับหลักของหูเหยาเหย่าคือผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ การพาเธอไปด้วยจึงน่าจะเป็นประโยชน์ แต่อาชีพรองรับหลักของคุณคือผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล การที่คุณไปด้วยจึงดูไม่เหมาะสม”
จางเซวียนพูดไม่ออก
คุณน่ะไม่รู้อะไรสักนิดเกี่ยวกับนาฏศิลป์ ยังคิดจะช่วยผม ช่างไม่รู้เรื่องเอาจริงๆ …
“สาขาหนึ่งของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์? ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 7 ดาว?” หยู่เฟยเอ๋อตัวแข็งไปเมื่อได้ยินคำพูดนั้น และครู่ต่อมาก็หน้าแดงก่ำ
เห็นได้ชัดว่าเธอไม่รู้เรื่องนี้
ตอนที่เธอได้ยินคำว่า ‘หอนางรำ’ ความคิดของเธอก็เตลิดไปไกล โชคดีที่อีกฝ่ายดูจะไม่รู้ว่าเธอคิดอะไร ไม่อย่างนั้นคงได้อับอายขายหน้าจนตายกันไปข้าง
“ทำไมสาขาของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ถึงได้เป็นหอนางรำ?”
คราวนี้นี้คนตั้งคำถามคือหูเหยาเหย่า ดูเหมือนว่าแม้ตัวเธอเองจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ แต่ก็ยังไม่รู้ประวัติศาสตร์ของเรื่องนี้
อันที่จริงเธอเองก็เหมือนกับหยู่เฟยเอ๋อกับหลัวฉีฉี คือคิดว่าปรมาจารย์จางตั้งใจพาเธอไปสถานที่แบบนั้น เธอยังรู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจว่าควรจะตอบรับอีกฝ่ายอย่างไรหากเขายื่นข้อเสนอที่ไม่เข้าท่า ควรจะปฏิเสธหรือยอมรับดี นึกไม่ถึงเลยว่าหอนางรำที่ว่านี้แท้ที่จริงแล้วจะเป็นสาขาหนึ่งของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์!
“ประวัติศาสตร์ของนาฏศิลป์นั้นเริ่มต้นจากการร่ายรำในหอนางรำ เพราะมีแต่การแสดงให้ผู้อื่น ได้ดูบ่อยครั้งเท่านั้นถึงจะสามารถยกระดับศาสตร์แห่งนาฏศิลป์และเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้ได้ ดังนั้นสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ส่วนใหญ่ นอกจากสาขาที่อยู่ในสถาบันปรมาจารย์แล้ว จึงมักอยู่ในหอนางรำ” เมื่อเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น หลัวฉีฉีรีบอธิบายอย่างกระอักกระอ่วน
ส่วนจางเซวียนก็ออกจะประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นว่าแม้แต่หลัวฉีฉีก็ยังรู้เรื่องนี้ เขาพยักหน้าด้วยอาการยอมรับ
ด้วยการอธิบายดังกล่าว ในที่สุดหยู่เฟยเอ๋อก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ใบหน้าของเธอก็กลับแดงก่ำยิ่งขึ้นกว่าเดิม เธอรวบรวมความกล้าและมองหน้าจางเซวียน “ฉันก็ยังอยากไปกับคุณอยู่ดี!”
“ท่านอาจารย์ ฉันก็อยากไปกับคุณด้วย!” หลัวฉีฉีเสริม
“… เอาล่ะ ถ้าอยากไปกับผมก็ไป” เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเปลี่ยนใจทั้งคู่ได้ ในที่สุดจางเซวียนก็โอนอ่อนผ่อนตาม
ถึงอย่างไร เขาก็ไม่ได้จะไปที่นั่นเพื่อทำในสิ่งที่ให้ใครเห็นไม่ได้ เขาตั้งใจจะไปเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าเขาจะพาใครไปด้วยหรือเปล่า
ไม่ช้า ทั้ง 4 ก็ออกจากสภายอดขุนพล และหลังจากเดินทางไปได้ราว 10 ลี้ อาคารขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
แม้จะยังเดินไปไม่ถึง ก็ได้ยินเสียงอึกทึกเซ็งแซ่อยู่ภายใน มีคนเดินเข้าออกตลอดเวลา เป็นภาพที่ดูพลุกพล่านไม่น้อย
ผู้คนที่เข้าออกส่วนใหญ่นั้นเป็นชายหนุ่ม และเท่าที่ดูจากเสื้อผ้าหรูหราที่พวกเขาสวมใส่ แต่ละคนก็น่าจะมาจากภูมิหลังที่น่าสนใจไม่เบา
“สวยมาก เธอสวยจริงๆ !”
“ใช่แล้ว ผมยอมตายถ้าจะได้อยู่กับนางฟ้าอย่างเธอสักคืน!”
“ตาย? ผมน่ะยอมตายสิบหนเลยด้วยซ้ำ!”
“หยุดพูดแล้วเดินต่อเถอะ การร่ายรำของเทพธิดาจื่อเหยียนกำลังจะเริ่มแล้วนะ”
…..
การถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนดังอื้ออึงไปทั่ว แววตาของชายหนุ่มทุกคนเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นขณะเดินเข้าออกอาคารนั้น
“ดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์จะเป็นอาชีพแห่งการเฉลิมฉลองในจักรวรรดิฉิงหย่วน”
จางเซวียนตั้งข้อสังเกต
เขาเคยไปสมาคมวิชาชีพมาหลายสมาคมตลอดปีที่ผ่านมา แต่ไม่เคยเห็นที่ไหนมีชีวิตชีวาเหมือนที่นี่
“ใครจะไปรู้ว่ามันเป็นอาชีพที่ฉลองกันออกหน้าออกตาขนาดนี้?” หยู่เฟยเอ๋อพึมพำ
“เอาล่ะ เข้าไปกันเถอะ!” จางเซวียนยิ้มแล้วเดินนำเข้าไป
ต้องยอมรับกันตามตรงว่าความสวยสดงดงามของนางรำที่นี่เย้ายวนใจเกินกว่าชายหนุ่มคนไหนจะต้านทาน แต่ที่เหนือกว่านั้นคือการร่ายรำของพวกเธอยังช่วยบ่มเพาะจิตวิญญาณด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลข้อหลัง คงไม่มีนักรบมากมายมาที่นี่เพียงเพื่อสาวสวยแค่ไม่กี่คน
“น้องชายที่อยู่ตรงนั้นน่ะ คุณตั้งใจจะมาโดมใบไม้ผลิเหมือนกันหรือ?” ยังไม่ทันที่จางเซวียนจะเดินเข้าไป เสียงที่แสดงถึงความประหลาดใจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งจ้องเขาอย่างตกตะลึง
“มีอะไรหรือ?” จางเซวียนขมวดคิ้วถาม
อีกฝ่ายดูมีอายุราว 30 ต้นๆ แต่ที่น่าตกใจก็คือระดับวรยุทธของเขาสูงกว่าจางเซวียนเสียอีก คือเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 3 ขั้นต้น!
มีความแข็งแกร่งระดับนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย แปลว่าภูมิหลังของเขาต้องไม่ธรรมดา
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ผมรู้สึกว่ามัน…ประหลาด” เขากวาดสายตามองหูเหยาเหย่ากับคนอื่นๆ แล้วก็รีบส่ายหน้า
เข้ามาหอนางรำทั้งที่มีสาวสวยหยาดเยิ้ม 3 คนอยู่ข้างกาย…ช่างบ้าบิ่นเสียเหลือเกิน!
และที่หนักไปกว่านั้น แม่ 3 สาวนี่ก็กล้ามากับเขาเสียด้วย…
จางเซวียนเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาขี้คร้านจะอธิบาย จึงเดินตรงไปยังทางเข้า พร้อมกับสาวสวย 3 คนเดินตามเขาไป
พนักงานคนหนึ่งยืนอยู่ตรงทางเข้า “คุณได้จองไว้หรือเปล่า?”
จางเซวียนส่ายหน้า “ผมมีเรื่องสำคัญต้องมาทำที่นี่ ไม่ได้คิดจะมา”
“ทุกคนที่มาที่นี่ก็บอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องทำทั้งนั้นแหละ ถ้าคุณไม่ได้จองไว้ล่ะก็ ผมคงต้องขอให้คุณกลับไปก่อน โดมใบไม้ผลิของเรามีคนอยู่เต็มแน่นแล้ว ต่อให้คุณเข้าไปตอนนี้ก็ไม่ได้พบเทพธิดาจื่อเหยียนหรอก!” พนักงานพูดอย่างหมดความอดทน
ดูเหมือนตัวเขาจะไม่แคร์ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครมาจากไหน เขาเจอกับสถานการณ์อย่างนี้อยู่บ่อยครั้ง และรู้ดีว่าไม่มีใครกล้าเข้ามาป่วนที่สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์
“พวกเราไม่ได้มาขอพบ” จางเซวียนเองก็หงุดหงิดกับการคิดเองเออเองของพนักงาน เขากำลังจะอธิบาย ก็พอดีกับที่ชายหนุ่มที่พูดกับเขาเมื่อครู่นี้ปรากฏตัว
“น้องชายคนนี้เป็นสหายของผมเอง ทำไม? สหายของผมต้องจองด้วยหรือถึงจะเข้าโดมใบไม้ผลิได้?”
“ผะ-ผมมิบังอาจ! ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นสหายของคุณชายฉู่!” พนักงานรีบโค้งคำนับอย่างสุภาพ
“ให้มันได้อย่างนั้นสิ!” คุณชายฉู่พยักหน้าก่อนจะหันไปทางจางเซวียน “สหาย ผมจองที่นั่งชั้นสวีทไว้ด้านใน ทำไมไม่ไปนั่งกับผมล่ะ?”
“คือ” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“ถ้าไม่จองไว้น่ะเข้าไปไม่ได้หรอกนะ ถ้าคุณเข้าไปในโดมใบไม้ผลิไม่ได้ อะไรที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำก็ไม่สำเร็จหรอก” คุณชายฉู่เตือนพร้อมกับยิ้มให้
“…ถ้าอย่างนั้น ผมก็ขอน้อมรับความใจกว้างของคุณ”
เมื่อมองดูฝูงชนจำนวนมากที่ถูกปฏิเสธแล้วยังเดินอ้อยอิ่งอยู่หน้าประตูโดมใบไม้ผลิ ก็ชัดเจนว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าไปโดยไม่ได้จองไว้ก่อน จางเซวียนจึงตัดสินใจรับข้อเสนอของอีกฝ่าย
เมื่อคิดดูแล้วเขาก็พยักหน้า “ขอบคุณมาก”
“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไปหรอก เท่าที่ดู ผมก็บอกได้ว่าคุณเดินเส้นทางเดียวกับผม เป็นธรรมดาที่พวกเราจะต้องช่วยกัน!” คุณชายฉู่ขยิบตา ทำทีท่าที่บ่งบอกว่า ‘ฉันเข้าใจดี’
“เอ่อ” เห็นที่ท่าของคุณชายฉู่ จางเซวียนรู้แล้วว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจอะไรผิดบางอย่าง เขาพยายามจะอธิบายทันที แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องห่วง ผมไม่ทำอะไรต่ำๆ ถึงขนาดคว้าเอาของของเพื่อนหรอก ในเมื่อผมเรียกขานคุณเป็นสหายแล้ว คุณก็มั่นใจได้ว่าผมจะเคารพผู้หญิงของคุณเช่นกัน”
จางเซวียนเอามือตบหน้าผาก
นี่มันบ้าบออะไรกันนี่?
แต่ช่างมันเถอะ
ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะอธิบายอะไรไม่ได้อีกแล้ว อีกฝ่ายดูจะมั่นอกมั่นใจเหลือเกิน จนถ้าเขาพูดอะไรออกไปก็คงจะถูกมองว่าเป็นการแก้เกี้ยว
ทั้งกลุ่มตามคุณชายฉู่ไป ไม่ช้าก็มาถึงที่นั่งสวีทที่อยู่บนชั้น 2
ห้องนั้นกว้างใหญ่และสะอาด แบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ หลายห้องที่ทำให้สามารถนั่งรวมกันเป็นกลุ่มๆ ได้อย่างสบาย ผนังก็เป็นกระจกใส ทำให้เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในโดมใบไม้ผลิได้ถนัด แค่มองดู จางเซวียนก็รู้แล้วว่าราคาของห้องเดี่ยวแต่ละห้องคงสูงไม่เบา
“นายน้อย!” ทันทีที่คุณชายฉู่เข้าไป สาวสวยหลายคนก็รีบเข้ามาต้อนรับ
พวกนั้นยังสวยทัดเทียมกับหูเหยาเหย่าและคนอื่นๆ ไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็งดงามและมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง
“อือ” คุณชายฉู่พยักหน้าก่อนจะหันมาทางจางเซวียน “พวกนี้เป็นเด็กของผมเอง ผมบอกให้มารอต้อนรับที่นี่ เอาเถอะ คุณก็คงรู้ดีนะว่าการชมการร่ายรำของนางรำนั้นจุดไฟในใจของพวกเราให้ลุกโพลงได้เป็นอย่างดี ถ้าไม่มีทางให้ระบายออกบ้างล่ะก็ ผมคงอัดอั้นตายแน่”
“ระบายออก?”
“ใช่แล้ว โดมใบไม้ผลินั้นขายเฉพาะฝีไม้ลายมือของนางรำ ไม่ใช่เรือนร่าง ดูท่วงท่าอันงามสง่าของพวกเธอสิ เอวบางร่างน้อยและความงดงาม แค่มอง หัวใจก็แทบจะหยุดเต้นแล้ว ใครจะยับยั้งตัวเองอยู่ได้เพียงแค่การมองเล่า?” คุณชายฉู่ส่ายหน้า “เห็นคุณพาคนของตัวเองมาด้วย ผมก็รู้แล้วว่าเราเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน…”
“แค่ก แค่ก! อันที่จริงผมมาด้วยเรื่องอื่น” เห็นอีกฝ่ายชักจะอาการหนักขึ้นทุกที จางเซวียนอดขัดไม่ได้ “ผมมาเพราะเรื่องนางรำ…”
“อย่าห่วงน่ะ เราผู้ชายด้วยกัน ผมเข้าใจ ผมเข้าใจดี ใครบ้างจะไม่อยากพานางรำกลับบ้าน อ้อ ผมลืมมารยาทไปได้อย่างไรนี่? ผมชื่อฉู่เชียง ไม่ทราบว่าผมควรเรียกคุณว่าอย่างไร?” คุณชายฉู่ยิ้มขณะแนะนำตัวเอง
“ผมชื่อจางเซวียน” จางเซวียนตอบพร้อมกับพยักหน้า
ก่อนหน้านี้ความพยายามปกปิดตัวเองของเขาลงเอยด้วยการเป็นผลร้าย ความเข็ดหลาบนั้นยังคงอยู่ คราวนี้เขาจึงตัดสินใจใช้ชื่อจริงเสียงจริง
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อชมการร่ายรำของแม่เทพธิดาเหล่านั้นอยู่แล้ว ทั้งหมดที่เขาต้องการก็คือเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์เท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็คือคุณชายจาง ผมเคยได้ยินชื่อของคุณมานานแล้ว” ฉู่เชียงหัวเราะลั่น แม้เขาจะพูดว่าเคยได้ยินชื่อของจางเซวียนมานานแล้ว แต่จากสีหน้าของเขาก็บ่งบอกว่าเป็นแค่การพูดตามมารยาทเท่านั้น
แต่เรื่องนั้นก็พอเข้าใจได้ เพราะแม้ชื่อเสียงของจางเซวียนจะลือเลื่องไปทั่วจักรวรรดิหงหย่วน แต่ก็ไม่อาจพูดได้แบบเดียวกันกับจักรวรรดิฉิงหย่วน ซึ่งมีบุคคลผู้โดดเด่นอยู่ที่นี่มากมาย
