ตอนที่ 1140 จางเซวียนเยือนหอนางรำ (1)
ครู่ต่อมา จางเซวียนก็ลืมตา
การยอมรับปรมาจารย์ฟ้าประทานในครั้งนี้กินระยะเวลายาวนานกว่าครั้งก่อนๆ ด้วยการบ่มเพาะจากรังสีพิเศษนั้น รังสีของเขาก็คมกริบขึ้น อีกทั้งความคิดอ่านก็เฉียบคมยิ่งกว่าเดิม
แม้พละกำลังของเขาจะไม่ได้เพิ่ม แต่ปฏิกิริยาและความเฉียบแหลมของสมองนั้นก็มีคุณภาพดียิ่งขึ้น
ในเวลาเดียวกัน ดวงตาหยั่งรู้ของเขาก็เฉียบแหลมขึ้นด้วย ด้วยการรับรู้อันเฉียบแหลมนี้ ทำให้ความสามารถในการปลอมตัวของเขาเพิ่มขึ้นอีก ถ้าเขาตั้งใจจะปลอมตัว ต่อให้ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวก็ยังจับความผิดปกติไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ที่ผ่านมา เขาสามารถระบุข้อบกพร่องของบุคคลหรือวัตถุที่มีวรยุทธเหนือกว่าเขาได้เพียง 4 ขั้น แต่ตอนนี้ เขาสามารถมองเห็นวรยุทธของผู้ที่มีประสิทธิภาพการต่อสู้เทียบเท่ากับตัวเขาเองได้
พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ ตอนนี้จางเซวียนมองเห็นข้อบกพร่องและจุดอ่อนของนักรบจิตวิญญาณต้นกำเนิดขั้นสูงสุดได้!
ในอนาคต หากเขาต้องเผชิญหน้ากับนักรบระดับเซียนขั้น 4 สูงสุด ต่อให้ไม่ใช้หอสมุดเทียบฟ้า ก็ยังสามารถวิเคราะห์ข้อบกพร่องของคนเหล่านั้นได้โดยใช้เพียงดวงตาหยั่งรู้ และสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย
“ดวงตาหยั่งรู้ของเราพัฒนาขึ้นมาก แต่สิ่งสำคัญคือระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ มันเพิ่มขึ้น อีก 2.0 แล้ว!” จางเซวียนคิดด้วยความตื่นเต้น
การพัฒนาดวงตาหยั่งรู้ได้นั้นเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ
การยอมรับปรมาจารย์ฟ้าประทานครั้งนี้ทำให้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นอีก 2.0
หลังจากผ่านการทดสอบสถาปนาเซียน ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของจางเซวียนก็เพิ่มขึ้นเป็น 23.1 ทำให้เทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวขั้นสูงสุด มาคราวนี้ เมื่อเพิ่มขึ้นอีก 2.0 ก็เท่ากับ 25.1 ซึ่งเทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวขั้นสูง!
ด้วยระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณขนาดนี้ ต่อให้ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวขั้นสูงสุดก็ต้องพ่ายแพ้อย่างง่ายดายหากเขาใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์
“ขอแค่เรารู้เทคนิควรยุทธของพวกเขา ก็สามารถเอาชนะได้แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวขั้นต่ำโดยใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของเรา” จางเซวียนกำหมัดแน่น
เพื่อให้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ทำงานได้ดี ความรู้ที่ผู้นั้นบรรยายควรจะเชื่อมโยงกับสาระและแก่นแท้ของโลก ผู้ที่ได้เป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวนั้นมีสภาพจิตที่เกือบจะถึงระดับของสภาวะเหนือมนุษย์แล้ว ในระดับนั้น การบรรยายเรื่องทั่วไปแทบไม่เกิดผลอะไรกับสภาพจิตของพวกเขา ดังนั้น หากจางเซวียนล่วงรู้เทคนิควรยุทธที่คนเหล่านั้นใช้อยู่และสามารถปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง แล้วหลอกล่อโดยการใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ ทุกอย่างก็จะไม่ใช่เรื่องยาก
“จะว่าไป ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราควรจะเตรียมการเพื่อเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวแล้ว” จางเซวียนคิดพร้อมกับระบายลมหายใจยาว
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ ข้อจำกัดของเหล่าปรมาจารย์มักเป็นเรื่องระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณมีส่วนยกระดับวรยุทธและการเรียนรู้ ดังนั้นเมื่อระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณถึงขั้น วรยุทธและอาชีพรองรับก็จะพัฒนาตามไป
ตอนนี้ ความขัดแย้งระหว่างแก๊งชวนชวนกับสภายอดขุนพลก็ดูจะคลี่คลาย สมาชิกจากทั้ง 2 องค์กรต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ซึ่งถือว่าเป็นการปลดเปลื้องภาระในใจของเขา
เพราะฉะนั้นจึงได้เวลาที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนตัวเสียที เขาน่าจะไปเยี่ยมเยียนสภาปรมาจารย์ พบเพื่อนเก่า 2-3 คน และหาทางนำเอาตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวติดมือมาให้ได้
ในการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวนั้น เขาเลือกที่จะเข้าท้าทายการสร้างจักรวรรดิ มันเป็นการทดสอบที่ยากที่สุด แต่ประโยชน์ของมันก็คือเขาจะได้รับตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวทันทีที่เงื่อนไขอื่นๆ ของเขาเข้าถึงระดับที่กำหนดไว้
ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณและระดับวรยุทธของเขาถึงขีดที่กำหนดไว้แล้ว เพราะฉะนั้น ที่ยังขาดอยู่ก็คืออาชีพรองรับ
ตอนนี้ อาชีพรองรับระดับ 7 ดาวที่เขามีอยู่คือผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณ มือบรรเลงบทเพลงปีศาจ และกูรูยาพิษ ส่วนอาชีพรองรับอื่นๆ อย่างนักปรุงยา ช่างตีเหล็ก ฯลฯ นั้นยังเป็นแค่ระดับ 6 ดาวอยู่
ในบรรดาอาชีพเหล่านี้ อาชีพผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณไม่ถือเป็นอาชีพรองรับ และหากเรื่องแดงออกมาว่าเขาเรียนรู้ศาสตร์แห่งยาพิษ ก็คงไม่ดีต่อชื่อเสียงของเขานัก ดังนั้น ในตอนนี้จางเซวียนจึงมีอาชีพรองรับระดับ 7 ดาวเพียงอาชีพเดียว
“เพื่อให้มีคุณสมบัติตรงตามระดับของปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว เราจะต้องมีอาชีพรองรับระดับ 7 ดาวถึง 7 อาชีพ ตอนนี้ นอกจากอาชีพนักตรวจสอบสมบัติและผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ อาชีพอื่นๆ ของเราก็ยังเป็นแค่ระดับ 6 ดาวทั้งนั้น”
ตลอดการเดินทางอันยาวนานของเขา จางเซวียนเก็บสะสมอาชีพรองรับไว้ได้ 12 อาชีพ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือ ผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณระดับ 7 ดาว, มือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 7 ดาว, กูรูยาพิษระดับ 7 ดาว, ช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว, นายแพทย์ระดับ 6 ดาว, จิตรกรระดับ 6 ดาว, นักฝึกอสูรระดับ 6 ดาว, นักวางผังสวรรค์สร้างระดับ 6 ดาว, ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 6 ดาว, ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 6 ดาว, นักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาว และสุดท้ายก็คือผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ
เป็นที่รู้กันว่าเขาใช้อาชีพผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณ กูรูยาพิษ และผู้พยากรณ์จิตวิญญาณไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเหลืออยู่เพียง 9 อาชีพเท่านั้น
“สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ความรู้ของเราเข้าถึงระดับ 7 ดาวแล้ว และประธานหานก็ได้ช่วยจัดการเป็นธุระให้เรื่องตราสัญลักษณ์ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราคงจะได้มันมาเร็วๆ นี้”
เมื่อตอนอยู่ที่พระราชวังชิวอู๋ จางเซวียนได้พัฒนาความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลของเขาจนถึงระดับ 7 ดาวขั้นสูงสุด ซึ่งเมื่อประธานหาน ในฐานะประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนได้เห็น ก็ได้ตั้งใจจะมอบตราสัญลักษณ์ระดับ 7 ดาวให้กับเขา เขาจึงไม่จำเป็นต้องเข้ารับการทดสอบด้านนี้อีก
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังมีอาชีพรองรับระดับ 7 ดาวเพียง 2 อาชีพเท่านั้น
ยังขาดอีก 5 อาชีพ
“ด้วยสถานภาพของเราในตอนนี้ เราสามารถเข้าหอสมุดของสมาคมที่ไหนก็ได้ ขอแค่ขยันและรีบฝึกฝน ก็คงจะทำสำเร็จได้ภายในวันเดียว” จางเซวียนคิด
สำหรับคนอื่น การยกระดับอาชีพรองรับนั้นเป็นกระบวนการที่เหน็ดเหนื่อยและใช้เวลายาวนาน พวกเขาจะต้องฝึกฝนกันเป็นเวลาหลายสิบปีเพื่อขัดเกลาความรู้และทักษะให้ได้ตามเงื่อนไขที่วางไว้ แต่สำหรับจางเซวียน เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย
ถ้าเดินหน้าไปอย่างสบายๆ เขาก็คงจะทำสำเร็จได้อย่างง่ายดายภายในเวลา 2 วัน
“ในฐานะเมืองหลวงของจักรวรรดิขั้น 1 สมาคมหลักๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน เช่นสมาคมนักปรุงยา สมาคมนายแพทย์ และดงอสูร แต่เรายังสงสัยอยู่ว่ามีสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ สมาคมนักออกแบบสวรรค์สร้าง และสมาคมอื่นๆ อยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า…”
ตลอด 3 วันที่ผ่านมา จางเซวียนใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกฝนอยู่ในสภายอดขุนพล จึงยังไม่มีโอกาสสำรวจพื้นที่ของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รู้ว่าสมาคมไหนตั้งอยู่ที่ไหนและมีอยู่หรือไม่ หากได้ข้อมูลมาเสียก่อน ก็คงจะทุ่นเวลาในการไปงมหาสมาคมต่างๆ ที่มีอยู่ในเมืองนี้
เมื่อคิดได้ จางเซวียนก็เดินออกจากห้องมาตะโกนเรียก “ซุนฉาง ซุนฉาง!”
ซุนฉางมักจะได้ข้อมูลของพื้นที่ทันทีที่พวกเขาเพิ่งมาถึง ไม่มีใครเหมาะที่จะสอบถามมากไปกว่าเขาอีกแล้ว
“ท่านอาจารย์ พ่อบ้านซุนออกไปตั้งแต่เมื่อคืน ยังไม่กลับมาเลย”
ได้ยินจางเซวียนตะโกน หลิวหยางเดินออกมาบอก
หลังจากที่ทั้งคู่แยกกันเมื่อคืน ซุนฉางก็ออกจากสภายอดขุนพลไป จนถึงเมื่อเช้านี้ก็ยังไม่มีร่องรอยให้เห็น
จางเซวียนขมวดคิ้ว “คุณรู้หรือเปล่าว่าเขาไปที่ไหน?”
“ผมเองก็ไม่แน่ใจ ผมได้ไหว้วานเพื่อนส่วนหนึ่งจากสภายอดขุนพลให้ช่วยสืบเสาะเรื่องนี้แล้ว” หลิวหยางรีบตอบ
“อือ” จางเซวียนพยักหน้า “ได้เรื่องอย่างไรแล้วรีบกลับมาบอกผมด้วย”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซุนฉางหายไปทั้งคืน จางเซวียนจึงไม่ได้เป็นห่วงเป็นใยนัก แถมเมื่อมีสภายอดขุนพลช่วยตามหา ไม่ช้าก็คงจะกลับมา
“รับทราบ!” หลิวหยางพยักหน้า
จากนั้นจางเซวียนก็ออกเดินไปยังที่พักของประธานชิง
ในเมื่อซุนฉางไม่อยู่ เขาก็ต้องขอความช่วยเหลือจากประธานชิง
“คุณอยากจะพัฒนาอาชีพรองรับและผลักดันตัวเองสู่เงื่อนไขของการเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวหรือ?” เมื่อได้ยินเจตนาการมาเยี่ยมเยียนของจางเซวียน ประธานชิงตอบรับและยิ้มให้
“ใช่แล้ว!” จางเซวียนพยักหน้า
“ผู้อาวุโสฉีเป็นหัวหน้าคนเก่าคนแก่ของสมาคมนายแพทย์ และด้วยความเชี่ยวชาญอย่างล้ำลึกในเรื่องการรักษาโรคของคุณ คงไม่ยากเกินไปสำหรับเขาที่จะมอบตราสัญลักษณ์นายแพทย์ระดับ 7 ดาวให้ เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องไปเข้ารับการทดสอบหรอก”
ประธานชิงยิ้ม “นอกจากนั้น ประธานสมาคมนักปรุงยา, อู๋ฮว่าหยู่ ก็ได้ข่าวว่าคุณมาเข้าพักที่สภายอดขุนพลของเรา ผมได้พูดคุยกับเขาเมื่อไม่นานมานี้ เขาเสนอว่าจะช่วยคุณให้ได้รับตราสัญลักษณ์นักปรุงยาระดับ 7 ดาว และตั้งใจจะแวะมาเยี่ยมเยียนคุณพร้อมกับมอบตราสัญลักษณ์ให้เร็วๆ นี้แหละ”
“อู๋ฮว่าหยู่?” จางเซวียนชะงัก
ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูสำหรับเขา เขาคือนักปรุงยาที่จางเซวียนเข้าท้าทายวิวาทะยาผ่านทางตราหยกสื่อสารเมื่อครั้งที่เขาอยู่ในโรงเรียนนักปรุงยาแห่งจักรวรรดิหงหย่วน ตอนนั้นเขาได้ให้คำชี้แนะเรื่องการหลอมยากับอีกฝ่ายหลายข้อ และฝ่ายนั้นก็ได้มอบหญ้าปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่เพื่อช่วยชีวิตเว่ยหรูเหยียนให้เป็นการตอบแทน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคิดว่าหมอนั่นเป็นเพียงนักปรุงยาตำแหน่งเล็กๆ ในสมาคมนักปรุงยาของจักรวรรดิฉิงหย่วน ใครจะไปคิดว่าจะกลายเป็นถึงประธานสมาคมนักปรุงยา…
ในตอนนั้น ดูเหมือนอู๋ฮว่าหยู่จะนำหญ้าปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่มามอบให้จางเซวียนถึงจักรวรรดิหงหย่วนด้วยตัวเอง แต่เขาออกไปกับหลัวลั่วชิง จึงคลาดกัน
“ถ้ารวมกับ 2 อาชีพนี้ ผมก็จะมีอาชีพรองรับระดับ 7 ดาวทั้งหมด 4 อาชีพ ยังขาดอีก 3 อาชีพถึงจะตรงตามเงื่อนไขของการเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว” เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนยิ้มและถอนหายใจด้วยความโล่งอก
คงจะต้องใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อยหากเขาจะต้องตระเวนไปตามสมาคมวิชาชีพต่างๆ จึงเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกดีหากประหยัดเวลาได้
“ส่วนที่ตั้งของสมาคมอื่นๆ นั้น…เมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนของเราไม่มีสมาคมนักวางผังสวรรค์สร้าง และดงอสูรก็อยู่ในสันเขาห่างจากที่นี่ไปประมาณ 200 ลี้ แต่ส่วนสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ สมาคมนักตรวจสอบสมบัติ และสมาคมจิตรกรนั้นตั้งอยู่ในเมือง คุณสามารถไปที่สมาคมเหล่านั้นได้เลย” ประธานชิงอธิบาย
“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมจะไปที่สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ก่อน” จางเซวียนพยักหน้า
ในเมื่อดงอสูรไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง ก็น่าจะดีกว่าหากเขาผ่านการทดสอบภายในเมืองให้ได้หมดก่อนจะมุ่งหน้าไปที่นั่น
“ให้ผมพาคุณไปนะ” ประธานชิงพยักหน้า
“อ๋อ ไม่เป็นไรหรอก ผมไม่อยากรบกวนประธานชิงด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ แค่บอกตำแหน่งที่ตั้งของมันมาก็พอ ผมจะไปเอง” จางเซวียนตอบยิ้มๆ
เขาแค่จะไปเข้ารับการทดสอบ คงจะดูเป็นเรื่องเกินกว่าเหตุหากมีประธานสภายอดขุนพลไปด้วย มันอาจจะสร้างความวุ่นวายใหญ่โต ทั้งยังขัดกับเจตนารมณ์เดิมของเขาที่ตั้งใจจะเก็บเนื้อเก็บตัว
“อย่างนั้นก็ได้ แต่สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ในจักรวรรดิฉิงหย่วนน่ะอยู่ในสถานที่ที่คุณอาจจะไม่สะดวกใจนักนะในการไปเยี่ยมเยียน” มาถึงตอนนี้ ประธานชิงพลันนึกบางเรื่องขึ้นได้ เขามีสีหน้าประหลาด
“ไม่สะดวกใจในการเยี่ยมเยียน?”
“ใช่ คุณเองก็ได้ร่ำเรียนศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ด้วยตัวเองแล้ว คงจะรู้ดีว่านางรำส่วนใหญ่ใช้การร่ายรำของตัวเองเป็นสื่อกลางเพื่อให้ได้อะไรบางอย่างมา และสถานที่ที่นางรำเหล่านั้นอยู่ก็คือ…โดมใบไม้ผลิ!” ประธานชิงพูดต่อ
“โดมใบไม้ผลิ?” จางเซวียนงง “นั่นคือชื่อของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนหรือ?”
“มันเป็นชื่อของ…หอนางรำ!” ประธานชิงตอบอ้อมแอ้ม
“หอนางรำ?” จางเซวียนอ้าปากค้าง
“ใช่ แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดหรอกนะ เพราะนางรำที่นี่ขายศิลปะและฝีมือของพวกเธอ ไม่ใช่เรือนร่าง เป็นสถานที่ที่มีผู้คนเข้าออกพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้” ประธานชิงพูด
โดยทั่วไป ผู้ที่ร่ำเรียนศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ก็มักเป็นสาวสวยที่มีเรือนร่างงดงามเป็นเลิศ การร่ายรำของพวกเธอทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเหมือนต้องมนต์และอยากชมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่การที่อาชีพเก่าแก่แบบนี้มาอยู่ในหอนางรำ…แค่คิดก็ออกจะรับได้ยากอยู่สักหน่อย
“ผู้ก่อตั้งสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์, ผู้อาวุโสกงซุนนั้น ครอบครัวของเธอถูกศัตรูสังหารหมู่ตั้งแต่เธออายุยังน้อย เธอใช้เวลาหลายปีขัดเกลาศิลปะการร่ายรำ และสุดท้ายก็สามารถล้างแค้นโดยสังหารศัตรูได้ทั้งหมด จากนั้น ภายใต้คำแนะนำของปรมาจารย์ขง เธอก็ก่อตั้งอาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงอดีตของเธอในฐานะนางรำ สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ส่วนใหญ่จึงมักตั้งอยู่ในหอนางรำ” ประธานชิงอธิบาย
จางเซวียนพยักหน้ารับ
เขาได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของผู้อาวุโสกงซุนจากหนังสือในสถาบันปรมาจารย์ แต่เพราะหนังสือส่วนใหญ่ถูกคัดเลือกมาโดยเหล่าปรมาจารย์ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวการเป็นนางรำของผู้อาวุโสกงซุนจึงถูกตัดออกไปเพราะถูกมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ
“แน่นอนว่าปรมาจารย์ขงไม่ได้ดูถูกผู้อาวุโสกงซุนเพราะอาชีพของเธอ ในทางตรงกันข้าม เขากลับ กล่าวว่าในโลกนี้ไม่มีอาชีพไหนที่ต่ำต้อย มีเพียงคนต่ำต้อยเท่านั้น ตราบใดที่นางรำใช้ชีวิตโดยรับผิดชอบต่อหน้าที่และเกียรติยศของตัวเอง ก็ควรค่าแก่การเคารพเช่นกัน ด้วยปรัชญานี้ที่ทำให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์พัฒนาตัวเองจนกลายมาเป็นอาชีพรองรับในที่สุด”
“อือ” จางเซวียนพยักหน้า
ปรมาจารย์ขงพูดถูก
ทุกอาชีพนั้นควรค่าแก่การเคารพ แม้แต่อาชีพที่ธรรมดาสามัญที่สุดก็อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อโลกนี้ได้ จึงไม่มีอาชีพไหนสมควรได้รับการดูถูก
“โดมใบไม้ผลิที่คุณพูดถึงน่ะตั้งอยู่ที่ไหน?” จางเซวียนทิ้งเรื่องอื่นออกไปก่อนแล้วตั้งคำถาม
“มันอยู่ไม่ไกลจากสภายอดขุนพลเท่าไหร่ เมื่อคุณออกจากที่นี่ ให้เลี้ยวซ้ายและเดินตรงไปประมาณ 10 ลี้ ก็จะเห็นมัน” ประธานชิงตอบ
หลังจากได้ที่ตั้งของอีก 2 สมาคมจากประธานชิงแล้ว จางเซวียนก็ประสานมือและกล่าวลา “เอาล่ะ ผมขอไปดูที่นั่นก่อน ลาก่อนนะ”
เมื่อออกจากที่พักของประธานชิง ก่อนที่จางเซวียนจะได้ก้าวออกจากสภายอดขุนพล ก็เห็นสาวน้อยคนหนึ่งรีบร้อนเดินตรงมาหาเขา
“ปรมาจารย์จาง คุณจะออกไปข้างนอกหรือ? ทำไมไม่ให้ฉันไปด้วยล่ะ?”
