Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1198


ตอนที่ 1198 แก๊งชวนชวน, หลัวฉีฉี

“สือเฮ่ามีพลังปราณปริมาณมาก เพราะฉะนั้น เพียงแค่อาศัยพละกำลังของเขาก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว แม้มันจะทำให้เขาปราบคู่ต่อสู้ที่อ่อนด้อยกว่าได้ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบนักกับคู่ต่อสู้ที่มีความแข็งแกร่งกว่าหรือแข็งแกร่งพอๆกัน การใช้พลังปราณอย่างไม่ระมัดระวังมีแต่จะทำให้เขาหมดแรง และนั่นไม่ใช่สไตล์การต่อสู้ที่ฉลาดนัก” หัวหน้าเลี่ยวออกความเห็นขณะที่จับจ้องการดวลด้วยนัยน์ตาไม่กระพริบ

“ไม้ขนไก่นั้นไม่แข็งแรง การใช้งานมันหนักหน่วงเกินไปอาจทำให้หักได้ การสั่งงานให้สือเฮ่าขัดโถส้วมด้วยสิ่งนี้แปลว่าเขาพยายามขัดเกลาการใช้กำลังของสือเฮ่า ทำให้เขาควบคุมพลังปราณได้ดีกว่าเดิม ตลอด 3 วันที่ผ่านมา เขาได้ขัดโถส้วมกว่าพันใบ และความพยายามของเขาก็ไม่ได้สูญเปล่า ชัดเจนว่าพลังปราณของเขาได้รับการขัดเกลา และการแสดงออกถึงพละกำลังก็ถูกควบคุมได้ดีกว่าเดิม นี่เป็น 2 ปัจจัยที่ทำให้เขาได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย!”

“ส่วนเสี่ยวชิง เขามีบุคลิกที่ขาดความอดทน ดังนั้น แผนการฝึกฝนของเขาที่ให้จับนกจึงมุ่งบ่มเพาะความอดทนของเขา อีกอย่าง ความว่องไวของนกก็ทำให้รับมือด้วยได้ยาก จึงเป็นการฝึกฝนความแม่นยำด้วยเช่นกัน”

“ลู่เจี้ยนหลิงเป็นคนขี้อาย การบังคับให้เขาสารภาพความในใจกับทุกคนที่เจอแม้แต่กับผู้ชาย เป็นการสร้างเสริมกำลังใจและบ่มเพาะสภาวะจิตใจของเขา อย่าคิดว่าความมั่นใจนั้นมีความสำคัญไม่มาก อันที่จริงมันช่วยให้นักรบตัดสินใจได้เด็ดขาด เสริมประสิทธิภาพในการต่อสู้ของเขาด้วย”

“แม่ต่งรุ่ยจะเป็นอัจฉริยะจากแผนกอารักขา แต่การป้องกันตัวบริเวณศีรษะของเขานั้นยังอ่อนด้อยอยู่ การที่ปล่อยให้ตัวเองตกลงมาจากต้นไม้ซ้ำๆ ทำให้ความสามารถในการป้องกันตัวบริเวณศีรษะของเขาได้รับการขัดเกลา และในเวลาเดียวกัน ยังช่วยเสริมความกล้าหาญของเขาด้วย หากคุณยินดียอมรับความเจ็บปวด คุณก็จะพุ่งเข้าใส่ศัตรู และปลดปล่อยประสิทธิภาพการต่อสู้ที่แท้จริงออกมา หัวใจของแผนกอารักขาอยู่ที่ประสิทธิภาพการต่อสู้ หากพวกเขาหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู ก็ไม่มีทางที่จะสำแดงพละกำลังเต็มพิกัดออกมาได้”

“ส่วนเฉินเสี่ยวสู่…”

เมื่อการดวลผ่านไปทีละนัด อาการของความตื่นเต้นก็แวววับขึ้นในดวงตาของหัวหน้าเลี่ยว

เพียงครู่เดียว การดวล 10 นัดก็ผ่านไป ทุกคนคิดว่าเหล่ายอดขุนพลจากจักรวรรดิฉิงหย่วนคงจะทำผลงานได้ไม่เข้าท่า แต่ใครจะไปรู้ว่าทุกคนประสบความสำเร็จ ไม่มีใครแพ้เลย!

เพิ่งจะตอนนี้เองที่พวกเขาเข้าใจว่าแผนการฝึกฝนของจางเซวียนนั้นน่าสะพรึงแค่ไหน

“เขาเห็นข้อบกพร่องของตัวแทนทั้ง 20 คน ด้วยการสังเกตและออกแบบแผนการฝึกฝนที่ตรงตามความต้องการของพวกเขา ทั้งการขัดโถส้วม ตบแมลงวัน จับนกดูเป็นเรื่องง่ายดาย แต่อันที่จริงแล้วมีความหมายล้ำลึก ทำให้เหล่าตัวแทนตีความการต่อสู้ได้ลึกซึ้งขึ้นอีก”

ประธานชิงนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นทุกทีเมื่อเข้าใจเหตุผลของการฝึกฝนแบบแปลกประหลาดของจางเซวียน

เขาเองถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อแรกเห็นแผนการฝึกฝน และคิดว่าจางเซวียนกำลังล้อเล่น แต่เมื่อเห็นผลงานของตัวแทนจากฉิงหย่วน ก็รู้ทันทีว่าการฝึกฝนของอีกฝ่ายนั้นตรงเป้าที่สุด

เหล่ายอดขุนพลนั้นจะบ่มเพาะทักษะของตัวเองทุกวัน และแม้ความขยันหมั่นเพียรจะทำให้ประสิทธิภาพการต่อสู้ของพวกเขาสูงกว่าปรมาจารย์ทั่วไป แต่ก็ทำให้สัญชาตญาณการต่อสู้รวมทั้งปฏิกิริยาตอบโต้นั้นเกิดการยึดติดอยู่กับรูปแบบ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้พวกเขาละทิ้งสิ่งที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมาภายในระยะเวลาสั้นๆเพียง 3 วัน

ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงจัดการให้พวกเขาทำกิจกรรมที่มนุษย์ทั่วไปทำกัน เพื่อผ่อนคลายสภาวะจิตใจของพวกเขา ทำให้พร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ทำให้การฝึกฝนเหล่านั้นซึมซาบเข้าไปในสัญชาตญาณของพวกเขา

ดูเหมือนสือเฮ่าจะใช้มือของเขาถูใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง แต่อันที่จริงเขาไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นความเคยชินจากตลอดเวลา 3 วันที่เขาต้องขัดถูโถส้วมไม่ได้หยุด

“เราควรจะมีความมั่นใจในตัวอาจารย์ใหญ่จางและพวกเขามากกว่านี้” ประธานชิงส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ

เขายังกังวลอยู่ว่าบรรดาตัวแทนของเขาจะไม่มีโอกาสเอาชนะบรรดาอัจฉริยะจากสภายอดขุนพล ที่อื่นๆเพระแผนการฝึกซ้อมที่ไร้เหตุผลแบบนี้ แต่ดูเหมือนปรมาจารย์จางจะอ่านเกมออกทั้งหมด

ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมเขาถึงใจเย็นถึงขนาดไปสภาปรมาจารย์และอยู่ที่นั่นตลอด 3 วัน เท่าที่ดู เขาคงมั่นใจในระบบการฝึกซ้อมที่ได้มอบหมายให้กับเหล่าตัวแทนแล้ว

หัวจิตหัวใจของอัจฉริยะตัวจริงนั้นแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างเขา!

ในตอนนั้นเอง ความชื่นชมในตัวจางเซวียนที่บังเกิดในหัวใจของประธานชิงก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด

ขณะที่ประธานชิงกำลังทบทวนสถานการณ์อยู่นั้น ประธานสภายอดขุนพลอีก 3 คนซึ่งเพิ่งจะเชิดหน้าอย่างดูถูกอยู่เมื่อครู่ต่างก็พากันตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

พวกเขาไม่คิดเลยว่า เจ้าพวกยอดขุนพลที่สภาพเหมือนขอทานพวกนั้นจะมีความแข็งแกร่งถึงขั้นนี้ ส่วนเหล่ายอดขุนพลที่พวกเขาบ่มเพาะมาอย่างดีกลับกลายเป็นสู้พวกนั้นไม่ได้ ช่างเป็นหายนะจริงๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!

ด้วยความอดทนทนไม่ไหวอีกต่อไป ประธานจ้าวอี้หันมาถามประธานชิง “ประธานชิง เกิดอะไรขึ้นกับบรรดายอดขุนพลของคุณ?”

ตลอดระยะเวลายาวนานที่มีการแข่งขันกันมา ต่างฝ่ายต่างรู้ระดับความแข็งแกร่งของกันและกันเป็นอย่างดี แม้สภายอดขุนพลแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนจะได้พัฒนาตัวเองขึ้นมากตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่น่าเป็นไปได้ที่บรรดาตัวแทนของพวกเขาจะพากันพ่ายแพ้ทั้งหมด ต้องมีบางอย่างผิดพลาด!

แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือสภายอดขุนพลแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนไม่ใช่พวกอ่อนด้อยอย่างที่เคยเป็น

“บอกตามตรงนะ เมื่อ 3 วันก่อนประสิทธิภาพการต่อสู้ของบรรดาตัวแทนของผมยังด้อยกว่าสภายอดขุนพลของพวกคุณ แต่เป็นเพราะการฝึกฝนพิเศษในวินาทีสุดท้ายที่ทำให้พวกเขากลับกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างที่พวกคุณเห็น” ประธานชิงเปิดเผยความจริง

“การฝึกฝนพิเศษ? พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นมาได้เพราะการฝึกฝนพิเศษในวินาทีสุดท้ายหรือ?”

จะเป็นความจริงไปได้อย่างไร?

“3 วันน่ะไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชี่ยวชาญแม้แต่กับเทคนิคการต่อสู้ระดับเซียนที่ง่ายที่สุดด้วยซ้ำ!”

ประธานสภายอดขุนพลทั้ง 3 แทบไม่เชื่อคำพูดของประธานชิง

นักรบคนอื่นๆใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อจะฝึกฝนให้ได้อย่างที่เป็นอยู่!

แล้ว 3 วัน? 3 วันจะไปทำอะไรได้?

3 วันคงจะผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าที่นักรบคนหนึ่งจะทำความเข้าใจหลักการของเทคนิคการต่อสู้ระดับเซียนขั้นกลางได้สำเร็จด้วยซ้ำ!

“ผมเข้าใจความสงสัยของพวกคุณ ผมเองก็รู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ผู้นำแก๊งชวนชวนที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้เป็นผู้ออกแบบการฝึกซ้อมให้กับตัวแทนแต่ละคนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของพวกเขา ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้พวกนั้นพัฒนาตัวเองได้ถึงขนาดนี้” ประธานชิงตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือความภาคภูมิใจ

“ผู้นำแก๊งชวนชวน?”

ประธานสภายอดขุนพลทั้ง 3 คนมองหน้ากันด้วยความงงงัน

“ใช่แล้ว!” ประธานชิงพยักหน้า “เขาอาจมาจากจักรวรรดิขั้น 1 แต่ความรู้ความเข้าใจเรื่องการต่อสู้และเทคนิคการต่อสู้นั้นล้ำลึกถึงระดับที่ผมเองก็หยั่งไม่ถึง ด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงอนุญาตให้เหล่ายอดขุนพลเข้าร่วมแก๊งชวนชวน ด้วยความเชี่ยวชาญของพวกเขา ผมหวังว่ามันจะทำให้สภายอดขุนพลของเราพัฒนารุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก!”

“ปรมาจารย์จากจักรวรรดิขั้น 1 ทำให้ตัวแทนของคุณได้ชัยชนะในการดวลฉันมิตร จากการฝึกซ้อมเพียง 3 วัน?”

ทั้งที่ประธานชิงอธิบายแล้ว บรรดาประธานสภายอดขุนพลที่เหลือก็ยังรู้สึกว่าออกจะน่าสงสัย

ในตอนนั้นเอง เสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นจากเวที มีเสียงตะโกนนับไม่ถ้วนมาจากที่นั่งผู้ชม เมื่อเงยหน้าดู เหล่าประธานสภายอดขุนพลก็เห็นผู้ชนะของการดวลนัดสุดท้าย ตัวแทนทั้ง 60 คนจากสภายอดขุนพลของพวกเขาล้วนพ่ายแพ้ทั้งหมด

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ สภายอดขุนพลแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนได้ที่นั่งไปทั้งหมด 20 ที่นั่งเพื่อเข้าสู่ การบ่มเพาะวรยุทธในสระดาบของจักรวรรดิเฉียนฉง!

“เอ่อ”

3 ประธานสภายอดขุนพลอ้าปากค้าง พวกเขารับผลที่ออกมาไม่ได้

ต่างคนต่างคิดว่าตัวเองคงจะได้อย่างน้อย 6 ที่นั่ง แต่ใครจะไปเชื่อว่าการดวลฉันมิตรจะจบลงด้วยการที่พวกเขาไม่ได้อะไรเลย

ถือเป็นการพ่ายแพ้อย่างราบคาบ!

แต่ถึงอย่างไรก็รู้ว่าผลการตัดสินเป็นที่สุดแล้ว ทั้งสามจึงได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่และยอมรับอย่างไม่เต็มใจ

ครู่ต่อมา ประธานเว่ยเฉียนซูก็ตั้งคำถาม “หัวหน้าแก๊งชวนชวนอยู่ที่ไหนล่ะ? คุณพาพวกเราไปพบเขาหน่อยได้ไหม ผมอยากพบคนที่คุณชื่นชมยกย่องเขาเหลือเกินคนนั้น!”

“ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในสภายอดขุนพล” ประธานชิงตอบ

เท่าที่เขารู้ จางเซวียนออกไปยังสภาปรมาจารย์เพื่อขอรับการเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว ดังนั้นจึงไม่เป็นการเหมาะสมหากเขาจะเข้าไปรบกวนชายหนุ่มในตอนนี้

“เขาไม่ได้อยู่ในสภายอดขุนพลหรือ? ถ้าอย่างนั้นคุณพาพวกเราไปที่แก๊งชวนชวนได้ไหม? ประธานจ้าวอี้ถาม” ผมอยากเห็นว่าองค์กรจากจักรวรรดิขั้น 1 มีความสามารถขนาดไหนกัน คุณถึงกับต้องขอความช่วยเหลือจากพวกเขา!”

“เอ่อ” ประธานชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อนึกได้ว่า ทั้ง 3 เคยทำกับเขาไว้อย่างไร จึงตอบตกลง

การจะพาคนเหล่านี้ไปที่แก๊งชวนชวนไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่

อีกอย่าง เท่าที่เขาจำได้ บรรดาสมาชิกของแก๊งชวนชวนก็ล้วนแต่ให้การต้อนรับยอดขุนพลเป็นอย่างดี บางทีอาจจะเป็นคู่ต่อสู้ที่ดีสำหรับทดสอบทักษะของพวกเขาด้วย

ดังนั้น ประธานชิงจึงลุกขึ้นยืนและนำทางทั้งสามประธานไปยังที่ตั้งของแก๊งชวนชวน ไม่ช้าก็เห็นสาวน้อยคนหนึ่งเดินมา

ประธานชิงประสานมือและกล่าวว่า “คุณฉีฉี ขออนุญาตให้ผมแนะนำนะ นี่คือประธานสภายอดขุนพลแห่งจักรวรรดิฉงหยวน เฉียนอวิ๋น และเฮ่าไห่ พวกเขาสนใจอยากขอแลกเปลี่ยนกับแก๊งชวนชวน ไม่ทราบว่าตอนนี้สะดวกหรือเปล่า?”

เขารู้จักสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าดี เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดของแก๊งชวนชวน, หลัวฉีฉี

ไม่เจอกันเพียง 2-3 วัน สาวน้อยคนนี้ดูเหมือนจะพัฒนาวรยุทธไปได้อีก เพิ่มขึ้นจากนักรบระดับเซียนขั้น 1 สูงสุดมาเป็นระดับเซียนขั้น 2 ขั้นต้น

“แลกเปลี่ยนหรือ?” หลัวฉีฉีมองทั้งสามที่ยืนอยู่ข้างประธานชิงและยิ้ม “ได้สิ! ลดระดับวรยุทธของพวกคุณให้เท่ากับฉันและเข้ามาพร้อมๆกันเลย!”

“เอ่อ”

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายร้องเรียกให้พวกเขาเข้าไปหาเธอพร้อมๆกัน ประธานจ้าวอี้ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “สาวน้อย พวกเราเป็นประธานสภายอดขุนพลนะ เป็นนักรบขั้นการละทิ้งช่องว่าง คุณคิดว่าคุณจะรับมือกับพวกเราไหวเพียงเพราะพวกเราลดระดับวรยุทธลงไปอย่างนั้นหรือ?”

ประธานเว่ยเฉียนซูส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ “ก็รู้อยู่หรอกว่าคุณคือผู้ปราดเปรื่องในบรรดาผู้ที่มีอายุระดับนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่คุณจะมาหลงตัวเอง!”

“ตอนที่พวกเราอายุเท่าคุณ เราสามารถรับมือกับนักรบที่มีระดับวรยุทธเดียวกันถึง 10 คนได้อย่างง่ายดาย และในเมื่อตอนนี้พวกเราอายุมากขึ้นแล้ว เราก็เชื่อว่าเราจะมีความสามารถเกินพอที่จะเอาชนะเด็กน้อยอย่างคุณ!” ประธานหลิวชิงซานขมวดคิ้ว

“ก็ลองดูสักหน่อยเถอะ” หลัวฉีฉีตอบด้วยรอยยิ้มสบายๆ

“ในเมื่อประธานชิงภาคภูมิใจในแก๊งชวนชวนนัก ก็ขอผมสัมผัสความแข็งแกร่งด้วยตัวเองเสียหน่อย” เมื่อเห็นว่าสาวน้อยไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขา ประธานจ้าวอี้ส่ายหน้า เขาก้าวออกมาขณะลดระดับวนยุทธให้เป็นนักรบระดับเซียนขั้น 2 ขั้นต้น

อีกสองคนต่างก็ลดระดับวรยุทธลงเช่นเดียวกัน

ฟึ่บ!

ด้วยฝีเท้าอันทรงพลัง ประธานจ้าวอี้ไปปรากฏตัวต่อหน้าหลัวฉีฉีในทันที ราวกับมังกรที่ผงาดขึ้นจากมหาสมุทร การปรากฏตัวของเขาหนักหน่วงและทรงพลัง ทำให้คนอื่นๆต้องโค้งคำนับให้

แม้เขาจะลดระดับวรยุทธแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นนักรบขั้นการละทิ้งช่องว่าง ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณต้นกำเนิดของเขาสามารถทำลายสภาวะจิตของนักรบระดับเซียนขั้น 2 คนไหนก็ได้อย่างง่ายดาย ทำให้อีกฝ่ายจนปัญญา

ฟึ่บ! ราวกับไม่รู้สึกถึงความกดดันจากประธานจ้าวอี้เลย หลัวฉีฉีสำแดงกระบวนท่าของเธอ เธอเงื้อฝ่ามือขึ้นแล้วปล่อยพลังออกไป และก็น่าประหลาดใจที่มันปัดป้องกันการโจมตีของประธานจ้าวอี้ไปได้ในทันที

ประธานจ้าวอี้ถึงกับหรี่ตาด้วยความตกตะลึง

ในการปะทะกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เพียงกระบวนท่าเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะกะประมาณความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย

เท่าที่เห็น เขารู้เลยว่าสาวน้อยคนนี้แข็งแกร่งกว่าเขาเมื่ออยู่ในวรยุทธระดับเดียวกัน!

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอยังคงทำตัวหยิ่งแม้จะรู้ตัวตนของพวกเขาแล้ว

“ฮึ่มมม!” ประธานจ้าวอี้หน้าตาเคร่งเครียด อาการเหยียดหยามที่เคยปรากฏก่อนหน้านี้หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

เขาสำแดงเทคนิคการเคลื่อนไหวและพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงสุด ตั้งใจจะทำลายการป้องกันตัวของสาวน้อยให้ได้ แต่ยังไม่ทันที่จะเข้าถึงตัวเธอ ร่างของเธอก็ไปปรากฏต่อหน้าประธานเว่ยเฉียนซูและหลิวชิงซาน เธอปล่อยพลังฝ่ามือเข้าใส่ทั้งคู่พร้อมกัน

ก็อย่างที่เธอบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะรับมือกับทั้ง 3 คนพร้อมกันทีเดียว

บึ้มมม!

ด้วยการโจมตีของสาวน้อย ประธานอีก 2 คนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเข้าร่วมวง ดังนั้นจึงกลายเป็น 3 รุม 1

พลั่ก! ตุ้บ! ปึ้ก!

10 อึดใจต่อมา ใบหน้าของประธานจ้าวอี้ก็แดงก่ำด้วยความเหน็ดเหนื่อย มีรอยฝ่ามือชัดเจน 2 รอยอยู่บนหน้าอกของเขา แต่ก็ทำให้เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นเท่านั้น การโจมตีไม่ได้ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บภายนอกหรือภายใน เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวออมมือให้เขา

20 อึดใจต่อมา ประธานเว่ยเฉียนซูและหลิวชิงซานก็ถูกกดดันให้ถอยไปหลายก้าว ด้วยความปั่นป่วน พวกเขาเกิดอาการแน่นหน้าอกขึ้นมาจนพูดไม่ออก

ทั้งสามประสานมือพร้อมกันและโค้งคำนับ “พวกเราแพ้แล้ว”

ทั้งๆที่ร่วมมือกัน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเอาชนะสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าได้ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาแล้ว พวกเขาก็ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป

อีกอย่าง ก็เห็นได้ชัดว่าสาวน้อยออมมือให้พวกเขา ไม่อย่างนั้นทุกคนจะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส

แม้ประธานจ้าวอี้จะรู้สึกคับข้องใจจากความพ่ายแพ้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าพละกำลังของสาวน้อยคนนี้ไม่ธรรมดา จึงอดถามด้วยความอยากรู้ไม่ได้ “ไม่ทราบว่าผมควรเรียกคุณว่าอย่างไร?”

อย่างน้อยที่สุด เขาก็ควรจะได้รู้ชื่อของบุคคลที่เอาชนะเขาได้

ส่วนสาวน้อยก็เอาสองมือไพล่หลังและเชิดหน้าขึ้น มีรอยยิ้มจางๆอยู่บนริมฝีปากของเธอ ในตอนนั้นเอง ก็ราวกับมีสวนดอกไม้ที่กำลังผลิบาน

“แก๊งชวนชวน, หลัวฉีฉี!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version